ไม่ขอเป็นสองรองใคร

วันที่ 21 เมย. พ.ศ.2563

ไม่ขอเป็นสองรองใคร

                เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๖ ข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้า ๒๙ ปี เป็นข้าราชการชั้นโท ซึ่งนับว่ามีตำแหน่งสูงสำหรับอายุวัยเท่านี้  วันหนึ่งเวลาเย็นเลิกงานแล้ว ข้าพเจ้าพาลูกคนที่ ๒ ซึ่งกำลังหัดเดินเตาะแตะเดินเล่นอยู่ที่ทางเดินหน้าบ้าน เพื่อคอยเวลาพ่อของเด็กๆกลับมา ลูกจะได้วิ่งไปต้อนรับให้พ่อดีใจหายเหนื่อย มีเด็กสาวอายุอ่อนกว่าข้าพเจ้าราว ๔-๕ ปี หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กๆ เดินผ่านมา พอเธอเห็นข้าพเจ้า เธอก็วางกระเป๋าลง พร้อมกับเอ่ยถามว่า
 

"พี่คะ แถวนี้มีห้องเช่าเล็กๆ พออยู่คนเดียวบ้างมั้ยคะ หนูอยากจะขอเช่า เอาที่ค่าเช่าไม่แพงนักสักเดือนละ ๑๕๐-๒๐๐ บาท ได้ก็ดีค่ะ"  (เวลานั้นข้าวแกงจานละ ๕๐ ตางค์)


"หนูจะเช่าอาศัยอยู่คนเดียวหรือคะ" ข้าพเจ้าถาม


"ค่ะ อยู่คนเดียว ยิ่งถ้าเป็นห้องติดทางเดินอย่างบ้านพี่ยังงี้ ยิ่งดีใหญ่ หนูจะได้รับตัดเย็บเสื้อผ้า หารายได้เลี้ยงตนเองไปด้วยน่ะค่ะ" เธอชี้แจง


                 บังเอิญข้าพเจ้าพอรู้จักบ้านลักษณะดังที่เธอต้องการอยู่พอดี  เจ้าของเพิ่งปลูกเสร็จใหม่ๆ ยังไม่มีใครเช่า เป็นห้องเล็กๆ ห้องเดียวติดถนน จึงถามเธอว่า


"มันเป็นห้องอยู่โดดเดี่ยวริมถนน ไม่ใช่ห้องในบ้าน หนูจะอยู่คนเดียวได้รึเปล่า เป็นเด็กผู้หญิงสาวๆ ไม่มีผู้ปกครองยังงี้ มันเสี่ยงอยู่นะหนู พวกอันธพาลในซอยนี้มีไม่น้อย" ข้าพเจ้าท้วงติงไปตามความรู้สึกของลูกผู้หญิง


"หนูอยู่ได้ค่ะ หนูไม่ใช่สาวหรอกพี่ เคยมีสามี เคยมีลูกมาแล้วด้วย"  กล่าวจบเธอก็มองดูลูกคนเล็กของข้าพเจ้าที่เดินเตาะแตะอยู่  พร้อมกับขอบตาแดงก่ำมีน้ำตาเอ่อเต็มเบ้า ทำท่าเหมือนจะจับตัวลูกข้าพเจ้าไปกอด แต่เมื่อเด็กแสดงท่าขัดขืนเพราะไม่รู้จัก เธอก็หยุด


"ลูกของหนู ตัวเท่านี้หรือคะ" ข้าพเจ้าถามเดาใจ เธอน้ำตาคลอ  พูดตอบไม่ออก


"ถ้าตัวแค่นี้ ก็กำลังน่ารักมาก หนูทิ้งแกมาทำไมคะ" คำถามของข้าพเจ้าทำให้น้ำตาที่คลออยู่นั้นไหลพรากอาบหน้าทันที

                   เมื่อข่มความเสียใจลงได้บ้าง เธอก็เล่าชีวิตให้ข้าพเจ้าฟังว่า เธอเป็นช่างเย็บเสื้อผ้าอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดปราจีนบุรีสามีเป็นคนกรุงเทพฯ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ไปรับสร้างตึกแถวใกล้บ้านที่เธออยู่  เกิดชอบพอรักใคร่กันขึ้น เธอก็ให้ฝ่ายชายสู่ขอแต่งงานตามประเพณี  จดทะเบียนสมรสกันที่จังหวัดนั้น


"ฟังดูก็น่าจะมีความสุขนี่คะ แล้วเป็นอย่างไรสามีของหนูตายหรือ หรือทอดทิ้งหนู แต่พี่ว่าเขาคงไม่ทิ้งหนูแน่ เพราะดูหนูเรียบร้อย น่ารัก  หน้าตาก็ไม่ขี้ริ้วเลย" ข้าพเจ้าถามแสดงความสนใจ


"เค้ายังไม่ตายค่ะ แล้วก็ยังรักหนูมากด้วย แต่เค้าไม่น่าหลอกลวงหนูเลย" สตรีนั้นบ่นรำพัน


"หลอกเอาเงินหนูไปหมดเหรอคะ" ข้าพเจ้าเดาถามส่งเดช


"ไม่ใช่ค่ะ เขาหลอกหนูว่าเขาเป็นหนุ่มโสด มาจดทะเบียนสมรสซ้อนกับหนู พี่คะ หนูทนไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มเป็นสาวมา หนูมีความตั้งใจแน่วแน่มั่นคงยิ่งนักว่า ชาตินี้เกิดมาจะไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครเป็นอันขาด  ถ้าเป็นเมียคนเดียวของใครไม่ได้ ก็ขออยู่เป็นโสดไปให้ตลอดชีวิตทีเดียว  แต่แล้วหนูก็ถูกหลอกค่ะ"


                  เล่าไปร้องไห้ไป ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งความรู้สึกนึกคิดของเธอขึ้นมาทันที จึงขอให้เล่าต่อไปว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายชายมีภรรยาแล้ว  เธอตอบว่า


"ตอนอยู่ที่ปราจีน หนูจับไม่ได้หรอกค่ะ เค้าอยู่กับหนูทุกวัน  แต่พอย้ายมารับเหมาในกรุงเทพฯ มาเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เขากลับบ้าง  ไม่กลับบ้าง อ้างว่าไปค้างบ้านเพื่อนหลายครั้งหลายคน หนูจึงจ้างคนงานผู้ชายคนหนึ่งแอบตามไปดูว่าสามีของหนูไปค้างที่ไหน พอหนูรู้แน่แล้วจึงตามไปสอบถามบ้านใกล้เรือนเคียงแถวนั้น ปรากฏว่าสามีของหนูเค้า  มีเมียมีลูกโตๆ กันแล้วถึง ๔ คน หนูแทบช็อคตายเลยค่ะพี่"


                   เธอหยุดเล่าร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ ข้าพเจ้าก็ปลอบไปตามเรื่องตามราว ตนเองก็ยังไม่ได้ศึกษาหลักธรรมอะไรเลยในเวลานั้น ปลอบอะไรก็ดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย คนเล่าก็ร้องไห้เสียจริง คงทุกข์มากเหลือเกิน
เพิ่งพบข้าพเจ้าเป็นครั้งแรกก็ร้องไห้ระบายเรื่องส่วนตัวให้ฟังเสียเหมือนข้าพเจ้าเป็นพี่สาวของเธอ


"แล้วไง นี่หนูหนีสามีมาเหรอ หรือว่าทะเลาะกันใหญ่ เค้าไม่ยอมเลิกกับเมียหลวงรึไง หรือเขาขอเลิกกับหนู" ข้าพเจ้าก็เดาถามไปเรื่อยเปื่อย


"ไม่ใช่ค่ะ หนูขอให้สามีทิ้งหนู กลับไปอยู่กับภรรยาหลวงคนเดียว  อย่าคิดเจ้าชู้อีก หนูจะไปตามทางของหนู เค้าก็ไม่ยอมอ้างว่ารักหนูมาก  แล้วหนูก็กำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดด้วย เขายิ่งห่วง หนูยิ่งนึก หนูก็ยิ่งเห็นใจภรรยาหลวง คิดจะหนีสามีทั้งกำลังท้องก็นึกเป็นห่วงลูก   ถ้ามีลูกอ่อนหนูจะทำอะไรกิน จะกลับบ้านที่ปราจีนก็อับอายขายหน้า  ไม่อยากให้แม่เสียใจด้วย" เธอเล่าต่อ


"พี่ฟังแล้วเห็นใจจริงๆ แล้วทำยังไงถึงหนีมาได้ เอาลูกไว้ที่ไหนกัน" ข้าพเจ้าซัก


"หนูตัดสินใจแอบไปพบภรรยาหลวง เล่าเรื่องให้เค้าฟัง ขอความเห็นใจ แสดงความบริสุทธิ์ใจของหนูว่า ไม่คิดว่าสามีมีภรรยาแล้ว  หนูขอให้ภรรยาหลวงช่วยรับเลี้ยงลูกของหนูเป็นลูกของเค้าด้วย ให้ลงทะเบียนบ้านตั้งแต่เกิดทีเดียวว่าเป็นลูกเค้า หนูจะหนีสามีไปให้พ้น  ตอนแรกนะคะพี่ ภรรยาหลวงก็ไม่เชื่อนัก คิดว่าหนูเป็นนักต้ม หนูเอารูปถ่ายในงานแต่งงานบ้าง ทะเบียนสมรสบ้าง หลักฐานอื่นบ้างให้ดู  เค้าก็เชื่อ แต่ก็โกรธทั้งสามีทั้งหนูอยู่ไม่น้อย ไม่ยอมรับปากอะไรเลย  แต่พอเห็นหนูร้องไห้เสียใจอย่างหนัก กราบเท้าขอโทษแล้วขอโทษอีก เค้าจึงใจอ่อนรับคำ เราสองคนไม่บอกให้สามีรู้เรื่องเลย
 

พอหนูเข้าโรงพยาบาลคลอดลูก วันออกจากโรงพยาบาล  หนูก็แอบให้ภรรยาหลวงมารับลูกไป หนูไปพักฟื้นอยู่บ้านเพื่อน ๒-๓ เดือน ก็เดินทางมาหาที่อยู่ที่ทำกินนี่แหละค่ะ ใครๆ เค้าว่าอยู่ทางฝั่งธนเนี่ย ค่าเช่าบ้านมันถูกหน่อย พอหากินได้" เธอจบเรื่องชีวิตโดยย่อของเธอลง

 

                  ข้าพเจ้ารับฟังเรื่องของสตรีนั้นด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นที่สุด  เมียน้อยใจเด็ดอย่างนี้หายากเต็มที มีแต่พอรู้ว่าตนเป็นเมียน้อย ก็พยายามใช้มายาร้อยแปดแย่งเอาสามีเป็นของตนคนเดียว ให้ฝ่ายชายทอดทิ้งภรรยาเก่าลูกเก่า มาเลี้ยงดูตนกับลูกของตนเท่านั้น
 

                 ตัณหาราคะ ความทะยานอยากให้อำนาจของกามราคะ มีอยู่แล้วไม่รู้จักพอ ทำให้ฝ่ายชายคิดนอกใจภรรยาแอบมีภรรยาใหม่ ใจมีโมหะครอบงำใจ คิดว่าเปลี่ยนคนใหม่ คงได้ความสุขชนิดใหม่ คนไม่รู้จัก
พอ ไม่รู้จักควบคุมตัณหา ก็ทะยานอยากทำไปตามที่ต้องการ ไม่ได้คำนึงถึงความทุกข์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับตนหรือกับคนอื่น หยิบฉวยเอาเพียงความสุขเฉพาะหน้าเท่านั้น


                   ตัวอย่างที่คุยให้ท่านผู้อ่านฟังอยู่นี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ทำความทุกข์ให้ทุกฝ่าย รวมทั้งเด็กน้อยแรกเกิดก็ไม่เห็นไม่รู้จักแม่ที่แท้จริง  ส่วนแม่ที่เป็นภรรยาหลวงของพ่อก็ไม่รู้จะทำใจให้รักลูกนอกท้องได้สักแค่ไหน อาจจะลำเอียงรักน้อยกว่าลูกของตน เด็กโตขึ้นไม่รู้ความจริง หรือรู้ก็ตาม คงจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาไปได้ง่ายๆ


                   ส่วนสตรีที่เล่าเรื่องให้ข้าพเจ้าฟัง เธอก็ต้องพบความทุกข์จากการมี วิภวตัณหา คือ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากมีสามีที่มีภรรยาแล้ว ไม่อยากเป็นภรรยาน้อยของใครๆ ก็ต้องเป็น จึงมีทุกข์มากมาย
 

                  ข้าพเจ้าให้ความช่วยเหลือเธออย่างเต็มใจ เพราะนับถือในน้ำใจ ชมเชยว่าเธอตัดสินใจถูก ยอมเป็นทุกข์อยู่ระยะเดียว ดีกว่าทุกข์กันชั่วชีวิต นี่ถ้าตอนนั้นข้าพเจ้ารู้หลักธรรมทางศาสนาอยู่บ้าง คงจะพูดให้กำลังใจให้เธอได้ชื่นใจได้มากกว่าคำชมเชยยกย่องเพียงเท่านั้น
 

                เมื่อเธอได้ตกลงเช่าห้องที่ข้าพเจ้าพาไปเรียบร้อย เธอก็เปิดกิจการรับตัดเสื้อผ้าตามความสามารถของเธอ ที่นั่นในเวลานั้นไม่มีใครประกอบอาชีพนี้ จึงปรากฏว่ารายได้ของเธอดีมาก เมื่อมีงานทำ มีรายได้
สตรีนั้นก็มีความสุข มีความหวังในชีวิตใหม่ ข้าพเจ้าเดินทางไปกลับจากที่ทำงาน มักจะแวะพูดคุยซักถามให้กำลังใจ ดูเธอรักใคร่นับถือข้าพเจ้ามาก

 

                อาชีพรับตัดเสื้อต้องมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสต่อลูกค้าอยู่เสมอ เวลาใดเธอยิ้มแย้ม หน้าตาของสาวอายุเกินยี่สิบปีเล็กน้อยของเธอก็ดูสวยงาม  น่ารักอย่างประหลาด  แล้วสิ่งที่ข้าพเจ้าหวาดระแวงก็เกิดขึ้น มีพวกหนุ่มๆ มาติดพันเธอหลายคน เธอก็พูดคุยด้วยโดยมารยาท แต่วางตัวไม่ให้ใครใกล้ชิดเธอ บอกข้าพเจ้าว่า


"พี่คะ หนูยังเข็ดชีวิตอยู่เลย หนูอยากทำมาหากินเก็บเงินก้อนใหญ่สักก้อนไว้ให้ลูกที่หนูทิ้งแกมาเอาไว้เป็นทุนการศึกษาเล่าเรียนหรือทุนทำมาหากินในอนาคตของแก ถึงยังไงหนูก็รู้ แม่ใหญ่ (หมายถึงภรรยาหลวง) เค้าก็คงรักลูกของหนูไม่เต็มที่เหมือนลูกของเค้าหรอกนะคะ เวลาเค้าแบ่งสมบัติอะไรๆ ให้ลูกๆ ลูกของหนูก็คงไม่ได้เท่าพวกพี่ๆ หนูจึงคิดจะสะสมเงินทองไว้ให้แกบ้าง โตขึ้นจะได้ดีใจ เพราะยังไงๆ วันหนึ่งข้างหน้า  เด็กแกต้องรู้ความจริง พวกพี่ๆ ของแกนั่นแหละคงต้องบอกแกแน่ๆ"


                 ข้าพเจ้ากล่าวคำสนับสนุน เพราะรู้จักพวกหนุ่มๆ ที่มาติดพันเธอดีทุกคน ล้วนแต่จิ๊กโก๋ในซอย ไม่มีอาชีพอะไรเป็นหลักฐานทั้งนั้น ถ้าเธอรับรักใคร เธอก็จะต้องนั่งทำมาหากินเลี้ยงฝ่ายชายไปย่ำแย่  สำหรับรายที่ข้าพเจ้าเริ่มหนักใจมากที่สุด คือรายสุดท้าย
 

                 คนในซอยเรียกกันว่า "หมู่สี" หมู่สีเป็นนายสิบตำรวจมีภรรยาแล้ว แต่ไม่รู้ว่ารีดไถจากงานอาชีพมาขนาดไหน จึงรวยมากกว่าเงินเดือนข้าราชการชั้นโทอย่างข้าพเจ้าหลายสิบเท่าตัว มีเงินปลูกบ้านสองชั้นหลังใหญ่


                 แบ่งเป็นห้องเล็กๆ ให้เช่าทั้งบ้านเกินกว่าสิบห้อง ห้องละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท  ดูเป็นเศรษฐีย่อยๆ ในซอย เขาจึงวางตัวเป็นเสมือนนักเลงใหญ่ ใครๆเกรงกลัวอิทธิพล ดีที่ไม่ใช่ตำรวจในโรงพักประจำท้องที่ของพวกเรา  มิฉะนั้นคงจะใหญ่กว่านั้นขึ้นไปอีก


"หนู นี่ตาหมู่สีมาชอบหนูเหรอ เค้ามีเมียแล้วนะ หนูรู้รึเปล่าคะ"


"รู้ค่ะพี่ หนูไม่เคยนึกชอบพอเลย เกลียดเอามากด้วยซ้ำไป  แต่พี่ก็รู้เค้ามีอิทธิพลมาก เราก็ต้องพูดดีกับเค้า ไม่ให้มีเรื่อง แต่หนูก็อึดอัดเต็มที่ ยิ่งพูดปลีกตัวเท่าไหร่ เค้าก็ทำเหมือนไม่รู้เรื่อง หนูพูดขนาดบอกความจริง เค้าทีเดียวว่า หนูเคยเสียทีถูกหลอกเป็นเมียน้อยคนมาแล้ว  เสียใจแทบฆ่าตัวตาย จนต้องหนีลูกหนีผัวมานี่ เรื่องจะเป็นเมียน้อยใครอีก  ขอตายดีกว่า เค้าฟังแล้วก็ไม่สะดุ้งสะเทือน นั่งจีบหนูอยู่ทุกวัน" เด็กสาวปรับทุกข์ให้ข้าพเจ้าฟัง


                       ข้าพเจ้ายังไม่ได้เข้าวัด ไม่รู้เรื่องผลของกรรมเก่าในอดีตชาติลึกซึ้งอะไร ไม่เข้าใจว่าอำนาจของกรรมกาเมสุมิจฉาจารนั้น เมื่อมันให้ผลมันก็บีบบังคับให้ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่ชอบใจต่างๆ อย่างรายนี้
คืนหนึ่งเวลาดึกสงัด ข้าพเจ้าได้ยินเสียงสตรีหวีดร้องให้คนช่วย  เสียงด่าทอ เสียงสังกะสีดังโครมคราม เมื่อข้าพเจ้าลุกขึ้นเงี่ยหูฟังก็กำหนดทิศทางได้ว่ามาจากห้องเช่าของสตรีผู้นั้น ความเป็นห่วง ข้าพเจ้ารีบออกจากบ้านวิ่งไปพร้อมกับเอาเสียงเป็นเพื่อน


"หนู.. หนู.. เป็นอะไร เป็นอะไรกัน เป็นอะไรกัน.."


                 เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้ เสียงผู้ชายที่เอะอะอยู่ด้วยหยุดลง พร้อมกับเดินผลุนผลันหนีไป เหลือแต่หญิงสาวผู้นั้นร้องไห้จนตัวสั่น เธอโผกอดข้าพเจ้าไว้แน่น ระล่ำระลักบอก


"พี่..พี่จ๋า..พี่จ๋า..ไอ้หมู่สีมันงัดบ้านหนูเข้ามาทางนี้ หนูกำลังนอนหลับอยู่ พอรู้สึกตัวมันก็เข้ามาปล้ำ หนูก็สู้กับมันใหญ่ ร้องให้ใครช่วย  ใครเขาก็ชะโงกหน้าออกมาดู พอเห็นเป็นไอ้หมู่สี เขาก็หนีเข้าบ้านกันหมด  ไม่มีใครช่วยหนูเลย หนูต้องสู้กับมัน พี่ดูซีมันต่อยตีหนูด้วย มันกำลังเมาแล้วก็หน้ามืด"


                 ว่าแล้วเธอก็ยกแขนข้างที่ถูกตบตีจนเขียว รวมทั้งที่หน้าด้วยให้ข้าพเจ้าดู เวลานั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจเรื่องกฎของกรรมนัก ไม่รู้ว่าคนคู่นี้ต้องเคยมีกรรมเก่ากันมา ก็ให้รู้สึกเจ็บแค้น


"นี่มันไม่ใช่ตำรวจพิทักษ์ประชาชนนี่ มันเป็นโจรทำร้ายประชาชนเสียเอง"


                    ถ้าข้าพเจ้าไม่เกรงกฎหมายบ้านเมือง ก็ให้รู้สึกอยากจัดการเก็บพวกคนเลวๆ อย่างนี้เสียจริง จ้างมือปืนฆ่าเสียได้คงจะดี! เวลานั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ด้วยความสงสารเธอ  เล่าความรู้สึกครั้งกระนั้นให้ท่านผู้อ่านฟัง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ  ผู้ที่อาจมีนิสัยและความรู้สึกนึกคิดเหมือนข้าพเจ้าในยามนั้น ใครเขาจะมีเรื่องอะไรกัน ร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม ขอให้รู้เถิดว่าเขาเคยมีเวรต่อกันมาในอดีต ไม่ชาตินี้ก็ชาติก่อน จึงต้องมารบราฆ่าฟันกัน เราช่วยได้ก็ช่วยเท่าที่วิสัยของเราจะทำได้ ไม่ใช่ไปตั้งตนเป็นพระยายมราชตัดสินคดีเสียเองจะกลายเป็นเราทำกรรมใหม่ ผูกพันโยงใยกับพวกคนเหล่านั้นให้เป็นเวรของเราเพิ่มอีกรายไปด้วย ยังดีที่เวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้ลงมือตามที่คิด


"คืนนี้หนูอยู่ที่พักนี่ไม่ปลอดภัยแล้ว ไปนอนบ้านพี่เถอะนะคะ  มีของมีค่าอะไรมั่ง มาพี่ช่วยขน พรุ่งนี้ค่อยมานั่งเย็บผ้าที่เดิม ต่อจากนี้ให้ไปนอนที่บ้านพี่ทุกคืน นอนกับน้องสาวพี่น่ะค่ะ"


                   ข้าพเจ้าออกปากชวน แล้วก็ช่วยเธอขนของ มีของมีค่าชิ้นเดียว คือจักรเย็บผ้า  รุ่งเช้าเธอก็กลับไปเย็บผ้าที่ห้องเช่าตามเดิม ข้าพเจ้าก็ไปทำงานพอตกเย็นกลับมา ข้าพเจ้าเห็นห้องเช่าของเธอเปิด เด็ลูกจ้างของข้าพเจ้าบอกว่า


"พี่ใหญ่คะ ตำรวจที่โรงพักมาจับพี่..ไปแล้ว ตาหมู่สีเค้าไปแจ้งความว่าหมิ่นประมาท ไปด่าเค้า"


                     ข้าพเจ้าฟังเรื่องแล้วรับประทานอาหารเย็นไม่ลง อะไรกันนี่มันลงทุนงัดบ้านเข้าไปปล้ำ แล้วยังว่าเป็นความผิดของฝ่ายหญิง มันน่าจะเห็นใจว่าผู้หญิงไม่แจ้งความน่ะ เป็นการยกโทษให้แล้ว นี่จะรังแกกันไปถึงไหน! คิดแล้วข้าพเจ้าก็ตรงไปที่โรงพัก ขอพบนายร้อยเวร หรือนายสิบเวรก็จำไม่ได้เสียแล้ว เล่าเรื่องให้ตำรวจผู้นั้นฟัง และขอประกันตัว


"มันเย็นมากแล้วครับ คนอนุญาตไม่อยู่ เอาไว้พรุ่งนี้คุณค่อยมาใหม่ คืนนี้ให้ถูกขังสักคืนก็แล้วกัน ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร"


ข้าพเจ้าซื้ออาหารและของใช้จำเป็นบางอย่างให้เธอ พร้อมทั้งบอกว่าพรุ่งนี้จะมาประกันแต่เช้า เด็กสาวแสดงความดีใจ และว่า "ไม่เป็นไรค่ะ คืนเดียวหนูทนได้"


                       ตอนเช้าข้าพเจ้ารีบไปโรงพักแต่เช้า พอเห็นเด็กสาวคนนั้น  ข้าพเจ้าต้องร้องไห้ออกมาทันทีสงสารเสียจับใจ หน้าตาของเธอเขียวช้ำเป็นแถบ ดวงตาข้างหนึ่งก็ช้ำด้วย แดงเป็นสายเลือด ตามตัวถลอกปอกเปิก เสื้อผ้าเต็มไปด้วยขี้โคลนเกรอะกรัง เธอร้องไห้บอกข้าพเจ้าว่า


"เมื่อคืน ตำรวจมันไขห้องขังเอาหนูออกมา มันจะข่มขืนหนู  หนูไม่ยอมมันก็ตบแล้วปล้ำ หนูเลยโดดจากโรงพักลงในคลองค่ะพี่  (โรงพักอยู่ใกล้คลองเตย) พี่ดูซี เเข้งขาหนูแทบหัก เนื้อตัวโดนหลักโดนตอ ครูดถลอกปอกเปิดยังงี้ หนูจมอยู่ในขี้เลนร้องไห้ลั่นเลยค่ะ คนอื่นๆ เลยพากันออกมาดู ตำรวจคนนั้นเลยไม่กล้าทำอะไรอีก หนูแช่โคลนไม่ยอมขึ้น จนสว่างเลยค่ะพี่ อยู่ในโคลนปลอดภัยกว่า สว่างแล้วหนูจึงขึ้นมาคอยพี่ในห้องขัง"


ข้าพเจ้าร้องไห้ไปกับเธอด้วย พูดว่า


"พี่ไม่ยอม พี่ไม่ยอม พี่จะเอาเรื่อง"


                  เวลานั้นความรู้สึกของข้าพเจ้าไม่ยอมจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์รังแกราษฎรถึงขนาดนี้ เอาไว้ได้อย่างไรกัน ต้องฟ้องกันไปให้ออกจากงานทีเดียว


                  แต่เด็กสาวผู้นั้นกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนข้าพเจ้า เธอว่า


"พี่อย่าไปเอาเรื่องเค้าเลย ถึงยังไงหนูก็ปลอดภัยแล้ว บ้านของพี่อยู่ในท้องที่เค้า พี่อาจจะถูกแกล้ง ไอ้เจ้าหมู่สีมันคงเป็นเพื่อนกัน  มันจึงให้แกล้งหนูถึงขนาดนี้ มันรังแกหนูไม่ได้ มันก็จะให้เพื่อนรังแกแทน
แต่เมื่อหนูรอดได้ทั้งสองคราว ก็นึกว่าพ้นเคราะห์ไปเถอะ ถ้าเราเอา
เรื่องเค้า หนูน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะเป็นห้องเช่า กลับไปนี่ก็ย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเสีย ไม่ต้องเห็นหน้าให้บาดตากันอีก แต่พี่ซีคะ บ้านพี่ไม่ใช่บ้านเช่า เป็นศัตรูกับคนพาลมีแต่อันตราย พี่อย่าเดือดร้อนเพราะหนูเป็นต้นเหตุเลย"


                  น้ำใจของเด็กผู้หญิงตัวคนเดียว ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลือนเลยจนทุกวันนี้ และก็ไม่ลืมพฤติการณ์ของตำรวจ ๒ คน ในครั้งนั้นด้วย  ช่างเลวร้ายไม่แพ้โจร  หลังจากประกันตัวออกมาแล้ว เธอก็ย้ายจากไปอยู่ที่อื่นฝากรูปภาพขนาดใหญ่ของบิดาเธอไว้กับข้าพเจ้า


"วันหลังหนูจะมาขอคืน เอาไปด้วยตอนนี้เกะกะ เพราะยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน จะลองไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่สมุทรปราการ เค้าเป็นนักเรียนตัดเสื้อรุ่นเดียวกับหนู ไปขอเป็นลูกมือเค้าไปก่อนก็ได้ ถึงอย่างไร ชั่วชีวิต
นี้หนูก็จะไม่ลืมน้ำใจของพี่ ถ้าหนูไปได้ดีเจริญรุ่งเรืองอย่างไร หนูจะกลับมาหาพี่ค่ะ จะมาเอารูปเตี่ยไปบูชาด้วย"


                     ข้าพเจ้าคอยเธอมาจนบัดนี้ ๓๐ ปีแล้ว จนภาพถ่ายบิดาของเธอถูกละอองความเย็นความชื้นทำลายเลอะเลือนไปหมดเหลือแต่กรอบกระจก  เธอก็ไม่เคยกลับมาหาข้าพเจ้าอีกเลย   แต่น้ำใจอันเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมเป็นเมียน้อยใคร พลาดพลั้งไปแล้วยังแก้ไขตั้งต้นใหม่ ตั้งต้นด้วยความองอาจกล้าหาญ ไม่ต้องมีใคร สอน  เรื่องบาปบุญคุณโทษด้วยซ้ำ เธอก็สามารถตัดสินใจทำในสิ่งที่สมควรได้อย่างดีที่สุด ไม่ยอมตกเป็นทาสตัณหาของใคร เธออาจจะมาหาข้าพเจ้าแล้ว แต่คงหาบ้านไม่พบ เพราะบ้านกลางสวนของข้าพเจ้ากลายเป็นตึกรามบ้านเรือนล้อมรอบไปหมด เธอจะอยู่ที่ใดก็ตามขอได้โปรดรับรู้ด้วยว่า ข้าพเจ้าขอคารวะเธอด้วยใจจริงไว้ต่อหน้าผู้คนที่อ่านเรื่องนี้ทุกท่าน
 

Cr.อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

จากความทรงจำ เล่ม๔

 Total Execution Time: 0.0031593839327494 Mins