โชติปาละ

วันที่ 08 กพ. พ.ศ.2567

8-2-67-1-b.jpg

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกัปปัจจุบัน พระองค์ที่ ๓


                  นับเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๒๔ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์


                  ทรงพระนามว่า พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า


                  พระสรีระสูง ๒๐ ศอก


                  อายุขัยมนุษย์ในยุคนั้น ๒ หมื่นปี


                   เป็นบุตรของพราหมณ์พรหมทัตตะ และนางพราหมณีธนวดี เป็นพราหมณ์มหาศาลในกรุงพาราณสี วรรณะนี้สูงสุด


                   ครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒ พันปี เมื่อนางพราหมณีสุนันทาผู้ภรรยาคลอดบุตร ชื่อ วิชิตเสนะ เห็นนิมิต ๔ ประการ เกิดสลดใจ จึงเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ พร้อมบริวาร ด้วยยานคือปราสาท มีผู้ออกบวชตาม ๑ โกฏิ


                   ทําความเพียรอยู่ ๗ วัน


                   ผู้ถวายข้าวมธุปายาสคือ นางสุนันทาพราหมณี


                    นิสีทนสันถัต กว้าง ๑๕ ศอก คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อโสมะ ถวายหญ้า ๘ กำ


                   ประทับนั่งโคนต้นนิโครธ


                     พระอัครสาวกคือ พระติสสะ และพระภารทวาชะ


                    พระพุทธอุปัฏฐาก คือ พระสัพพมิตตะ


                     ทรงแสดงธรรม ๕ ครั้ง


                    ครั้งแรก ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ภิกษุผู้ตามออกบวช ๑ โกฏิ ที่อิสปตนมิคทายวัน กรุงพาราณสี


                    ครั้งที่ ๓ และ ๔ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์


                   ครั้งที่ ๕ ทรงฝึกยักษ์ชื่อนรเทพ ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ถือพระองค์เป็นสรณะ


                    มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทรงยกปาฏิโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระอรหันต์ ๒ หมื่น ในวันมาฆบูรณมี


                    เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนม์พรรษา ๒ หมื่นพรรษา ที่พระวิหารเสตัพยาราม ใกล้เสตัพยานคร แคว้นกาสี พระบรมสารีริกธาตุไม่กระจัดกระจาย รวมอยู่ในพระสถูปสูง ๑ โยชน์ ซึ่งงดงามด้วยแผ่นอิฐทองคำาและวิจิตรด้วยรัตนะ ที่วิหารนั้น


                     ในพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อ โชติปาละ ศึกษาวิชาของศาสนาพราหมณ์แตกฉาน รอบรู้เรื่องดินฟ้าอากาศ และวิถีนักษัตรฤกษ์ และนิมิตต่างๆ มีเพื่อนรักมาก คือฆฏิการะอุบาสก มีอาชีพปั้นหม้อ เป็นอุปัฏฐากผู้หนึ่งของพระบรมศาสดา


                       ฆฏิการะเป็นผู้ชักนำให้โชติปาละมาเฝ้าฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังแล้วเกิดศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จึงออกบวชในสำนักพระตถาคตเจ้า หมั่นพากเพียรเล่าเรียนพระไตรปิฎกแตกฉานช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้กว้างขวางเป็นอันมาก เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของมหาชนยิ่งนัก


                        พระบรมศาสดาทรงเห็นความอัศจรรย์ในความสามารถ จึงทรงตรวจด้วยอนาคตตังสญาณ แล้วตรัสพุทธพยากรณ์ว่า ภิกษุโชติปาละจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในกัปเดียวกันนี้


                       พระโพธิสัตว์ฟังพุทธพยากรณ์แล้ว ยิ่งปีติเพิ่มพูนความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ จึงอธิษฐานบำเพ็ญพุทธบารมีให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น หวังบรรลุพระสัพพัญญุตญาณสําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าที่บริบูรณ์ด้วยพระคุณทั้ง ๓ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ละโลกแล้วไปสู่สุคติ

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00099466641743978 Mins