
ธรรม ๓ นัย
ธรรมนัยที่ ๑
ธรรมที่ทรงบรรลุ
ธรรมนัยที่ ๑ คือ ธรรมที่ทรงบรรลุ หมายถึง ธรรมชาติสะอาดบริสุทธิ์ มีอยู่จริงในกายทุกคน เป็นปรมัตถสัจจะประจำตน พระพุทธองค์รู้-เห็นธรรมนี้ด้วยพระองค์เองในคืนตรัสรู้ เรียกเต็ม ๆ ว่าทรงค้นพบโลกุตรธรรม
เป็นธรรมชาติลึกซึ้ง สว่างอย่างยิ่ง เย็นตายิ่ง เป็นเหตุให้เห็น “ใจ” ของตนชัด ระลึกชาติตนเองได้ เห็น “ใจ” ของผู้อื่นชัดระลึกชาติผู้อื่นได้ เห็นกฎแห่งกรรม-นรก-สวรรค์-นิพพานได้ชัดเป็นเหตุให้เห็น “กิเลส” ในใจตนเองและผู้อื่นได้
เป็นธรรมชาติรู้เห็นได้ยาก ประณีต สงบ ทรงอานุภาพกำจัดกิเลสและนิสัยไม่ดีได้ จึงเป็นแหล่งความสุข ความเจริญและปัญญาที่แท้จริง
เป็นธรรมชาติเฉพาะตน บรรลุได้โดยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยตนเองเท่านั้น จะทำแทนกันไม่ได้
คุณสมบัติ “ธรรม” ที่ทรงบรรลุ
๑. เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ลึกซึ้งมีอยู่จริงในกายมนุษย์เป็นปรมัตถสัจจะประจําตน
๒. เป็นธรรมชาติสว่าง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก
๓. เป็นธรรมชาติ สงบ ประณีต เป็นอมตะ คิดเปรียบเทียบคาดเดาไม่ได้
๔. เป็นธรรมชาติละเอียด ทรงอานุภาพ พาทวนกระแสกิเลสได้ ผู้ไร้ราคะ โทสะ โมหะเท่านั้น จึงรู้เห็นได้
๕. ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์จึงจะบรรลุได้
ธรรม ที่เราได้บรรลุแล้วนี้ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรกะละเอียด บัณฑิต(เท่านั้น) จึงจะรู้ได้......
“บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศ “ธรรม” ที่เราบรรลุด้วยความลำบากเพราะ “ธรรม” นี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงำจะรู้ได้ง่าย
แต่เป็นสิ่งพาทวนกระแส* ละเอียด ลึกซึ้ง รู้เห็นได้ยากผู้กำหนัดด้วยราคะ ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้”
ที่มา : ปาสราสิสูตร ม.มู. (ไทย-มจร) ๑๒/๒๘๑/๓๐๕
*พาทวนกระแส หมายถึง ทรงพลังอย่างยิ่ง จึงพาทวนกระแสกิเลสได้ พาเข้าถึงนิพพานได้
ธรรมนัยที่ ๒
ธรรมที่ทรงเทศนา
ธรรมนัยที่ ๒ คือ ธรรมที่ทรงเทศนา หมายถึง คำสั่งสอนในวาระต่าง ๆ หลังจากตรัสรู้แล้วจนปรินิพพาน เป็นคำสอนที่ว่าด้วย
๑) คุณลักษณะและคุณวิเศษของโลกุตรธรรมที่ทรงบรรลุ
๒) หลักการและวิธีการประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุโลกุตรธรรมนั้น
ธรรมที่ทรงสั่งสอนตลอดพระชนม์ ล้วนมุ่งให้ผู้ประพฤติปฏิบัติหมดทุกข์โดยสิ้นเชิงตามพระองค์ไป เรียกว่า พระปริยัติธรรม แต่เรียกย่อ ๆ ว่า พระธรรม
พระพุทธองค์ทรงเทศนาครั้งแรก เรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้แก่พระปัญจวัคคีย์ จากนั้นต่อมาตลอด ๔๕ พรรษาก็ทรงเทศนาธรรมในแง่มุมต่าง ๆ ตื้นลึกตามความเหมาะสมแก่สติปัญญาของผู้ฟัง รวมเป็นคำสอนทั้งสิ้น ๘๔,000 ข้อหรือพระธรรมขันธ์ ปรากฏในพระไตรปิฎกตราบถึงทุกวันนี้
ลักษณะความเคารพในเทศนาธรรม
ราชสีห์ออกเที่ยวไปหากิน ถ้าจะจับช้าง-กระบือ-โค-เสือเหลือง ย่อมจับโดยแม่นยำ.. จะจับกระต่าย-แมว ย่อมจับโดยแม่นยำ ไม่พลาดเพราะทางหากินของเราอย่าพินาศเสียเลย
ตถาคต ถ้าจะแสดงธรรมแก่
ภิกษุ-ภิกษุณี-อุบาสก-อุบาสิกา-ปุถุชนทั้งหลาย
ย่อมแสดงโดยเคารพ .....
แม้คนขอทาน-พรานนก
ตถาคตย่อมแสดงโดยเคารพ
ไม่แสดงโดยไม่เคารพ
เพราะตถาคตเป็นผู้หนักในธรรม เคารพในธรรม
ที่มา : สีหสูตร (ไทย–มมร) องฺ.ปญฺจก. ๓๖/๙๙/๒๒๕-๒๒๖
ธรรมนัยที่ ๓
ผลของการปฏิบัติธรรมตามที่ได้ฟังมา
ธรรมนัยที่ ๓ คือ ผลของการปฏิบัติธรรมตามที่ได้ฟังมา หมายถึงความประพฤติดีงามที่เกิดจากการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนใครประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องเคร่งครัดเพียงใด ใจก็ยิ่งใสสะอาดเพียงนั้น คือ
๑. ใจใสสะอาดระดับเป็นนิสัยดีงาม เช่น รักความสะอาด รักความเป็นระเบียบ รักความสุภาพ รักความเสียสละ ฯลฯ
๒. ใจใสสะอาดระดับเป็นศีลธรรมเบื้องต้น เช่น ความอายบาปกลัวบาป มีเบญจศีล เบญจธรรม มีความซื่อสัตย์ มีสติรอบคอบ ความเคารพ ความอดทน ความอุเบกขา ฯลฯ
๓. ใจใสสะอาดถึงที่สุดก็บรรลุโลกุตรธรรม เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้แล้ว ทรงเคารพธรรม
....ทรงปริวิตกว่า
“บุคคลผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์คนไหนหนอแลอยู่"
เรานั้นได้มีความดำริว่า “เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์อื่นอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
วิมุตติขันธ์ ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ สมบูรณ์กว่าเรา ที่เราจะพึงสักการะ เคารพ อาศัยอยู่” ....
เรานั้นได้มีความดำริว่า “ทางที่ดี เราควรจะสักการะ เคารพ อาศัยธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนั้นแลอยู่” ....
ที่มา : ปฐมอุรุเวลสูตร องฺ.จตุกฺก. (ไทย-มจร) ๒๑/๒๑/๓๓
ธรรมะจะเกิดกับตน เมื่อปฏิบัติเท่านั้น“ถ้าจะให้ดีก็ต้องรู้จักว่า “ดี” อยู่ตรงไหนแล้วก็ต้องวางใจให้ถูกดี แล้วก็ถึงดี ถึงจะได้ดีเพราะว่าเข้าไปถึงความพอดี”
ทบทวนโอวาทหลวงพ่อธัมมชโย
๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖


ที่มา : อนภิรติชาดก ขุ.ชา. (ไทย–มมร) ๕๗/๑๙๖