อยากแค่ไหนจึงพอดี

วันที่ 16 กพ. พ.ศ.2569

16-2-69_b77%283%29.png

อยากแค่ไหนจึงพอดี

 

ตอง: ความอยากบางอย่างมันทำให้เราลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง ทำให้เรากล้าปรับปรุง และทำให้เราดูแลชีวิตตัวเองจนดูมีคุณค่า ตองก็เลยเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่ควรต้องระวังอาจไม่ใช่ความอยากไปซะทุกแบบ หรือเราไม่ควรเหมารวมว่ามันคือความอยากที่ต้องหลีกเลี่ยงไปเสียหมด แต่อันนี้ตองต้องลองคิดเองนะหลวงพี่ ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นความอยากประเภทที่มี "ตัวเรา" เป็นศูนย์กลางมากเกินไปหรือเปล่า เช่น อยากเพื่อเติมอัตตา อยากเพื่อเอาชนะ หรือเพราะกลัวเสียหน้า เป็นเรื่องการเติมอีโก้ตัวเองอะไรแบบนี้ค่ะ

 

แต่ถ้ามันเป็นความอยากที่เป็นความปรารถนาดีต่อตัวเอง มันก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี ตองก็เลยงงและอยากถามหลวงพี่ว่า เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหน อยากแค่ไหนจึงจะพอดี หรืออยากแค่ไหนที่เรียกว่าเกินไป หรือจริงๆ แล้วปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ความอยาก หรือความจริงแล้วเราควรเลี่ยงทั้งหมด เพราะอยากดีมันก็คือความอยากเหมือนกัน หลวงพี่ช่วยเมตตาไขข้อสงสัยนี้หน่อยค่ะ

 

หลวงพี่: อธิบาย... โอเค งั้นก่อนจะอธิบายเรื่องความอยาก หลวงพี่ขออธิบายเรื่อง "ความทุกข์" ก่อนได้ไหม ว่าในมุมมองของเราความทุกข์คืออะไร ในภาษาไทยเราสามารถอธิบายคำว่าความทุกข์ว่าอย่างไรบ้าง

 

ตอง: ถ้าตอนนี้คำแรกที่เข้ามาเลยคือ ความทุกข์คือสภาวะที่เรา "ถูกบีบคั้น" ค่ะหลวงพี่

 

หลวงพี่: ถูกต้องการถูกบีบคั้นคือทุกข์เนาะ ถ้าพวกเราเข้าใจว่าการถูกบีบคั้นคือความทุกข์ งั้นต่อไปนี้จะพูดต่อว่า "ความอยากที่เกิดจากความบีบคั้น" นั่นแหละคือสิ่งที่ควรรู้ ความอยากที่เกิดจากการถูกบีบคั้น เราควรรู้และต้องรู้ให้ทัน ฟังช้าๆ นะครับ ความอยากที่เกิดจาก "การถูกบีบคั้น" เราควรรู้ รู้ให้ทัน ตามให้ทัน และจับให้ทัน

 

ความอยาก... อยากได้แต่ไม่ได้ หรือไม่อยากได้แต่กลับได้ ความทุกข์คือการถูกสภาวะบีบคั้น ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ มันโดนบีบ โดนคั้น โดนเค้น จนทำให้ต้องเสียศูนย์ นี่คือความทุกข์ ฉะนั้นความอยากมันเกี่ยวข้องกับความทุกข์อย่างไร ตองลองอธิบายความอยากให้หลวงพี่ฟังหน่อยได้ไหม ถ้าคนไม่รู้จักคำว่าอยากเลย เราจะอธิบายคำนี้ (Clarify) ว่าความอยากคืออะไร

 

ตอง: เท่าที่ตองนึกได้ตอนนี้ ความอยากคือการอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองยังไม่มีค่ะ

 

หลวงพี่: หลวงพี่เชื่อคำนี้แล้วกันเนาะ เป็นคำที่ง่ายดี คือ "ความอยากคือความตั้งใจที่เกิดจากการถูกบีบคั้น" ส่วนความตั้งใจที่ไม่มีอะไรบีบคั้นแล้ว เราจะไม่เรียกว่าความอยาก แต่เป็นเพียงความตั้งใจเปล่าๆ ความอยากคือความตั้งใจที่ถูกบีบคั้นอันเกิดจากความยึดติดในอารมณ์บางอย่าง

 

ยกตัวอย่างภาวะการตื่น มันมีทั้งความรู้สึกที่ดิ้นรนว่า "ต้องตื่น" กับการ "ตื่นแบบเฉยๆ" เราอาจจะเรียกเหมาๆ ว่าอยากตื่นเหมือนกัน แต่มันอาจไม่ใช่ความอยากตื่นก็ได้ แต่มันคือการตื่นก็คือตื่น ตามทันไหมครับ ตื่นก็แค่ตื่น ตื่นก็แค่ตั้งใจตื่น หรือแค่วางใจให้ตื่น มันก็คือตื่น อย่างนั้นก็ได้ใช่ไหมครับ

 

ฉะนั้นเมื่อเรามองแยกออกว่า ความอยากเกิดจากความตั้งใจที่มีความบีบคั้นอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าเราจะรู้ทันหรือไม่รู้ทันก็ตาม ไอ้ความบีบคั้นนั้นมันเกิดจากความยึดติดในอารมณ์ ในสภาวะ หรือในสิ่งที่เราเคยเจอมา ยึดติดในที่นี้รวมถึงการยึดติดว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนั้นชอบ สิ่งนี้ไม่ชอบ แบบนี้เรียกว่ายึดติดทั้งหมด ฟังถึงตรงนี้แล้วเคลียร์ขึ้นไหมว่าความอยากคืออะไร

 

ตอง: เข้าใจค่ะหลวงพี่ เข้าใจว่าความอยากมันมีทุกข์หรือความบีบคั้นอยู่เบื้องหลัง และมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราไปยึดติดคุณค่าเอาไว้ เช่น ดีไม่ดี สวยไม่สวย หรือรวยไม่รวยค่ะ

 

หลวงพี่: ทีนี้เราก็ทดต่อไปว่า เมื่อความอยากมีความทุกข์อยู่เบื้องหลัง มันก็จะมีมีความทุกข์เป็นที่ไป เพราะเหตุของความทุกข์ย่อมไปสู่ความทุกข์ ทีนี้คำถามคือ "อยากผิดไหม?" คำตอบคือความอยากไม่ได้ผิด และไม่ได้ถูก เวลาพูดว่าผิดหรือถูกมันต้องชัดเจนว่าผิดโดยอะไร หรือถูกโดยอะไร

 

เหมือนสมมติว่าเราทำนิสัยไม่ดี มันผิดไหม? จริงๆ มันก็ไม่ได้ผิดนะ แต่นิสัยไม่ดีนั้นถ้าเราทำใส่เพื่อนแล้วเพื่อนไม่โอเค เพื่อนบอกว่าเราผิดที่เรานิสัยไม่ดี แต่ความจริงคือเพื่อนเขาแค่ไม่เอาเราแล้ว คือมันง่ายๆ แบบนี้ว่า "มันมีผลลัพธ์ของการกระทำ แต่มันไม่มีผิดถูก"

 

ฉะนั้นความอยากมันไม่ได้ผิดถูก แต่มันมีผลลัพธ์ของมัน ถ้าเราทำตามความอยากตามใจแล้วโดนบีบคั้นซ้ำๆ มันก็จะทั้งเหนื่อยและทั้งทุกข์ ยิ่งติดในอารมณ์เพิ่มจนเรียกว่า "มัวเมา" มัวเมาในอารมณ์ ในธรรมอารมณ์ ในสภาวะของการเสพคุ้นสิ่งต่างๆ แล้วก็อยากได้อีก เพราะมีความบีบคั้นว่าต้องการสภาวะนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะต้องการสภาวะอย่างนั้นแล้วอย่างนั้นอีก มันเลยกลายเป็นความรู้สึกว่า ความอยากคือการถูกบีบคั้นและทำให้เราติดในสภาวะ

 

ถามว่าผิดไหม? ไม่ได้ผิด แล้วความสำเร็จสร้างมาจากความอยากได้ไหม? ก็ใช่ แต่มันก็จะโดนบีบคั้นเพิ่ม เกิดสภาวะใหม่ เกิดความบีบคั้นใหม่ ความเค้นใหม่ และความเครียดใหม่ ก็ใช่หมดเลย พอตามทันไหมครับ

 

ตอง: หลวงพี่คะ ตองขอถามเรื่องความอยากนี้เลยนะคะ อย่างที่หลวงพี่พูดมา สมมติว่าพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ที่ท่าน "อยากหลุดพ้น" ตอนที่ท่านอยากหลุดพ้น มันเป็นความอยากโดยมีกิเลสไหมคะ

 

หลวงพี่: ตอนที่ท่านจะหลุดพ้นจริงๆ หรือต้องเดินทางไปสู่การหลุดพ้น ท่านต้องวางกิเลสตัวนั้นจึงจะหลุดพ้นได้ จึงบอกว่าความอยากไม่ใช่เรื่องที่แย่ แต่การรู้ทันความอยากและรู้ทันอารมณ์ที่ติด จะทำให้เราเปลี่ยนความอยากที่โดนบีบคั้น กลายเป็นความตั้งใจที่ไม่มีการบีบคั้นเหลืออยู่

 

เช่น เรากตัญญูกับพ่อแม่เพราะ "อยากเป็นคนดี" ไปจนถึงกตัญญูเพราะ "อยากมีคุณธรรม" จนท้ายที่สุดคือ "กตัญญูเพราะตั้งใจดี" แล้วก็จบลงแค่นั้น ความอยากที่เป็นเบื้องต้นนั้นไม่ผิดเลย แต่ถ้าความอยากยังเป็นเบื้องปลายอยู่ คุณจะโดนบีบคั้นแน่นอน

 

ตัวหลักที่ต้องรู้คืออะไรรู้ไหมครับ คือ "รู้ทันสภาวะตัวเองไหม" คนที่รู้ไม่ทันจะเหมือนคนทำข้อสอบผิดที่เดิมซ้ำๆ แล้วถามว่าทำไมผลลัพธ์ถึงตก ส่วนคนที่รู้ทัน เมื่อทำข้อสอบผิดเขาจะเรียนรู้ที่จะทำข้อสอบเดิมให้ถูกขึ้น ดังนั้นถ้าเรารู้ไม่ทัน เราจะวิ่งเข้าสู่ลูปความอยากแล้วโดนบีบคั้น แต่ถ้าเรารู้ทัน เราจะวิ่งเข้าสู่ลูปความอยากโดยไม่โดนบีบคั้น และเมื่อโดนบีบคั้นน้อยลงก็จะบริสุทธิ์ขึ้น เดินทางด้วยความตั้งใจเหมือนเดิม

 

มองจากภายนอก คนที่ตั้งใจสร้างบุญกับคนที่อยากสร้างบุญด้วยความอยากแบบผิดทางอาจดูเหมือนกัน แต่ถ้าระหว่างทางเขาถูกจูนให้ถูกต้อง มันก็จะถูกทาง แม้จะเป็นความอยากที่โดนบีบคั้นให้สร้างบุญเพราะกลัวบาปหรืออยากหลีกหนี แต่มันก็ยังดีกว่าการไม่เกรงกลัวอะไรเลยแล้วไปทำบาปทันที ฉะนั้นหลายคนอาจจะถามว่า ที่นี่สอนให้ทำบุญแบบลงทุนเหรอ? คำตอบคือ มันก็ยังดีกว่าเขาเอาเงินไปลงทุนในเรื่องชั่วๆ แล้วเราค่อยๆ จูนใจเขาให้ดีขึ้น แบบนั้นก็ถือว่าถูกได้เหมือนกัน ฟังแล้วเคลียร์ไหม

 

ตอง: เคลียร์ค่ะหลวงพี่ ตองมาเคลียร์ตรงคำที่หลวงพี่บอกว่า "ถ้ามีความอยากเป็นเบื้องต้นมันไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าความอยากยังอยู่เป็นเบื้องปลายด้วย แบบนี้เริ่มไม่โอเคแล้ว" เพราะถ้าความอยากเป็นเบื้องปลายมันจะไม่จบสิ้น มันจะอยากได้อีกเรื่อยๆ ไม่รู้จักพอ มันเลยกลายเป็นความเหนื่อยเหมือนที่หลวงพี่บอกเมื่อกี้ค่ะ

 

หลวงพี่: ใช่ ตัวอย่างเรื่องพระโพธิสัตว์เห็นภาพมากเลยว่า ตอนที่ท่านอยากหลุดพ้นมันก็คือความอยากนั่นแหละ มีความบีบคั้นนั่นแหละ แต่พอท่านตรัสรู้หรือหลุดพ้นแล้ว ความอยากนั้นก็ไม่มีแล้ว แต่ระหว่างทางมันคือการเรียนรู้ (Learning) นะตอง มันคือการเดินทาง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มันคือการค่อยๆ เดินทางของตัวเองไป ถ้าเราตามทันเราจะเข้าใจเลยว่ามันคือการค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เดินทาง และการโฟกัส...

 

พระอาจารย์สัจจาธิโก

 

ฟังเพิ่มเติมได้ที่

https://www.youtube.com/live/vPK1hrcNSAs?si=JwdWJZhUwcvZ24tA

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00018635193506877 Mins