ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี อันรุ่งเรืองด้วยผู้คนและการค้า มีครอบครัวพราหมณ์ผู้หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสงบเรียบง่ายวันหนึ่ง นางพราหมณีให้กำเนิดบุตรชายเพียงคนเดียว ความรักและความหวังทั้งหมดของพ่อแม่จึงเทไปอยู่ที่เด็กน้อยคนนี้
ตั้งแต่วันที่ลูกชายถือกำเนิด ทั้งสองก็จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ไว้ในเรือน หมั่นเติมเชื้อไม่ให้ดับ เปรียบเสมือนการเฝ้าดูแลชีวิตลูกอย่างไม่ขาดสายวันเวลาผ่านไป เด็กชายเติบโตเป็นหนุ่มวัยสิบหกปี รูปร่างสูงสง่า หน้าตาดี มีแววฉลาด ใครเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้แน่นอน…ในหมู่บ้าน สาว ๆ ต่างแอบมองเขาไม่วางตาส่วนตัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน ใจของชายหนุ่มเริ่มฝันถึงการมีคู่ มีบ้าน มีครอบครัว เหมือนชายหนุ่มทั่วไปในโลกนี้แต่ความคิดของพ่อแม่ กลับไม่เหมือนใคร
สำหรับพราหมณ์ผู้เป็นบิดามารดา ชีวิตที่ดีที่สุดของลูก ไม่ใช่การครองเรือนหากคือการออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหวังให้ลูกไปเกิดในพรหมโลก อันเป็นจุดหมายสูงสุดตามความเชื่อในยุคนั้นวันหนึ่ง มารดาเรียกลูกมานั่งข้าง ๆ กองไฟที่ลุกโชติช่วงมาตั้งแต่วันเกิดของเขา “ลูกรัก…พรหมโลกเป็นที่หมายสูงสุดของมนุษย์แม่อยากให้ลูกนำไฟนี้เข้าไปในป่า ออกบวช บูชาไฟ บำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์”

ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มเจื่อน“แม่ครับ ตอนนี้ลูกยังหนุ่มถ้าบวชเสียตอนนี้ก็เหมือนยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตลูกยังอยากแต่งงาน อยากมีครอบครัวอย่างน้อย…ก็อยากมีหลานให้แม่อุ้มก่อน”มารดามองหน้าลูกชายอยู่ครู่หนึ่งนางรู้ทันทีว่า ใจของลูกยังไม่พร้อมจะเดินทางสายธรรมนางจึงเปลี่ยนวิธีพูด“ถ้าอย่างนั้น…ลูกก็ต้องเอาดีทางโลกให้สมกับที่เกิดมาเป็นชายอย่าครองเรือนแบบไร้ปัญญา”คำว่า เอาดีทางโลก ทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที“ต้องทำยังไงครับแม่?”มารดายิ้มบาง ๆ ก่อนอธิบายอย่างใจเย็น
“ชายที่ดี ต้องมีความรู้ แม่จะส่งลูกไปเรียนศิลปวิทยาการที่เมืองตักกสิลาและจงเลือกอาจารย์ที่เป็นโสดเขาจะมีเวลาสอนลูกได้เต็มที่” ชายหนุ่มตอบรับอย่างยินดี และออกเดินทางทันที
ชายหนุ่มตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ จนสำเร็จการศึกษาเมื่อกลับถึงบ้าน พ่อแม่รับฟังด้วยความภูมิใจแต่ในใจของมารดา…ยังมีบางอย่างที่ค้างคา“ลูกได้เรียน อสาตมนต์ มาหรือเปล่า?”ชายหนุ่มทำหน้าฉงน“อสาตมนต์? ผมไม่เคยได้ยินเลยครับแม่”มารดาเพียงยิ้ม และพูดต่ออย่างมีนัย“นั่นแหละ…วิชานี้มีน้อยคนจะรู้ลูกควรไปเรียนให้จบเถิด”

ชายหนุ่มจึงเดินทางกลับไปหาอาจารย์แต่กลับพบว่า อาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ในป่า เพื่อดูแลมารดาชราวัยกว่าร้อยยี่สิบปีด้วยตนเองอาจารย์ผู้นี้ เลือกเป็นโสดเพราะรู้ดีว่า ไม่มีใครจะดูแลแม่แก่ได้ดีเท่าลูกแท้ ๆเมื่อชายหนุ่มทวงถามถึงอสาตมนต์อาจารย์ก็เข้าใจในทันทีว่า มารดาของศิษย์ต้องการ “ให้ลูกเห็นบางอย่าง”“อาจารย์จะสอน…แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเธอต้องช่วยปรนนิบัติแม่ของอาจารย์แทน”

ชายหนุ่มตกลงโดยไม่ลังเล เขาอาบน้ำ ป้อนข้าว นวดมือ นวดเท้าให้หญิงชราและตามคำสั่ง…ต้องกล่าวชมความงามของนางทุกครั้งคำชมที่ซ้ำ ๆเสียงอ่อนโยนที่ได้ยินทุกวันค่อย ๆ ปลุกกิเลสที่หลับใหลในใจหญิงชราขึ้นมา

แม้ร่างกายจะโรยราแต่ใจ…กลับยังร้อนแรงวันหนึ่ง นางเอื้อมมือคว้าชายหนุ่มไว้ “เธอต้องการฉันจริงหรือ?”“ครับ…ผมต้องการคุณแม่ยิ่งกว่าใคร”คำพูดนั้น นำไปสู่คำขอที่น่าหวาดหวั่น“ถ้าอย่างนั้น…ก็ฆ่าลูกชายฉันเสีย”ชายหนุ่มสะดุ้งเขาปฏิเสธ และเหตุการณ์ทั้งหมดถูกเล่าให้อาจารย์ฟังอาจารย์เพียงพยักหน้าเพราะรู้ดีว่า เวลาของมารดาใกล้สิ้นแล้วในที่สุด หญิงชราถูกหลอกให้ฟันไม้แทนตัวลูกเมื่อรู้ความจริง ความอับอายและตกใจทำให้นางสิ้นใจในทันที

หลังฌาปนกิจศพ อาจารย์กล่าวกับศิษย์ว่า“อสาตมนต์ไม่มีอยู่จริงแต่สิ่งที่เธอได้เห็น…นั่นแหละคือวิชาวิชาที่ทำให้เห็นโทษของใจที่ไม่รู้จักพอ”ชายหนุ่มกลับบ้านและเมื่อมารดาถามว่าเรียนจบหรือยัง เขาตอบเพียงว่า“จบแล้วครับแม่และผมไม่อยากแต่งงานอีกต่อไปผมอยากออกบวช”ไม่นาน เขาก็ละทางโลกบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญภาวนาจนสิ้นอายุขัย และได้ไปเกิดในพรหมโลกตามความเชื่อ