อรรถกถา คหปติชาดก
ว่าด้วย การทวงในเวลายังไม่ถึงกำหนด
ย้อนกลับไปในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ เมืองพาราณสีในฤดูฝนดูหม่นมัว ฟ้าครึ้ม น้ำฝนตกไม่เป็นเวลา นาเต็มไปด้วยต้นข้าวที่ยังอ่อนแรง รวงยังไม่ตั้งท้องดีพระโพธิสัตว์ในชาตินั้น เกิดเป็นคหบดีผู้มีฐานะปานกลางในแคว้นกาสี เป็นคนขยัน สุขุม รู้จักผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นรอยร้าวในชีวิตของเขา คือ ภรรยาที่ประพฤติไม่ซื่อสัตย์นางลอบมีสัมพันธ์กับผู้ใหญ่บ้าน คนที่ชาวบ้านเคารพนับถือและพึ่งพาพระโพธิสัตว์เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติสายตา การพูด การกลับบ้านช้าทุกอย่างบอกเขาว่า “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง”

เขาไม่เอะอะ ไม่โวยวายเลือกเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ ด้วยใจที่หนักอึ้งปีนั้นข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านแทบไม่มีกินในความอดอยาก ทุกคนจึงตกลงกันยืมโคแก่ของผู้ใหญ่บ้านมาฆ่าแบ่งเนื้อ โดยให้คำมั่นว่าอีกสองเดือน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะนำข้าวเปลือกมาชดใช้เป็นสัญญาที่ทุกคนรู้ดีว่า ยังไม่ถึงเวลา

วันหนึ่ง ขณะที่พระโพธิสัตว์ออกไปธุระนอกบ้านผู้ใหญ่บ้านอาศัยจังหวะนั้นเข้ามาในเรือนทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างลับ ๆ ใจที่เต็มไปด้วยความประมาทแต่แล้ว…เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นหน้าประตูภรรยาของพระโพธิสัตว์เหลือบไปเห็นเงาคนหัวใจแทบหยุดเต้น

“เขากลับมาแล้ว…” ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด ตัวสั่นแต่นางกลับรีบกระซิบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “อย่ากลัว ฉันมีทางออก” นางวางแผนให้ผู้ใหญ่บ้าน แกล้งมาทวงค่าเนื้อโคทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดส่วนนางจะขึ้นไปยืนที่ฉางข้าว แล้วทำเป็นว่า ไม่มีข้าวเปลือกเหลืออยู่เลย

เมื่อพระโพธิสัตว์ก้าวเข้ามาในเรือนเขาเห็นภาพทุกอย่างชัดเจนผู้ใหญ่บ้านยืนกลางเรือน ทวงหนี้เสียงดังภรรยานั่งอยู่บนฉาง บอกว่าข้าวยังไม่มีภาพนั้น…ไม่ใช่แค่แปลกแต่มัน ไม่ถูกต้องใจเขานิ่งลงแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ“ท่านผู้ใหญ่ตอนที่เรากินเนื้อโคของท่านเราตกลงกันว่าอีกสองเดือนจะชดใช้ตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำเหตุใดท่านจึงมาทวงตอนนี้?”

ผู้ใหญ่บ้านนิ่งงันตอบอะไรไม่ออกพระโพธิสัตว์พูดต่อ ชัดเจน หนักแน่น“ถ้าท่านมาด้วยเรื่องหนี้นั่นไม่ใช่เวลาของมันแต่ถ้ามาด้วยเรื่องอื่นข้าก็ไม่อาจยอมรับได้ ”เขาหันไปมองภรรยาสายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ เจ้ารู้ดีว่าฉางไม่มีข้าวแต่ยังขึ้นไปหลอกคนอื่นนี่ไม่ใช่แค่ผิดศีลแต่มันคือการหลอกตัวเอง”
พระโพธิสัตว์ไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงด้วยความเงียบเขาลงมือจัดการอย่างเด็ดขาดลงโทษผู้ใหญ่บ้านที่ใช้ตำแหน่งและความไว้ใจไปในทางผิดและเตือนภรรยาอย่างรุนแรงให้หยุดพฤติกรรมชั่วไม่ใช่เพราะความโกรธแต่เพราะ ไม่อาจยอมให้ความผิดถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ
ตั้งแต่นั้นมาผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าเหยียบเรือนนั้นอีกและภรรยาก็ไม่กล้าทรยศอีกเลยเมื่อพระศาสดาทรงเล่าเรื่องจบพระองค์ตรัสสรุปด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า“การทวงในเวลาที่ยังไม่ถึงกำหนดคือความโลภที่ไม่รู้กาลและการใช้อุบายปิดบังความผิดคือการหลอกทั้งผู้อื่นและตนเอง”
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก.
เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุกระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
คหบดีผู้ลงโทษผู้ใหญ่บ้าน คือ เราตถาคต นี้แล.