ราธชาดก
ในยามเย็นที่พระเชตวันมหาวิหารพระบรมศาสดาทรงนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเมตตาเมื่อทรงเห็นภิกษุรูปหนึ่งยังถูกถ้อยคำหวานของอดีตภรรยาหลอกใจอยู่พระองค์จึงตรัสเล่าเรื่องเก่าเรื่องหนึ่งเพื่อให้เข้าใจว่า…คำพูดที่เกิดจากความไม่รู้ ยิ่งพูดยิ่งพาตัวเองเดือดร้อน
ย้อนกลับไปในอดีตกาลสมัยพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสีมีพราหมณ์ผู้หนึ่งในแคว้นกาสี เลี้ยงนกแขกเต้าสองตัวไว้เหมือนลูกตัวพี่ชื่อ โปฏฐปาทะสุขุม เงียบขรึม คิดก่อนพูดตัวน้องชื่อ ราธะใจร้อน พูดตรง คิดเร็วกว่าเหตุผลพราหมณ์รักนกทั้งสองมากสั่งสอนดูแลไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ

แต่ภรรยาของเขา…เป็นหญิงไร้มารยาท ใจไม่ซื่อเรื่องนี้พราหมณ์รู้ดีวันหนึ่ง พราหมณ์ต้องออกเดินทางไปค้าขายก่อนออกจากบ้าน เขากำชับนกทั้งสองว่า“ถ้าระหว่างที่พ่อไม่อยู่แม่ของเจ้าประพฤติไม่ดีไม่งามช่วยกันเตือนด้วยนะ” โปฏฐปาทะพยักหน้าอย่างรอบคอบ“ถ้าเตือนได้ ผมจะเตือนครับแต่ถ้าเตือนไม่ได้… ผมจะนิ่ง”

แล้วพราหมณ์ก็จากไปไม่นานหลังจากนั้นพราหมณีก็เริ่มทำตัวตามนิสัยเดิมคนเข้า คนออก ไม่เว้นวันราธะเห็นเข้าร้อนใจแทบระเบิด“พี่ครับ!คุณพ่อสั่งไว้ไม่ใช่เหรอว่าให้เราห้ามแม่ถ้าทำไม่ดีตอนนี้ชัดขนาดนี้แล้วเราต้องพูดสิ!”

โปฏฐปาทะถอนใจเบา ๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“น้องราธะคำพูดของเจ้า… มันมาจากความไม่รู้ผู้หญิงที่หมดใจแล้วต่อให้คอยอุ้ม คอยประคองก็รักษาไว้ไม่ได้สิ่งที่ทำไม่ได้ก็ไม่ควรฝืนทำพูดไปก็มีแต่จะเดือดร้อนเปล่า ๆ”ราธะนิ่งไปแต่ในใจก็ยังไม่เข้าใจ

โปฏฐปาทะเล่าความจริงทุกอย่างไม่เติม ไม่ลดไม่ใส่อารมณ์จากนั้นจึงพูดอย่างสงบว่า“คุณพ่อครับผู้หญิงที่ทำเช่นนี้คุณพ่อยังจะเลี้ยงไว้ทำไมและนับจากนี้พวกผมอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว” นกสองพี่น้องกราบลาพราหมณ์แล้วบินเข้าป่าหายไป

พระศาสดาตรัสสรุปว่า คนเขลา พูดในเรื่องที่แก้ไม่ได้ยิ่งพูด ยิ่งสร้างทุกข์ให้ตนเองคนฉลาด รู้ว่าเมื่อไรควรพูดและเมื่อไรควรนิ่งความนิ่งของเขา…ไม่ใช่ความกลัวแต่คือปัญญา
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศสัจจะ เมื่อจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นคนทั้งคู่นี้แหละ
นกราธะได้มาเป็น อานนท์
ส่วนนกโปฏฐปาทะได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.