
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

ผู้ฉลาดในการสร้างบุญ
โอกาสที่ดีที่สุดของมนุษย์ คือการได้ทำความดีอย่างเต็มที่เต็มกำลัง หากเมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ทำความดีไม่หมั่นสั่งสมบุญกุศล ก็เท่ากับว่าชีวิตนั้นเป็นโมฆะ คือเป็นชีวิตที่ว่างเปล่าจากสาระแก่นสาร ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร ความประมาททำให้พลาดจากการสร้างความดี การที่เราได้มีโอกาสสั่งสมบุญถือว่าเป็นการโชคดีกว่าสรรพสัตว์เหล่าอื่น ที่มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก มัวแต่แสวงหาอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่ได้มาโดยยาก คือการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ และได้โอกาสในการสร้างความดีแล้ว ก็ต้องหมั่นสั่งสมบุญบารมีให้เต็มที่ อย่าปล่อยโอกาสให้เป็นวิกฤต แต่ให้เปลี่ยนจากวิกฤตมาเป็นโอกาสในการสร้างบารมีกันนะจ๊ะ
มีวาทะธรรมซึ่งปรากฏในปาราปริยเถระคาถาความว่า
ผู้ละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองสำรวมทวารด้วยดี ย่อมกำจัดเสียได้ซึ่งสัพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งทุกข์ในสังสารวัฏ อายตนะคือช่องทางที่รับเอาสิ่งต่างๆ เข้ามาสู่ตัวเรา เช่นตาก็รับรูป หูก็รับเสียง จมูกก็รับกลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส ใจรับธรรมารมณ์ต่างๆ เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกมากระทบกัน ก็เกิดการปรุงแต่งขึ้นและทำให้เกิดเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ นำไปสู่ความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วก็ส่งผลเสียตามมามากมาย พุทธองค์ทรงสอนให้เราคุ้มครองทวารในอายตนะ ๖ ให้รู้จักสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อปิดกั้นกิเลสอาสวะที่จะเข้ามาในใจ
ดังนั้นท่านผู้รู้จึงให้สำรวมระวังในการดู การฟัง การดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัสและก็ให้ระวังความคิด เพราะถ้าไม่สำรวมแล้วก็จะทำให้ใจเศร้าหมอง เมื่อใจเศร้าหมองคำพูดและการกระทำก็จะเศร้าหมองตามไปด้วย เมื่อกาย วาจา ใจเศร้าหมองทุกวันเป็นอาจิณ ชีวิตก็ไม่ปลอดภัยเพราะเสี่ยงต่อการไปอบายภูมิ การจะออกจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายได้ก็ต้องมีกำลังใจ ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วหมั่นปรารภความเพียร จึงจะสามารถบรรลุธรรมและหลุดพ้นจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายได้ เมื่อใจหยุดจนหลุดพ้นจากสังกิลเลส คือกิลเลสที่เป็นเหตุให้ใจเศร้าหมองได้ เมื่อนั้นแหละจึงจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏได้
เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องรู้จักสำรวมอายตนะ ทั้งภายนอกและภายในให้ดี โดยเฉพาะเราอยู่ในโลกที่มีเครื่องล่อมากมาย ที่มาในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ทำให้เกิดอารมณ์น่าใคร่น่าพอใจ แล้วก็หลงใหลเพลิดเพลินไปในสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น จึงต่างพากันแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าประมาทไม่รู้เท่าทันกิเลส ก็จะติดเหยื่อล่อของพยามารได้ง่ายๆ ฉะนั้นเราต้องนึกถึงเป้าหมายของการมาเกิดให้ดีว่า เรามาสร้างบารมีเพื่อแสวงหาทางไปสู่สวรรค์และนิพพานกันนะจ๊ะ
วันนี้หลวงพ่อก็มีตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในการสำรวมอินทรีย์ ในการรักษาทวารทั้ง ๖ ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมอันยอดเยี่ยม เรามาติดตามรับฟังเรื่องราวของท่านผู้มีบุญท่านนี้กันเลยนะจ๊ะ ย้อนไปในสมัยของพระปิยะทัสสีพระพุทธเจ้า ยุคนั้นมีกุลบุตรท่านหนึ่ง ที่ถือกำเนิดในตระกูลนายพราน
วันหนึ่งขณะที่พรานหนุ่มกำลังเข้าป่าล่าสัตว์ ได้พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กำลังประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ในป่าเพียงลำพัง พรานหนุ่มเห็นแล้วเกิดมหาปีติ มีความเลื่อมใสอย่างท่วมท้น ได้ก้มลงกราบด้วยความนอบน้อม เมื่อกราบเสร็จก็สังเกตเห็นว่าพุทธองค์ประทับนั่งกลางแจ้งไม่มีอะไรมุงบัง จึงลงไปในสระเพื่อเก็บดอกบัว หากิ่งไม้มาทำโครงกระต๊อบมุงด้วยดอกบัวที่เก็บมา เมื่อทำเสร็จแล้วด้วยความปลื้มปีติในบุญนั้นอย่างแรงกล้า เขาได้ยืมพนมอัญชลีอยู่ใกล้ๆ พุทธองค์ทั้งวันทั้งคืน เมื่อเห็นว่าดอกบัวที่มุงอยู่เหี่ยวแห้ง ก็จะลงไปในสระเก็บดอกบัวขึ้นมามุงใหม่ แล้วก็ยืนประคองอัญชลีต่อ เขาได้ทำอยู่อย่างนี้ถึง ๗ วัน ไม่ได้หลับไม่ได้พักผ่อนเลย แต่ก็ไม่รู้จักอ่อนเพลียเพราะได้เจริญพุทธานุสติ ทำให้อัตภาพดำรงอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งมหาปีติที่แผ่ซ่าน ออกมาจากดวงจิตที่ชุ่มเย็นที่ได้บูชาพระพุทธองค์
เมื่อครบ ๗ วันพุทธองค์ก็ปรารถนาให้พรานหนุ่มได้สมบัติใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป ครั้นออกจากนิโรธสมาบัติก็ทรงระลึกถึงพระภิกษุสงฆ์สาวก พร้อมกับทรงแหงนพระพักตร์เล็กน้อย มองไปยังทิศที่ภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่ ในทันใดนั้นเองภิกษุสงฆ์สาวกประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูปก็ได้เหาะมาปรากฏให้กับพรานหนุ่มได้เห็น แล้วก็มานั่งประชุมแวดล้อมพระพุทธองค์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่ทวยเทพต่างเข้ามาประชุมกันยังสถานที่แห่งนั้นเนืองแน่นไปหมด แล้วก็ต่างก็พากันคิดว่าวันนี้พวกเราอาศัยการทำบุญพิเศษของพรานหนุ่ม ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันบูชาพระพุทธองค์ พระองค์จะต้องแสดงธรรมที่วิจิตรพิสดารเป็นแน่ แล้วก็เป็นไปตามที่เหล่าเทวดาคิดไว้
พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำอนุโมทนากับพรานหนุ่ม และเมื่อเสร็จสิ้นอนุโมทนาคาถาแล้วก็ทรงพยากรณ์ว่า "ผู้ใดบูชาพระตถาคตตลอด ๗ วันได้สร้างมณฑปดอกปทุมถวายของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้นด้วยญาณทัศนะของเรา เขาผู้นั้นจะได้เสวยสมบัติใหญ่ในเทวโลกตลอด ๑๔ กัป เหล่าทวยเทพจับประคองเรือนยอดที่วิจิตรงดงาม ที่มุงบังดอกปทุมไว้ให้แก่ผู้นั้น ในอากาศตลอด ๑,๔๐๐ กัป น้ำย่อมไม่ติดบนใบบัวฉันใด กิเลสย่อมไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นั้นฉันนั้น ผู้นี้จะเบื่อหน่ายในสมบัติทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์ แต่จะพอใจในการบรรพชา แม้เขาบรรพชาแล้วจะมีสติปัญญา อยู่ที่โคนไม้ดอกไม้จะอยู่เหนือศีรษะเขา เขาจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะและก็จะได้บรรลุพระนิพพานอันเกษม"
ครั้นพอจบอนุโมทนาคาถาของพระพุทธองค์ พรานหนุ่มก็เกิดมหาปีติและรู้สึกอัศจรรย์ใจ ในผลบุญที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต ต่อจากนั้นมาเขาก็เลิกฆ่าสัตว์เลี้ยงชีพ เพราะเป็นการทำปาณาติบาต ที่จะส่งผลให้เป็นผู้มีอายุสั้น แล้วเร่งสร้างบุญกุศลเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อละโลกไปแล้วทุกชาติจากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์ จะมีเรือนยอดที่สวยสดงดงาม มุงบังด้วยดอกบัวลอยอยู่เหนือศีรษะเขา ซึ่งที่เป็นมนุษย์ก็มีเพียงตัวท่านและผู้มีบุญไม่กี่คนเท่านั้นที่มองเห็น นอกนั้นก็จะมีแต่เหล่าเทวดาที่มักพากันมาชื่นชมบารมีของท่าน
พอในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์มีชื่อว่าปาราปริย ผลบุญนั้นก็ยังตามมาส่งผล ทำให้ท่านมีมณฑปดอกบัวลอยอยู่เหนือศีรษะตั้งแต่แรกเกิด เมื่อโตเป็นหนุ่มก็ได้ร่ำเรียนจนจบวิชาไตรเพท วันหนึ่งขณะที่ท่านได้ทำหน้าที่ครูสอนพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ได้เห็นพุทธานุภาพในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองราชคฤห์ บังเกิดความเลื่อมใสในพุทธปาฏิหาริย์ จึงอำลาบิดามารดาออกบวชเป็นพระภิกษุ
แม้บวชแล้วมณฑปดอกบัวก็ยังติดตามท่านไปด้วย แม้อยู่กลางแดดก็ไม่รู้สึกร้อน ฝนตกก็ไม่เปียก นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์นะจ๊ะ ท่านเป็นพระที่มีข้อวัตรปฏิบัติเรียบร้อย เป็นผู้สำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กายและใจอย่างเคร่งครัด อายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก ท่านก็จะกำหนดรู้อยู่เสมอว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ฟังก็สักแต่ว่าฟัง ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ที่มากระทบ มีใจหยุดนิ่งอยู่ภายในใจไม่กระเพื่อมเลย
ท่านมุ่งปรารภความเพียรทำใจหยุดใจนิ่งตลอดเวลา ในที่สุดก็ได้บรรลุพระอรหัตผล ท่านได้บรรลุธรรมแล้วท่านยังเปล่งอุทานว่าเราละผัสสายตนะทั้ง ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารได้เป็นอย่างดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูนรากแห่งวัฏทุกข์ ได้บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว เราจะเห็นได้ว่าการได้มีโอกาสทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เพียงครั้งเดียวแต่บุญนั้นย่อมส่งผลเกินควรเกินคาด เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพไม่มีประมาณ ผลบุญที่เกิดขึ้นจึงไม่มีประมาณด้วย
พระปาราปริยเถระท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสวงหาบุญ และฉลาดในการสอนตัวเอง รู้จักสำรวมอินทรีย์ เป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งคนเราจะประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมได้ นอกจากจะอาศัยบุญเก่าในอดีตแล้ว ปัจจุบันก็ต้องไม่ประมาทด้วย และต้องอาศัยความเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรม และในไม่ช้าจะได้เข้าถึงพระธรรมกาย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกกันนะจ๊ะ