

รักษาจิตให้ผ่องใส
ชีวิตของผู้คนในยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ไม่เคยว่างเว้นจากการต่อสู้ดิ้นรน ต้องแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน มีทั้งคู่แข่งและคู่แค้น น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับความสุขและความบริสุทธิ์ เพราะส่วนใหญ่จะไขว่คว้า แสวงหาความสุขที่อยู่นอกตัว มีเบญจกามคุณ ๕ เป็นเครื่องล่อให้ยึดติด แล้วก็หลงวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราได้พบกับความสุขที่แท้จริงคือ ต้องนำใจกลับมาหยุดนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่ตั้งถาวรของใจ ศูนย์กลางกายตรงนี้น่ะเป็นต้นแหล่งแห่งความสุข และความบริสุทธิ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำเราเข้าไปพบกับผู้รู้ภายใน คือพระธรรมกาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วัตถุพรหมสูตร ว่า
จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติปาฏิกังขา
เมื่อจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทุคติเป็นสิ่งที่หวังได้
จิเตอสังกิลิเฐ สุคติ ปาติกังขา
เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่หวังได้

การดำเนินชีวิตของเราบนโลกใบนี้ จะให้เป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตัวของเรา หรือหากแม้ละโลกไปแล้ว จะเป็นผู้ที่มีสุคติหรือทุคติเป็นที่ไป ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้น อยู่ที่ใจเรา ผู้รู้ทั้งหลายถึงกล่าวว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา คือธรรมทั้งหลายมีใจเป็นสภาพถึงก่อน สำเร็จได้ด้วยใจ เมื่อเราละจากโลกนี้ไป โอกาสที่เราจะเลือกเกิดในสุคติภูมิก็ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรักษาใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้มากน้อยเพียงไร ถ้าก่อนสิ้นลมหายใจ มีใจเศร้าหมอง มีเรื่องกังวลห่วงหาอาวรณ์ในสิ่งต่างๆ แล้วก็นึกถึงแต่บาปอกุศล อกุศลจิตก็นำพาชีวิตตกไปสู่อบายภูมิ
แต่ถ้าหากเรานั้นมีสติควบคุมตนเอง ส่งใจไปถึงพระรัตนตรัยให้ใจน่ะแช่อิ่มอยู่ในบุญกุศลล้วนๆ ที่เราได้เคยสั่งสมไว้ แล้วก็รักษาใจให้ใสบริสุทธิ์อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลา ไม่ให้ใจกระเพื่อม ไม่ใส่ใจในเรื่องอื่นเลย โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ที่เคยทำเอาไว้ก็ไม่นึกถึงไม่ไปใส่ใจ เมื่อรักษาใจให้ผ่องใสได้อย่างนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะมีสุคติสวรรค์เป็นที่ไปแน่นอน

มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องของลูกเศรษฐีตกยาก เนื่องจากไม่ได้พบกัลยาณมิตร ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จึงไม่ได้สั่งสมบุญอะไรเอาไว้เลย เอาแต่คบเพื่อนไม่ดีผลาญสมบัติที่เป็นมรดกตกทอด ซึ่งพ่อแม่ได้มอบให้ไว้จนหมดสิ้น แต่ก่อนตายพระอรหันต์มาช่วยไว้ทำให้เป็นผู้มีจิตผ่องใส จึงได้ไปบังเกิดเป็น รุกขเทวดา

เรื่องก็มีอยู่ว่าในกรุงราชคฤห์ มีเศรษฐีท่านหนึ่งเป็นคนมั่งคั่ง สั่งสมทรัพย์ไว้เป็นจำนวนหลายสิบโกฎ เขามีลูกชายคนเดียว ลูกชายก็เป็นที่รักของพ่อแม่มาก ทำให้ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ประหนึ่งว่าเทพกุมารทีเดียว เมื่อลูกชายเติบโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่กลับคิดว่า ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้น่ะมีมากมาย เมื่อลูกของเราจ่ายทรัพย์ให้สิ้นเปลืองไปวันละพันกหาปณะ ถึงจะจ่ายอยู่อย่างนี้ทุกวันแม้มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ทรัพย์ที่สั่งสมไว้นี้ก็ไม่มีวันหมดสิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้ลูกเสียเวลาไปศึกษาเล่าเรียนให้ลำบาก

เมื่อคิดกันอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ได้หาครูดีๆ มาสอนหนังสือ ลูกชายก็เอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานเฮฮาไปวันๆ พอโตขึ้นเป็นหนุ่ม พ่อแม่ก็ได้ให้แต่งงานกับหญิงสาวที่มีฐานะเสมอกัน ทั้งคู่มัวหมกมุ่นอยู่ในเบญจกามคุณและทรัพย์ที่พ่อแม่มอบให้ แล้วก็ยังห้อมล้อมด้วยพวกมิจฉาทิฐิและคนพาล เป็นผู้มืดมนไปด้วยโมหะใช้เวลาให้ผ่านไปอย่างสูญเปล่า เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมลง เขาก็ได้เป็นใหญ่ในปราสาทและทรัพย์สมบัติทั้งหมด
แต่เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ถูกเพื่อนหลอกเอาทรัพย์ไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ชีวิตก็จมอยู่ในอบายมุขมากขึ้นเรื่อยๆ ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็ไม่พอกพูน มีแต่หมดไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใช้วันละพันกหาปณะอย่างที่พ่อแม่คิดเอาไว้เสียแล้ว แต่หมดไปวันละเป็นหมื่นเป็นแสน เพราะตัวเองใช้ทรัพย์โดยขาดปัญญา ไม่นานเท่าไรนักก็สิ้นเนื้อประดาตัว เที่ยวขอยืมเงินเขาเลี้ยงชีพ ยืมแล้วก็ไม่ได้ใช้หนี้ พวกเจ้าหนี้ก็มาทวงก็ต้องให้ที่นาที่สวน กระทั่งบ้านเรือนก็ตกเป็นของคนอื่นไป

ส่วนตัวเองก็ต้องกลายเป็นคนขอทาน เที่ยวถือกระเบื้องขอทานเขากิน โดยพักอยู่ที่ศาลาของคนอนาถาในนครนั้น ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพวกโจรมาชักชวนให้ลูกเศรษฐีไปร่วมจี้ปล้นทรัพย์ด้วย การกระทำนี้น่ะแม้จะรู้ว่ามันผิดกฎหมาย แต่เขาก็ต้องทำเพราะหมดหนทาง เนื่องจากไม่เคยศึกษาวิธีทำมาหากินเลย พวกโจรเห็นว่าลูกเศรษฐีเป็นคนซื่อๆ ไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมเท่าทันคน จึงให้คอยดูต้นทางอย่างเดียว แล้วก็พากันไปจี้ปล้นเอาทรัพย์ของชาวบ้านในเวลากลางคืน แต่เนื่องจากตนเองไม่ชำนาญเป็นโจรได้เพียงไม่กี่วันก็ถูกเจ้าของบ้านจับได้ ก็ถูกรุมทุบตีจนเลือดไหลโทรมกายทีเดียว

จากนั้นก็จับเขามัดส่งพระราชา พระราชาทรงมีพระบัญชาให้ตัดศีรษะของลูกเศรษฐี เจ้าหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว จึงให้มัดไพล่หลังพาตระเวนเฆี่ยนตีด้วยหวาย ประจานไปรอบๆ พระนครอย่างไม่ปราณี สมัยนั้นในพระนครน่ะมีหญิงงามเมืองคนหนึ่งชื่อสุรสายืนอยู่ที่ปราสาทได้มองออกไปทางหน้าต่าง ก็เห็นลูกชายเศรษฐีซึ่งกำลังถูกประจานก็จำได้ เพราะเธอเคยได้รับการบำรุงบำเรอ ให้แก้วแหวนเงินทองของมีค่ามากมายในครั้งก่อน จึงเกิดความสงสารลูกชายเศรษฐี นางได้ส่งขนมต้ม ๔ ลูกและน้ำดื่มไปให้ พร้อมกับแจ้งให้ผู้รักษาพระนครทราบว่า ขอให้เพชฌฆาตรอคอยจนกว่าบุรุษคนนี้ จะกินขนมต้มและดื่มน้ำให้สบายเป็นครั้งสุดท้ายก่อน แล้วจึงค่อยประหารชีวิต

ในระหว่างนั้นพระมหาโมคคัลลานะ ตรวจดูด้วยทิพยจักษุเห็นลูกชายเศรษฐีกำลังจะถึงแก่ความตาย ด้วยความเมตตากรุณาท่านจึงได้หายวับจากวัดพระเชตวัน ไปปรากฏกายข้างหน้าลูกเศรษฐี ฝ่ายลูกชายเศรษฐีกำลังจะทานขนมต้ม เมื่อได้เห็นพระเถระมาปรากฏต่อหน้า ก็มีจิตเลื่อมใส จึงได้ถวายขนมต้มและน้ำดื่มแด่พระเถระ

พระเถระรับมาแล้วก็นั่งฉันในที่ไม่ไกล ทำให้ลูกชายเศรษฐีบังเกิดมหาปีติในทานของตนเองที่ได้ทำไป ใจของเขาก็ได้ส่งไปในพระเถระ และนึกถึงทานกุศลที่ได้ทำเอาไว้ก่อนตาย เมื่อถูกเพชฌฆาตลงดาบตัดศีรษะ เขาก็ได้อัตภาพใหม่ คือได้ไปบังเกิดเป็นรุกขเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ

เห็นไหมจ๊ะว่าจิตของเรานี่สำคัญมากนะจ๊ะ ถ้ารักษาไว้ให้ผ่องใสอยู่เสมอแม้มรณภัยมาเยือนก็ไม่ต้องหวั่นหวาด ถึงแม้จะไม่เคยสั่งสมบุญเอาไว้เลย แต่ก่อนตายหากได้มีโอกาสทำบุญบ้าง แล้วก็ทำใจให้ผ่องใสก็มีโอกาสที่จะได้ไปสุคติสวรรค์เหมือนกันนะจ๊ะ นี่เป็นเพียงหนึ่งในล้านของผู้ที่โชคดี ที่ได้กัลยาณมิตรชั้นเยี่ยมคือ พระอรหันต์สาวกมาโปรด ทำให้ปิดประตูอบายภูมิเอาไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากทำบุญเอาไว้น้อย แม้จะได้ไปสู่สุคติก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เมื่อหมดบุญก็ต้องไปเสวยวิบากกรรมที่เคยทำเอาไว้ เพราะกรรมใดที่ได้ทำเอาไว้ ที่จะไม่ส่งผลนั้นน่ะเป็นไม่มี เพียงแต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง

ดังนั้นในขณะที่เรามีโอกาสดี ได้สั่งสมบุญให้กับตนเอง เพื่อถางทางไปสู่สวรรค์และนิพพาน เราก็ต้องใช้โอกาสที่เป็นมนุษย์นี้ให้เต็มที่ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับชีวิตของเรา ถ้ารู้แล้วไม่ใช้โอกาสนี้สร้างบารมี ก็หน้าเสียดายนะจ๊ะ ชีวิตนี้น่ะเราเลือกเกิดได้ จะไปเป็นเทวดาหรือจะไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิ ก็อยู่ที่ตัวของเราเอง เรามีร่างกายมีชีวิตเหมือนกัน เหลือแต่ว่าวิถีชีวิตเราจะเลือกเดินแบบไหน
เส้นทางไปนรกก็ไปทางหนึ่ง เส้นทางสู่สวรรค์และนิพพานก็อีกทางหนึ่ง แต่หลวงพ่อว่าเราน่ะเกิดมาทั้งที ควรรีบสั่งสมแต่ความดีเอาไว้ให้มากๆ จะดีกว่านะจ๊ะ แล้วก็อย่าลืมนั่งธรรมะให้ใจของเราผ่องใสอยู่เสมอ เมื่อไหร่เข้าถึงพระธรรมกายได้ เมื่อนั้นก็ปิดประตูอบายภูมิ จะมีแต่สุคติภูมิเป็นที่ไป สุขตั้งแต่ปัจจุบันนี้ไปจนถึงสัมปรายภพ เพราะฉะนั้นให้ลูกๆ ทุกคน ตั้งใจฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้ทุกๆ คนนะ