ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

สรรเสริญพระพุทธคุณบุญส่งถึงนิพพาน

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD_0613_01.jpg

สรรเสริญพระพุทธคุณบุญส่งถึงนิพพาน

                  คนส่วนใหญ่มักวัดความสำเร็จกันที่ ความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ มีความสำเร็จทางการศึกษา มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น และมีหน้าที่การงานมั่นคง เมื่อต่างคนต่างคิดกันเช่นนี้ จึงทุ่มเทขวนขวายเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มา แต่ความสุขและความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิตคืออะไร อยู่ตรงไหน จะเข้าถึงได้อย่างไร กลับเป็นสิ่งที่มนุษย์น้อยคนนักที่รู้แจ้งตรงตามความเป็นจริง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เราจึงรู้ว่าความสุขและความสำเร็จที่แท้จริงนั้น เกิดจากการฝึกฝนใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หยุดนิ่งไปจนถึงจุดที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย และนี่คือเครื่องวัดว่า เราได้บรรลุความสำเร็จอันสูงสุดของชีวิตอย่างแท้จริง

                  มีธรรมภาษิตที่ปรากฏในอธิมุตตเถรคาถา ความว่า

                 “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของบุคคลผู้เวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำ เป็นนาถะของผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ เป็นสรณะของผู้ที่ยังมีภัย และเป็นผู้นำของผู้ต้องการความหลุดพ้น”


                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น เอกบุรุษและทรงมีอัจฉริยภาพ เพราะทรงประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์หลายอย่าง ไม่มีใครสามารถเทียบเทียมพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความบริสุทธิ์ สติปัญญา มหากรุณา อีกทั้งพุทธานุภาพก็ประมาณมิได้ ทรงมีพุทธวิสัยที่เป็นอจินไตย เกินกว่าการคาดเดาของมนุษย์และเทวดา พระมหากรุณากว้างใหญ่เกินกว่าจักรวาล สูงส่งกว่าพรหมโลก พระทัยหนักแน่นยิ่งกว่ามหาปฐพี มีพระปัญญาลึกล้ำยิ่งกว่ามหาสมุทรใดๆ ทรงยิ่งใหญ่กว่าท้าวสักกะและมหาพรหมทั้งสิ้น เพราะทรงตรัสรู้ทุกอย่างด้วยอานุภาพแห่งพุทธญาณ ฉะนั้นการส่งใจไปถึงพระพุทธองค์ จึงเป็นการน้อมใจไปในสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อีกทั้งการหาโอกาสเจริญพุทธานุสติ ด้วยการสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นประจำ จึงนับว่าเป็นทางมาแห่งมหากุศลที่จะทำให้เราเข้าถึงความประเสริฐ และความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เหมือนดังเรื่องที่หลวงพ่อจะได้นำมาเล่าสู่ลูกๆ ให้ได้รับฟังกันในวันนี้นะจ๊ะ


                    ย้อนไปในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า “ปทุมุตตระ” มีพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตท่านหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สำเร็จการศึกษา อันเป็นหลักสูตรสำหรับพวกพราหมณ์แล้ว แทนที่ท่านจะดีใจในความสำเร็จ กลับมีปัญญาคิดสอนตนเองได้ว่า การศึกษาที่ตนได้เล่าเรียนมานั้น ไม่สามารถทำให้พ้นจากทุกข์ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการต่างๆ ในที่สุดก็ได้ออกบวชเป็นดาบสประพฤติพรตพรหมจรรย์อยู่ในป่า


                   ต่อมาข่าวอันเป็นมงคลยิ่งมาถึงแก่พระดาบส ท่านได้ทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้นแล้วในโลก จึงเดินทางออกจากป่าเพื่อไปกราบนมัสการ เมื่อไปถึงที่ประทับ ก็เดินฝ่าฝูงชนที่ประชุมกันอยู่เพื่อขอเข้าไปฟังธรรม การที่พระดาบสมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดพระพุทธองค์ ทำให้ได้เห็นลักษณะมหาบุรุษที่บริบูรณ์ ด้วยพุทธลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา จึงปูผ้าเปลือกไม้ เพื่อให้พระพุทธองค์ทรงเดินเหยียบ เมื่อดาบสเห็นว่าพระบรมศาสดาประทับยืนบนผ้าเปลือกไม้แล้ว จึงนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมีสีสวยงามโปรยลงรอบๆ พระบาท จากนั้นก็กราบบูชาด้วยการประคองอัญชลี พร้อมกับกล่าวเป็นบทกวีสรรเสริญพระพุทธองค์ ด้วยเสียงก้องกังวานท่ามกลางพุทธบริษัทในขณะนั้นว่า

                    “ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงข้ามพ้นห้วงน้ำคือกิเลสได้แล้ว ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น ทรงโชติช่วงด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ ทรงมีพระญาณอันประเสริฐสูงสุด ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ทรงย่ำยีพวกเหล่าเดียรถีย์ ทรงเป็นผู้กล้าหาญ เป็นผู้ชนะแล้วในสงคราม ยังแผ่นดินให้หวั่นไหว คลื่นในมหาสมุทรเมื่อกระทบฝั่งย่อมแตกจากกันฉันใด ทิฐิทั้งปวงย่อมแตกทำลายเพราะพระญาณของพระองค์ฉันนั้น แหที่ถูกเหวี่ยงลงไปในสระ หมู่สัตว์ที่ติดอยู่ภายในแหย่อมถูกเบียดเบียนให้ได้รับทุกข์ทรมานฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเดียรถีย์ผู้หลงงมงาย ไม่มีสัจจะ ย่อมเป็นไปภายในข่ายพระญาณอันประเสริฐของพระองค์ฉันนั้น

                    พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่เวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำ เป็นนาถะของผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ เป็นสรณะของผู้ที่ถูกภัยคุกคาม เป็นผู้นำของผู้ต้องการความหลุดพ้น พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาหาผู้เสมอเหมือนมิได้ เป็นผู้สม่ำเสมอสงบระงับแล้ว เป็นผู้คงที่มีชัยชนะสมบูรณ์ เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ปราศจากความลุ่มหลง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย ทรงคลายโทสะแล้ว สะอาดไม่มีมลทิน ล่วงธรรมเครื่องข้องทั้งปวง กำจัดความเมาได้แล้ว ถึงที่สุดแห่งภพทั้งสาม ทรงก้าวล่วงเขตแดน ทรงเป็นผู้หนักในธรรม ทรงมีประโยชน์อันบรรลุแล้ว ทรงยังหมู่สัตว์ให้ข้ามพ้น เหมือนเรือที่ข้ามไปสู่ฟากโน้น ทรงมีขุมทรัพย์ ทรงทำความเบาใจ ไม่ทรงครั่นคร้ามดังราชสีห์ ทรงเหมือนดังเช่นพญาคชสารอันฝึกดีแล้ว”

                    ด้วยบุญที่พระดาบสได้พรรณนาพระพุทธคุณอย่างมากมายนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้อนาคตังสญาณ ตรวจดูความเป็นไปในภพชาติเบื้องหน้าของดาบส ก็ทรงทราบว่า ดาบสจะได้มหาสมบัติใหญ่ จึงตรัสประกาศท่ามกลางมหาสมาคมให้ได้รับฟังโดยทั่วกันว่า “ผู้ใดสรรเสริญ ศีล ปัญญาและสัทธรรมของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจะรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป จักได้เสวยทิพยสมบัติยิ่งกว่าเทวดาเหล่าอื่น ในอนาคตกาลข้างหน้านับจากนี้ไป ๑๐๐,๐๐๐ กัป ดาบสนี้จักได้บวชในศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า จะได้เป็นพระอรหันต์และเชี่ยวชาญในอภิญญา ๖”


                    ทันทีที่สิ้นพระพุทธดำรัส พระดาบสก็เกิดปีติและปลาบปลื้มใจในความดีที่ตนได้ทำอย่างท่วมท้น จนเกิดขนลุกชูชันและมีความรู้สึกประหนึ่งว่า จะได้เป็นพระอรหันต์ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว จากนั้นมาท่านดาบสก็ตั้งใจสั่งสมบุญกุศลอย่างไม่ลดละ ครั้นละจากอัตภาพนั้น ก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลกและเทวโลกเท่านั้น ไม่เคยไปสู่ทุคติเลยตลอดแสนกัป นี่ก็เป็นเพราะอานิสงส์ที่ท่านได้สรรเสริญพระพุทธคุณด้วยจิตอันเลื่อมใสนั่นเองนะจ๊ะ

                    พอมาถึงยุคของพระโคดมพุทธเจ้า พระดาบสได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในเมืองสาวัตถี ชื่ออธิมุตตะเมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านมีโอกาสไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ในคราวที่มหาอุบาสิกาวิสาขา ทำพิธีถวายบุพพารามมหาวิหาร เมื่อท่านได้เห็นพระพุทธลักษณะ พร้อมกับได้ฟังธรรม พราหมณ์หนุ่มก็เกิดความเลื่อมใส จึงตัดสินใจบวชถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา

                    เมื่อบวชแล้ว ท่านก็ตั้งใจทำความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา จากนั้นได้เปล่งอุทานว่า “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราถอนภพได้หมดสิ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยการสรรเสริญนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญพุทธคุณ”

                    เห็นไหมจ๊ะว่า การสรรเสริญพระพุทธคุณด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น นับเป็นการสรรเสริญบุคคลผู้ประเสริฐที่สุดของมวลมนุษยชาติ เพราะพระพุทธองค์ทรงเป็นเอกบุรุษ บริสุทธิ์ยิ่งกว่าบุคคลใดในภพทั้งสาม นับว่าเป็นบุญของพวกเราที่มีโอกาสสรรเสริญพุทธคุณกันเป็นประจำ แม้ว่าจะไม่ได้สรรเสริญเบื้องหน้าพระพักตร์โดยตรง ก็ให้นึกถึงพุทธวจนะที่ว่า“ผู้ใดพึงบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทั้งยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็ดีหรือปรินิพพานแล้วก็ดี เมื่อผู้นั้นมีจิตเลื่อมใสเสมอกัน ผลบุญก็ย่อมมีมากเสมอกัน”


                    ดังนั้น เวลาที่เราสวดมนต์สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย หรือตรึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เอาใจมาหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกาย วาจาเราก็เปล่งเสียงอันเป็นสิริมงคลให้มนุษย์และเทวดาได้รับฟัง พร้อมกับน้อมนำใจกลับมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย ส่งใจของเราให้หยุดนิ่งเข้าไปในกลางของกลางเรื่อยไป แล้วสักวันหนึ่ง เราก็เองจะเข้าถึงพุทธรัตนะภายใน ได้ทั้งบุญที่เกิดจากการสรรเสริญพุทธคุณ จะติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ทำให้มีสุคติเป็นที่ไปอย่างเดียว และอานิสงส์นี้จะส่งผลให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงพุทธรัตนะภายในอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์กันทุกคนนะจ๊ะ

พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล