
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

สั่งสมบุญไว้ดีชีวีสดใส
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ความว่า
"นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ
นตฺถิ โทสสโม คโห
นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ
นตฺถิ ตณฺหาสมา นที
ไม่มีไฟใดที่เสมอไปด้วยไฟคือราคะ ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอได้โมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี"
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพุทธพจน์บทนี้ ทรงปรารภเรื่องที่พุทธบริษัท มัวฟุ้งซ่านส่งใจไปที่อื่น เพราะถูกกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะและตัณหาครอบงำจิตใจ จึงไม่สามารถส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาติดตามรับฟังกันเลยนะจ๊ะ

เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาล ค่ำคืนวันหนึ่งมีอุบาสก ๕ คนชักชวนกันไปฟังธรรมที่วัดพระเชตวันพร้อมกับพุทธบริษัททั้งหลาย ขณะที่พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่นั้น มีอุบาสกคนหนึ่งยังไม่ทันจับประเด็นได้เลยว่า พระพุทธองค์เทศน์เรื่องอะไรก็นั่งหลับเสียแล้ว อีกคนก็เหมือนกันมัวแต่เอานิ้วมือขีดเขียนพื้นดินจึงฟังธรรมไม่รู้เรื่อง อีกคนไปนั่งเขย่าต้นไม้เล่นอยู่ด้านหลัง อีกคนนั่งแหงนหน้ามองดูดวงดาว

ส่วนอีกคนตั้งใจฟังธรรมด้วยความเคารพ จึงได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระอานนท์เถระซึ่งยืนถวายงานพัดพระบรมศาสดาอยู่ ได้เห็นการกระทำที่แตกต่างกันของอุบาสกทั้ง ๕ คน จึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ

พระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธพยากรณ์ว่า อานนท์เธอไม่รู้จักอุบาสกเหล่านั้นหรือ อุบาสกทั้ง ๕ คนนั้น อุบาสกทีเอาแต่นั่งหลับเคยเกิดเป็นงูมาได้ ๕๐๐ ชาติ ได้พาดหัวบนขนดนอนหลับตลอดทั้งวัน เสียงของเราย่อมไม่เข้าไปในหูของเขาหรอก ทุกวันนี้ความอิ่มในการหลับของเขาก็ยังไม่มีเลย

ส่วนอุบาสกที่นั้งเอานิ้วขีดเขียนพื้นดิน เขาเคยเกิดเป็นไส้เดือนมา ๕๐๐ ชาติได้ชอนไชแผ่นดินตั้งแต่เกิดจนตาย ด้วยความเคยชินที่สั่งสมมา ทำให้เขาได้นั่งขีดเขียนพื้นดิน ไม่ได้ตั้งใจฟังธรรมในบัดนี้

ส่วนอุบาสกที่นั้งเขย่าต้นไม้นั้น เขาเคยเกิดเป็นวานรมาได้ ๕๐๐ ชาติ บัดนี้เขาจึงชอบเขย่าต้นไม้เล่น เพราะความคุ้นกับสิ่งที่เคยทำมา

สำหรับอุบาสกที่นั้งแหงนหน้ามองดูดวงดาวทั้งคืนนั้น เพราะว่าเขาเคยเกิดเป็นโหราจารย์ คอยบอกเลิกยามมาถึง ๕๐๐ ชาติ ฉะนั้นในคืนนี้เมื่อเขามาฟังธรรม จึงได้แหงนดูท้องฟ้าด้วยความเคยชิน โดยไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายในการมองดูดวงดาวเลย และเสียงของเราก็ไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของเขา

ส่วนอุบาสกที่ฟังธรรมโดยเคารพ เขาเคยเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ท่องมนต์ ถึงฝั่งแห่งไตรเพทมานาน ๕๐๐ ชาติ บัดนี้เธอจึงตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ เพื่อเทียบเคียงมนต์ที่ตนเองเคยจดจำมา
เมื่อพระบรมศาสดาตรัสจบ พระอานนท์จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์ สามารถแทรกเข้าไปในทุกส่วนแห่งสรีระ จนเข้าไปจรดเยื่อในกระดูกได้ แล้วทำไมเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ อุบาสกเหล่านี้จึงไม่ตั้งใจฟัง ด้วยความเคารพพระเจ้าข้า
พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า อานนท์เธอคิดว่าธรรมะของเรา เป็นสิ่งที่จะหาฟังได้ง่ายอย่างนั้นหรือ อันที่จริงธรรมะของเรานั้นน่ะเป็นสิ่งที่หาฟังได้ยาก เพราะคำว่าพุทโธก็ดี ธรรมโมก็ดี สังโฆก็ดี เป็นถ้อยคำในสัตว์เหล่านี้ไม่เคยได้ยินเลยตลอดแสนกัปบ้าง ยาวนานกว่านั้นเป็นหลายๆ แสนกัปบ้าง เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านี้ จึงไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระตถาคต แต่ในวัฏสงสารมีเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย ซึ่งกำหนดนับได้ยากนี้ สัตว์เหล่านี้ฟังแต่เดรัจฉานกถา จึงเอาแต่เที่ยวขับร้องฟ้อนรำ มัวประมาทเพลิดเพลิน จึงไม่สามารถเข้าใจธรรมะที่พระตถาคตนำออกมาแสดงได้

จากนั้นก็ตรัสอธิบาย สาเหตุที่ธรรมะไม่เข้าไปอยู่ในจิตใจของอุบาสกว่า ก็เพราะอุบาสกทั้ง ๔ นั้นอาศัยราคะ โทสะ โมหะ อาศัยตัณหามาบทบัง ธรรมะจึงไม่ซึมซาบเข้าไปในใจของพวกเขา ธรรมดาว่าไฟเสมอด้วยไฟคือราคะย่อมไม่มี ไฟที่เผาไหม้ป่าหรือไฟล้างกัปให้พินาศ เพราะอาศัยดวงอาทิตย์ ๗ ดวง ที่บังเกิดขึ้นพร้อมกัน สามารถเผาโลกจนไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย
แต่ถึงกระนั้นไฟนั้นก็ไหม้ในบางคราวเท่านั้น แต่ไฟคือราคะนั้นเผาไหม้จิตใจของมนุษย์ทุกอนุวินาที เพราะฉะนั้นไฟที่เสมอด้วยราคะย่อมไม่มี ธรรมดาไฟที่ใช้หุงต้มหรือเผาไหม้สิ่งต่างๆ แม้จะดับก็ยังแสดงควันให้รู้ว่ายังมีไฟ คนจึงสามารถดับไฟได้สนิท หรือไฟที่ลุกโพลงเผาบ้านเรือนให้พินาศ แต่คนยังสามารถดับให้มอดลงได้ ส่วนไฟคือราคะเผาลนจิตใจของสัตว์อยู่ภายใน ไม่แสดงอาการให้ใครรู้เลย อีกทั้งเป็นกิเลสที่ทำความคุกรุ่นอยู่ในใจของมนุษย์ ทำให้บาปอกุศลเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ส่วนโทสะมีอุปมาเหมือนผู้จับ ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ผู้จับภายนอกเช่นยักษ์ ผีเสื้อน้ำ งูเหลือม จระเข้เป็นต้น สามารถจับสัตว์อื่นได้ ในเขตบริเวณของตนเท่านั้น แต่โทสะที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจ หากไม่มีการขจัดออกจากใจ โทสะก็จะคอยจับความหงุดหงิดขัดเคืองใจทำให้ใจมืดบอดเศร้าหมอง แล้วก็จะนำความเดือดร้อนใจมาให้ทุกภพทุกชาติ
สำหรับพุทธพจน์ที่ตรัสว่า ตาข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี หมายถึงตาข่ายที่ดักสัตว์ ยังสามารถแก้หรือคลายออกได้ แต่โมหะที่รัดรึงจิตใจสรรพสัตว์เอาไว้ ยากที่จะแก้หรือคลายออกจากภพ ๓ ได้ ต้องอาศัยบุญบารมีและความเพียรในการฝึกสมาธิ ให้ใจใสสะอาดบริสุทธิ์ จนเกิดเป็นความสว่างไสวภายใน แล้วมองเห็นภัยของการเวียนว่าย ตาย เกิดในสังสารวัฏ มองย้อนไปถึงต้นเหตุของการเกิดทุกข์ จึงจะสามารถทำตนให้หลุดรอดจากข่ายคือโมหะที่ครอบงำใจดวงนี้เอาไว้ได้
ประการสุดท้ายที่พุทธองค์ตรัสว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี หมายความว่า ตัณหานั้นไม่มีวันเต็ม เพราะความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังปรากฏความพร่องอยู่เป็นนิดเติมให้เต็มได้ยาก ถ้าหากจะมีสถานที่ที่เอามาใส่ตัณหาให้เต็มนั้น ท่านอุปมาไว้ว่าพรหมโลกก็ต่ำเกินไป จักรวาลก็แคบเกินไป ไม่พอที่จะใส่ตัณหาลงไปได้ เพราะตัณหาไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์จะมีจิตที่ชุ่มไปด้วยตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ความปรารถนาอยากฟังธรรมและน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะจึงเป็นไปได้ยาก เราทุกคนนับว่าเป็นผู้ที่โชคดี มีบุญได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสมาศึกษาธรรมะของเราสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่มวลมนุษยชาติอีกมากมายยังไม่มีโอกาสอย่างนี้

บางท่านยังนับถือสิ่งที่ไม่ใช่พระรัตนตรัยอยู่ จึงไม่รู้ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แม้จะเป็นชาวพุทธแต่ถ้ามัวสนใจในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ก็ยากที่จะพบพานทางพระนิพพาน ยังมีเพื่อนร่วมโลกของเราอีกมาก ที่ได้รับความเดือดร้อน บ้างก็ต้องหลบหนีภัยสงคราม บ้างก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติมากมาย โอกาสที่จะมาศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงชีวิตจึงแทบไม่มีเลย
ดังนั้น เมื่อเราได้โอกาสนี้แล้ว ก็ให้หมั่นสั่งสมบุญให้ยิ่งๆ ยิ่งขึ้นไป อย่าประมาทชะล่าใจ รีบสั่งสมบุญสร้างบารมีทุกอย่างให้เต็มที่ ก่อนที่วิกฤตของชีวิตจะเกิดขึ้น เราควรรีบทำที่พึ่งคือพระรัตนตรัย ให้เกิดขึ้นภายในใจของเราให้ได้ เพื่อชีวิตจะได้ปลอดภัย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้ากันนะจ๊ะ
พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)