
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

ขวนขวายถูกเนื้อนาบุญ
บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า บุญที่เราได้ทำไว้อย่างดีแล้ว ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม คือพระรัตนตรัย จะส่งผลให้เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภูมิเท่านั้น แล้วยังติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
คำว่าท่องเที่ยว คือการไปเกิด มาเกิดในระหว่างมนุษย์กับเทวโลก เราจะไม่พลัดไปสู่อบายภูมิเลย จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อหมดอายุขัยในโลกมนุษย์แล้ว ก็จะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เมื่อลงมาเกิดก็จะอยู่ในบุญเขตใ นแวดวงของผู้มีบุญที่มีพระรัตนตรัยเป็นสารณะ ดังนั้นการทำบุญถูกเนื้อนาบุญ ทำถูกต้นแหล่งของบุญ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับนักสร้างบารมีนะจ๊ะ
มีธรรมภาษิตที่ปรากฎใน วารณเถระคาถาความว่า
"โย จ เมตฺเตน จิตฺเตน สพฺพปาณานุกมฺปติ
พหุํ โส ปสวติ ปุญฺญํ เตน ตาทิสโก นโร"
นรชนใดมีจิตประกอบไปด้วยเมตตา อนุเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลาย นรชนนั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
ผู้หวังประโยชน์ เกื้อกูลต่อคนหมู่มาก มีจิตประกอบด้วยเมตตาธรรม ย่อมเป็นที่รักของมหาชน และเป็นทางมาแห่งบุญอย่างหนึ่ง ยิ่งใครได้ขวนขวาย ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ มีจิตอนุเคราะห์ต่อท่านผู้สิ้นอาสวะกิเลส บุคคลนั้นย่อมได้บุญกุศลอย่างมหาศาล
ผู้ได้บรรลุธรรมกาย ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู จนกระทั่งถึงกายธรรมอรหัต เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของชาวโลก ใครก็ตามได้ขวนขวายทำบุญ เกี่ยวเนื่องกับเนื้อนาบุญแล้ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือมากมายก็ตาม ไม่ว่าจะทำในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ หรือละโลกไปแล้วก็ตาม บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ย่อมบังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ผลบุญนี้จะส่งผลให้ประสบแต่ความสุข และความเจริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จนกระทั่งถึงภพชาติสุดท้าย ก็จะส่งผลให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ดังเรื่องที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาติดตามรับฟังกันเลยนะจ๊ะ
ในอดีตกาลย้อนหลังไป ๙๑ กัปจากภัทรกัปนี้ ได้มีพราหมณ์ผู้ใจบุญคนหนึ่ง ได้เกิดในยุคสมัยที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นเลย สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงมีชีวิตอยู่อย่างคนหลงทาง ไม่ได้พบหนทางสว่างแห่งชีวิต คือทางสายกลางที่จะนำไปสู่การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อท่านเติบโตเป็นหนุ่ม ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ตามอย่างที่พวกพราหมณ์นิยมเล่าเรียนกันมาในยุคสมัยนั้น จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา มีอยู่วันหนึ่งด้วยอำนาจปัญญาบารมีที่ได้สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ ได้ตักเตือนให้ท่านคิดที่จะออกบวช เพราะมองเห็นว่าชีวิตในเพศฆราวาส ไม่มีสาระแก่นสารอะไร
ต่อมาพราหมณ์หนุ่มก็ได้เข้าไปขออนุญาต มารดาบิดาออกบวช เมื่อท่านทั้งสองอนุญาตแล้ว จึงได้เดินทางไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นดาบส ได้สร้างกุฏิที่พักอาศัยอยู่ที่เงื้อมเขาลูกหนึ่ง ซึ่งมีความสงบวิเวก เงื้อมเขาที่ดาบสอาศัยอยู่นั้น ก็อยู่ไม่ไกลจากที่ของพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ วันหนึ่งพระปัจจเจกพุทธเจ้า เกิดอาพาธแล้วปรินิพพาน
ขณะท่านปรินิพพานนั้นได้มีแสงสว่างปรากฎขึ้น สัพสัตว์ทั้งหลาย เช่น หมี เสือดาวและช้างเป็นต้น ต่างพากันส่งเสียงร้องดังลั่นไปทั่วทั้งป่า พราหมณ์ดาบสได้เห็นเหตุการที่เกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว ได้เหลียวดูไปตรงบริเวณนั้น เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เป็นแสงสว่างของอะไรกันแน่ จึงเดินเข้าไปดูแหล่งกำเนิดของแสงสว่าง ก็พบร่างของพระปัจเจกพุทธเจ้า นอนนิ่งอยู่ที่เชิงเขา จึงทำการสลายเพลิงสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยไปเอาต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม มาก่อเป็นเชิงตระกอน แล้วจุดไฟชำระร่างของพระปัจเจกพุทธเจ้า จนเหลือเพียงพระอัฐิธาตุของพระองค์
เมื่อจะดับไฟแทนที่จะใช้น้ำธรรมดา กลับใช้น้ำหอมทำการประพรม เทพบุตรองค์หนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ในอากาศ เห็นการแสดงความเคารพต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าของดาบส จึงกล่าวขึ้นว่าดีแล้วท่านสัตบุรุษ ท่านทำทางไปสู่สวรรค์ให้เกิดขึ้นแล้ว บุญกุศลอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้วกับท่าน ผลบุญนี้จะส่งผลให้ท่านเกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิอย่างเดียวเท่านั้น
ด้วยอำนาจบุญกุศลที่พราหมณ์ดาบสได้กระทำในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่แค่สองภพภูมิเท่านั้น คือระหว่างภพมนุษย์กับภพเทวดา เมื่อครั้งเสวยทิพยสมบัติเป็นเทวดาอยู่นั้น ได้มีกลิ่นทิพย์ตกลงมาจากอากาศ ทำให้มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งวิมานตลอดเวลา ดึงดูดเหล่าเทพบุตรและเทพธิดา ให้แวะเวียนมาเยี่ยมวิมานของท่าน แม้มาเกิดเป็นมนุษย์ท่านปรารถนาสิ่งใดก็สมหวังดังใจปรารถนาเสมอ ไม่เคยประสบความผิดหวัง ไม่เคยร้องไห้หรือเสียใจ เพราะความเสื่อมลาภ เสื่อมยศหรือถูกนินทาเลย
พอมาถึงสมัยพุทธกาลนี้ ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลคฤหบดี มีอาชีพค้าขายอยู่ที่ท่าสุปปารกะ ในสุนาปรันตชนบท มารดาบิดาได้ตั้งชื่อให้ว่าปุณณะ เมื่อปุณณมาณพเจริญเติบโตขึ้น ได้เดินทางไปค้าขายยังเมืองสาวัตถี พร้อมกับพวกพ่อค้าเกวียนกลุ่มใหญ่ ขณะนั้นพระบรมศาสดาประทับอยู่วัดพระเชตวันมหาวิหาร ปุณณมาณพได้เข้าไปวัดพระเชตวัน พร้อมกับเหล่าพุทธบริษัทเพื่อฟังธรรม เมื่อได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระพูทธศาสนา ได้เข้าใจชีวิตในการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นทุกข์ จึงได้ขอบวช
เมื่อบวชแล้วได้ดูแลอุปัฏฐาก รับใช้พระอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นอย่างดี ภายหลังพระปุณณะ ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก่อนที่ข้าพระองค์จะเดินทางไปสุนาปรันตชนบท ขอพระองค์ทรงประทานโอวาท โดยย่อให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า
พระบรมศาสดาจึงประทานโอวาทว่า "ดูก่อนปุณณะ รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ เป็นที่รักละคนอยู่ด้วยกาม อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัก ถ้าภิกษุไปหลงไหลเพลิดเพลิน เกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์"
เมื่อพระปุณณะได้ฟังพระเทศนาจบแล้ว ก็ถวายบังคมลาพระบรมศาสดา จากนั้นได้ออกเดินทางไปสุนาปรันตชนบท อาศัยอยู่ที่ท่าสุปารกะ พระปุณณะตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาไม่นานท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว พระเถระก็เกิดมหากรุณาต่อชาวสุนาปรันตะ จึงได้อบรมเทศนาสั่งสอนชาวสุนาปรันตะ ให้เข้าใจหลักธรรมในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษจนทำให้ชาวสุนาปรันตชนบท เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคำสอน ของพระพุทธศาสนา และขอปฏิญาณตนเป็นอุบาสกและอุบาสิกา มากถึง ๑,๐๐๐ คน สวนที่เหลือก็ขอเปลี่ยนนิสัยจากที่เป็นคนดุร้าย กลายมาเป็นผู้ที่มีจิตประกอบไปด้วยเมตตาต่อกัน และทำให้ทุกคนในชนบทอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขเรื่อยมา
มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ละลึกชาติไปดู ประวัติการสั่งสมบุญของตัวเองว่า ได้สั่งสมบุญพิเศษอะไรเอาไว้ จึงสามารถแนะนำชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนใจร้อนให้กลายเป็นคนใจเย็น จากดุร้ายกลายเป็นผู้มีจิตเมตตามีศีลมีธรรมกันทั่วหน้าก็พบว่า บุญพิเศษนั้นก็คือ การที่ท่านได้จัดการ ถวายเพลิงพระสรีระแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง
เห็นไหมจ๊ะว่า ใครก็ตามเมื่อได้ทำบุญถูกเนื้อนาบุญกับผู้สิ้นอาสวกิเลส ไม่ว่าท่านเหล่านั้น ยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกไปแล้ว บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ไพศาล ก็ยังบังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้นอยู่ทุกเมื่อ และผลบุญนี้ยังส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิด อยู่แต่ในสุคติภูมิเท่านั้น ฉะนั้นบุญจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำรงค์ชีวิตในสังสารวัฏ พวกเราจึงไม่ควรประมาท ในการสั่งสมบุญกุศล เพราะบุญอยู่เบื้องหลัง ความสุขและความสำเร็จทุกอย่างนั้นเอง
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)