

อานุภาพของพระพุทธเจ้า มีมากมายเกินกว่าที่ใครจะนึกคิดด้นเดาเอาได้ ที่เรียกว่าเป็นอจินไตย คือ เกินกว่าที่จะจินตนาการจะไปถึง แม้จะพยายามตรึกตรองก็อาจมีส่วนแห่งความเป็นบ้าได้ เพราะเป็นสิ่งที่ใครมิอาจคำนวนได้ว่า บุญที่เกิดจากการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีปริมาณมากเพียงใด แต่เราจะได้บุญอย่างเกินควรเกินคาด เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการ เพราะพระพุทธองค์มีอานุภาพไม่มีประมาณ ทรงสมบูรณ์พร้อมทั้งวิชชาและจรณะ จะหาสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งมนุษย์ เทวดา พรหมหรืออรูปพรหม ผู้ประเสริฐกว่าหรือเสมอเหมือนกับพระพุทธองค์นั้นย่อมไม่มี
การส่งใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าและการนึกถึงรู้จักคุณ เป็นการส่งใจไปในสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่จะทำให้เราเป็นผู้ประเสริฐ และหลุดพ้นตามพระองค์ไปด้วย เพราะพุทธองค์ทรงสมบูรณ์พร้อมทั้งพระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณและพระบริสุทธิคุณ ทรงเป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมของโลก ใครก็ตามที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์แล้ว ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และชีวิตจะมีแต่ความสุขและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เหมือนดังเรื่องราวที่หลวงพ่อจะได้นำมาเล่าให้ได้รับฟังกันในวันนี้นะจ๊ะ
ในครั้งพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อพระวีตโสกเถระ พระเถระรูปนี้ภพชาติในอดีตท่านเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ได้สั่งสมบุญกุศลกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ด้วยกัน ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ได้สั่งสมมาอย่างดี มีอยู่ชาติหนึ่งซึ่งตรงกับยุคสมัยที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็ได้เล่าเรียนวิชา และศิลปศาสตร์ของพวกพราหมณ์ จนกระทั่งสำเร็จสมบูรณ์
ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตในเพศฆราวาส เพราะมองเห็นว่าไม่มีสาระแก่นสารอะไร กอปรกับบุญกุศลเก่าที่ท่านได้สั่งสมมาอย่างดีในอดีตชาติ ก็คอยตักเตือนให้ท่านแสวงหาทางแห่งความพ้นทุกข์ ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจออกบวช ได้บวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่งและมีฤาษีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก หมู่ฤาษีต่างก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม แสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์กันอยู่อย่างมีความสุข
มีอยู่วันหนึ่ง มีฤๅษีท่านหนึ่งได้ทราบข่าวการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ จึงนำข่าวดีนั้นมาบอกกับหมู่ฤาษีทั้งหลาย เมื่อหมู่ฤๅษีได้ฟังแล้วต่างก็เกิดปีติใจ จึงคิดกันว่าการมาเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก และการหาโอกาสเข้าเฝ้าก็เป็นการยากเช่นกัน ดังนั้นพวกเราจึงควรไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้ อย่าได้มัวรีรออยู่เลย เพราะเวลาในโลกมนุษย์เป็นของน้อยนิด หมู่ฤาษีทั้งหมดจึงได้รีบเดินทางพากันไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทันที ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อออกเดินทางแล้วเหลือระยะทางอีกแค่หนึ่งโยชน์ครึ่ง ก็จะถึงเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ได้ล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน ไม่สามารถหายามารักษาได้ทัน จึงได้มรณภาพลงในระหว่างทาง
แต่จิตใจของท่านมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ใจมุ่งมั่นที่จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ตลอดเวลา หลังจากที่มรณภาพไปแล้ว ด้วยจิตที่เลื่อมใสก็ไปบังเกิดยังเทวโลกทันที เพราะพลานิสงส์ที่ได้ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลบุญนั้นทำให้เวียนตายเวียนเกิดอยู่แค่สองภพภูมิคือ ระหว่างภพมนุษย์กับเทวดาเท่านั้น ภพชาติต่อๆ มาด้วยอำนาจบุญกุศลที่ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บุญนี้จึงส่งผลให้มาเกิดเป็นน้องชายคนเล็กของพระเจ้าธรรมาโศกราช มีพระนามว่า วีตโสกะ.
หลังจากที่พระสมณโคดมพุทธเจ้าจะได้ปรินิพพานได้ราว ๒๐๐ กว่าปี เมื่อวีตโสกราชกุมารเจริญพระชนมพรรษา ก็ทรงเล่าเรียนวิชาและศิลปศาสตร์ ร่วมกับราชกุมารทั้งหลาย จนกระทั่งสำเร็จศิลปวิทยาทุกๆ อย่าง วีตโสกราชกุมารเป็นผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่งพระองค์ยังได้ศึกษาพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก จนเชี่ยวชาญแตกฉาน โดยศึกษาจากพระคิริทัตตเถระผู้เป็นพระอาจารย์
มีอยู่วันหนึ่ง วีตโสกราชกุมารทรงรับกระจกจากมือของช่างกัลบก ในเวลาปลงพระมัสสุ มองดูพระวรกายของพระองค์แล้วเห็นอวัยวะต่างๆ ที่มีหนังเหี่ยวย่นและมีผมหงอกเป็นต้น ก็เกิดความสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง จิตใจของพระองค์จึงสงบตรงทันที พระองค์ทำจิตให้หยั่งลงในวิปัสสนา จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระโสดาบัน บนพระแท่นที่ประทับนั้นเอง
เมื่อพระวีตโสกราชกุมาร มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว เข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตในสังสารวัฏ ก็เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตในเพศคฤหัสถ์ กอปรกับบุญกุศลเก่า ที่พระองค์ได้สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ ได้ตักเตือนให้พระองค์คิดที่จะออกผนวช ต่อมาพระวีตโสกราชกุมารก็ได้ออกผนวช ในสำนักของพระคิริทัตตเถระ เมื่บวชแล้วก็ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา
หลังจากได้บรรลุธรรมแล้ว ก็ได้ระลึกนึกถึงสาเหตุ ที่ทำให้ท่านได้เข้ามาบวชได้บวรพระพุทธศาสนา จึงกล่าวอุทานขึ้นมาว่า "ช่างกัลบกเข้ามาหาเราด้วยคิดว่า จักตัดผมของเรา เราจึงรับเอากระจกเงาจากช่างกัลบกนั้นมาส่องดูตัวเอง ร่างกายของเรานี้ได้ปรากฏเป็นของว่างเปล่า ความมืดกับอวิชชาในกาย เป็นต้นเหตุแห่งความมืดมนต์ได้หมดสิ้นไป กิเลสทั้งปวงเราได้ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก กิจในพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว"
เราจะเห็นได้ว่า ใครก็ตามที่ได้ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุด มีพระคุณและอานุภาพไม่มีประมาณ ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใส ผลบุญอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณย่อมบังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เพราะพระพุทธองค์เป็นทักษิไณยบุคคลผู้สูงสุด เป็บปูชนียบุคคลที่ควรแก่การระลึกนึกถึงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการสั่งสมบุญที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธองค์ ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้นจะทำให้ชีวิตของบุคคลนั้น ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้นให้พวกเราหมั่นระลึกนึกถึงพระพุทธองค์ ด้วยจิตใจที่เลื่อมใส่ มีความเคารพยิ่งในพระรัตนตรัย แล้วผลบุญอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณก็จะบังเกิดขึ้นกับเรา จะทำให้เราได้กล่าวถึงพระรัตนตรัยภายในกันทุกๆ คนนะจ๊ะ