

การผจญภัยใดๆ ในโลก ที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายนานับประการ เมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏแล้ว ก็เเหมือนกับเอาก้อนกรวดเล็กๆ ไปเปรียบเทียบกับเขาพระสุเมรุ เพราะการเดินทางไกลในสังสารวัฏมีภัยรอบด้าน และต้องพบกับความไม่แน่นอนของชีวิต จะหาผู้ที่เวียนวนอยู่เฉพาะในสุคติโลกสวรรค์ และโลกมนุษย์อย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้นการให้ความปลอดภัยกับตัวเองในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ต้องรู้จักประคับประคองตนให้ตั้งมั่น อยู่บนเส้นทางแห่งอริยมรรค ซึ่งเป็นหนทางที่พระอริยเจ้าท่านดำเนินไปแล้ว เราจะได้ไม่หลงทาง ไม่รู้สึกเคว้งคว้างเปล่าเปลี่ยว เพราะเส้นทางนี้เป็นทางที่ปลอดภัยและมีความสุขใจที่สุด วิธีการดำเนินบนเส้นทางนี้คือ การทำใจของเราให้หยุดนิ่ง ฝึกฝนใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นประจำสม่ำเสมอ ดำเนินจิตเข้าสู่หนทางสายกลางภายใน แล้วเราจะได้พบกับที่พึ่งที่ระลึกภายใน คือพระรัตนตรัยนะจ๊ะ
มีธรรมะภาษิตที่ปรากฎในปาริฉัตตรวิมาน ความว่า
"ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ได้น้อมนำเอาดอกอโศก ซึ่งมีเกสรงามเลื่อมประภ้สสร มีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นดิฉันทำกุศลกรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึงปราศจากความโศกไม่มีโรค รื่นเริงบันเทิงในสวรรค์อยู่เป็นนิตย์"
นี่เป็นถ้อยคำยืนยันว่า ผลแห่งการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น ส่งผลให้ได้ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ทีเดียวนะจ๊ะ การยังใจให้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เท่ากับว่าเราได้นำใจของเราเข้าไปผูกไว้กับสิ่งที่ประเสริฐสุด จะทำให้ใจของเราผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ธรรมชาติของใจเมื่อคุณเคยกับสิ่งไหนแล้ว ก็จะแล่นไปหาสิ่งนั้น หากผูกพันกับสิ่งที่เลิศที่ประเสริฐสุด ใจของเราก็จะถูกยกให้สูงขึ้นตามไปด้วย และไม่ว่าเราจะสั่งสมบุญใด ที่เกลี่ยวเนื่องถึงพระองค์ แม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระชนชีพอยู่ หรือดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาลก็จะบังเกิดขึ้นกับเรา ส่งผลให้เรามีชีวิตที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองนับภพนับชาติไม่ถ้วน แม้ละโลกไปแล้วก็มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป เหมือนดังตัวอย่างที่หลวงพ่อจะได้นำมาเล่าสู่ลูกๆ ได้รับฟังกันในวันนี้นะจ๊ะ
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ เหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นเทพธิดาองค์หนึ่ง กำลังร่าเริงบันเทิงใจกับการร้อยทิพยบุพผาอยู่ในสวนนันทวัน มีเหล่านักฟ้อนห้อมล้อม ให้ความบันเทิงใจแก่นางอยู่ตลอดเวลา จึงเข้าไปถามถึงบุพกรรมที่นางได้ทำเอาไว้ ท่านไต่ถามว่า "ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์ปาริฉัตรหอมหวล น่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นมาลัยทิพย์ ขับร้องร่าเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์น่าฟังเปล่งออกมาจากอวัยวะน้อยใหญ่พร้อมๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวลญวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกๆ ส่วน เมื่อท่านไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับที่ท่านประดับไว้ตรงช้องผม เมื่อถูกลมพัดก็เปล่งเสียงไพเราะ คล้ายเครื่องเล่นดุริยางค์ ๕ อย่าง ประโคมขึ้นพร้อมกัน
อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียร เมื่อถูกลมพัดต้องเข้าแล้วก็กังวานไพเราะ แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผมก็มีกลิ่นหอมหวนน่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศดุจไม้สวรรค์ ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์. ดูก่อนเทพนารี ท่านได้ทำบุญอะไรเอาไว้ จึงได้อิฐผลที่น่าปรารถนาเช่นนี้"
เทพธิดาได้ฟังคำถามที่มาพร้อมกับคำชื่นชมจากพระเถระ ผู้เรืองฤทธิ์ก็ดีใจ ได้เรียนให้ท่านทราบว่า ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ใกล้กรุงสาวัตถี. นางเป็นเพียงหญิงหาฟืน เห็นต้นอโศกมีดอกบานสะพรั่ง จึงถือเอาดอกอโศจำนวนมากทำเป็นช่อ เดินมาตามถนนเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่บริเวณปะรำพิธี ซึ่งมีเศรษฐีใหญ่กำลังจัดแจงอาหารถวาย นางเกิดจิตเลื่อมใส จึงขออนุญาตท่านเศรษฐีเอาดอกไม้เหล่านั้น ปูลาดเป็นเครื่องลาดดอกไม้รอบอาสนะ ทำประทักษิณ ๓ รอบแล้วถวายนมัสการลาจากไป ถึงแม้ว่านางจะได้ทำการบูชาพุทธองค์เพียงครั้งเดียว แต่นึกถึงครั้งใดก็ให้รู้สึกปลื้มปีติทุกครั้งไป
ต่อมานางได้ถึงแก่กรรม ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร นางได้พาบริวารมาร้อยมาลัยดอกปาริฉัตร และฟ้อนรำขับร้องอยู่ที่สวนนันทวันเป็นประจำทุกวัน
เห็นไหมจ๊ะว่าใจที่เลื่อนใสดีแล้ว ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ไม่ว่าจะบูชาพุทธองค์ได้ดอกไม้เพียงไม่กี่กำ แต่ถ้าทำด้วยจิตเลื่อมใสและหมั่นนึกถึงบ่อยๆ ก็เป็นทางมาแห่งมาหากุศลที่จะนับจะประมาณมิได้ แล้วบุญจะส่งผลให้บุคคลนั้นเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปอย่างเดียว ซึ่งในวันนี้หลวงพ่อยังมีตัวอย่างผู้มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้จะปรินิพพานไปแล้ว แต่ผลแห่งความเลื่อมใสนั้น ส่งผลเป็นอจินไตย ให้บุคคลนั้นเสวยทิพยสมบัติอันโอฬาร แม้แต่ตัวเองก็ยังอัศจรรย์ในผลบุญที่เกิดขึ้น เพราะนึกไม่ถึงว่าผลบุญจะยิ่งใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ เรามาติดตามรับฟังกันเลยนะจ๊ะ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรู ได้นำพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระองค์ได้รับส่วนแบ่งมาสร้างพระสถูป อุบาสิกาชาวราชคฤห์คนหนึ่ง อยากบูชาพระสถูปของพระบรมศาสดา นางได้ไปเก็บดอกบวบขม ๔ ดอก ถือเดินลัดทุ่งหญ้าเพื่อมาบูชาพระสถูป โดยไม่ได้คำนึงถึงอันตรายในระหว่างทาง ขณะเดินไปก็มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เดินไปด้วยใจที่เบิกบาน ว่าจะได้บูชาบุคคลผู้เลิศที่สุดในโลก
ขณะนั้นโคแม่ลูกอ่อนวิ่งสวนทางมาอย่างเร็ว นางไม่ทันตั้งตัวหลบไม่ทัน จึงถูกโคควิดอย่างแรง ทำให้สิ้นชีวิตทันที ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานเหลืองทองสว่างไสว ได้ปรากฏกายพร้อมกับเทวรถ ข่มเทพธิดาทั้งหมดด้วยรัศมีที่สว่างไสวซึ่งเปล่งออกจากสรีระ มีเทพนักฟ้อนสองโกฏิครึ่งเป็นบริวาร ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น มีพระทัยพิศวงษ์เกิดอัศจรรย์ไม่เคยเห็นทรงดำริว่า "เทพธิดาท่านนี้ได้ทำบุญใหญ่อะไรเอาไว้หนอ จึงได้เทพฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทรงไต่ถามเทพธิดาว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้เจริญผู้มีผ้าเหลือง มีธงเหลือง ประดับด้วยเครื่องอลังการเหลือง มีกายลูบไล้ด้วยจันทน์เหลือง ทัดทรงดอกอุบลเหลือง มีปราสาทเหลือง มีที่นั่งที่นอนเหลือง มีภาชนะเหลือง ในหลวงมีฉัตรเหลือง มีรถ มีม้า มีพัดเหลือง ครั้งเกิดมนุษย์ในชาติก่อนเธอได้ทำบุญอะไรไว้ จึงได้เกิดมาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนี้"
เทพธิดาได้ฟังแล้วก็ปลื้มปีติ ที่จอมเทพได้ยกย่องนาง ท่ามกลางเหล่าเทพบุตรเทพธิดา จึงกราบทูลบุพกรรมที่ได้ทำเอาไว้ทุกอย่าง และได้กราบทูลต่อไปว่า "ถ้าข้าพระบาทได้มีโอกาสไปบูชาถึงพระเจดีย์ ทิพยสมบัติจะใหญ่โตมโหฬารมากกว่านี้หลายเท่า ข้าแต่จอมเทพ เพราะบุญกรรมนั้น ข้าพระบาทละกายมนุษย์แล้ว จึงมาอยู่ร่วมกับพระองค์"
ท้าวสักกจอมเทพ ครั้นได้สดับแล้ว ทรงอนุโมทนาบุญกับนาง ได้บอกกับมาตลีเทพบุตรว่า "ดูก่อนมาตลี ท่านจงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่าอัศจรรย์นี้ ไทยธรรมที่เทพธิดานี้กระทำแล้ว ถึงจะน้อยแต่ก็ได้บุญมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้าหรือในสาวกของพระองค์ก็ตาม ทักษิณาไม่ชื่อว่าน้อยเลย มาเถิดมาตลีแม้ชาวเราทั้งหลายก็ควรจะพากัน บูชาพระบรมธาตุของพระตถาคตเจ้าให้ยิ่งขึ้นไป เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ เมื่อพระตถาคตยังทรงพระชนอยู่ก็ตามเสด็จปรินิพพานแล้วก็ตาม เมื่อจิตเลื่อมใสเท่ากันผลบุญก็ย่อมมีผลเหมือนกัน"
พวกเราทุกคนก็เช่นเดียวกันนะจ๊ะ แม้ไม่ได้เกิดร่วมยุคสมัยกับพุทธองค์ แต่ก็ถือว่าเกิดในยุคที่พระธรรมคำสอนของพุทธองค์เจริญรุ่งเรือง เรายังมีพระบรมสารีริกธาตุ มีพระสถูปเจดีย์ซึ่งเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เอาไว้ให้มนุษย์และเทวากราบไหว้บูชา เพื่อเป็นเครื่องระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ให้หมั่นหาโอกาสไปกราบไหว้บูชาพระเจดีย์กันเป็นประจำ เป็นการฝึกผูกใจของเราไว้ กับบุคคลผู้บริสุทธิ์ที่สุด ใจของเราจะได้ผ่องใส จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง จะได้มีสุคติเป็นที่ไปกันทุกคนนะจ๊ะ
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)