เรามีเพื่อนแบบนี้ไหม? กัลยาณมิตร?

วันที่ 03 พย. พ.ศ.2558

เรามีเพื่อนแบบนี้ไหม? กัลยาณมิตร?

 

          สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วย พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแวะออกจากทางหลัก ทรงหยุดอยู่ตรงที่แห่งหนึ่งแล้วได้ทรงแย้มพระสรวลท่านพระอานนท์เห็นดังนั้นได้มีความคิดว่า เหตุอะไรหนอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระสรวล  ปกติพระตถาคตทั้งหลายจะทรงแย้มพระสรวลโดยหาเหตุมิได้นั้นไม่มี ท่านพระอานนท์จึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เหตุปัจจัยอะไรหนอ  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระสรวล

           พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์     เรื่องเคยมีมาแล้ว  ที่ประเทศนี้เคยมีนิคมชื่อเวภฬิคะ  เป็นนิคมมั่งคั่งและเจริญ    มีคนมากมีผู้คนอาศัยหนาแน่น แล้วพระองค์ก็ทรงระลึกชาติในหนหลัง ตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟังว่า ในสมัยนั้นเป็นสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ณ ตำบล บ้านเวภฬิคะ มีชายหนุ่ม 2 คนเป็นเพื่อนรักที่ต่างชั้นวรรณะกัน คนหนึ่ง ชื่อ ฆฏิการะเกิดในตระกูลช่างปั้นหม้อ อีกคนหนึ่ง ชื่อ โชติปาละเกิดในตระกูลพราหมณ์ชายทั้ง2มีอุปนิสัยในทางธรรมที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ฆฏิการะผู้ปั้นหม้อ นั้นเป็นผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก เขาได้ชื่อว่าเป็นอุปัฏฐาก ที่ดีเลิศของพระพุทธเจ้ากัสสปะ แต่โชติปาละนั้นเกิดในตระกูลพราหม์มีมานะมากในชาติกำเหนิดของตนจึงเป็นผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเลย เขาไม่เคยไปฟังธรรม ไม่เคยแม้แต่จะไปกราบพระกัสสปะพุทธเจ้าเลยทางฆฏิการะก็พยายามชักชวนอยู่เสมอ แม้ว่าความปรารถนาดีของเขาจะถูกปฏิเสธเสียทุกครั้งไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ฆฏิการะจึงออกอุบายชวนโชติปาละไปอาบน้ำยังท่าน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้กับพระอารามของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า พออาบน้ำชำระกายเป็นที่เย็นกายเย็นใจแล้ว ฆฏิการะก็กล่าวชวน โชติปาละว่า 
"โชติปาละไปเถอะ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัน พระอารามของพระองค์ท่านอยู่ที่ตรงนี้เอง" 


โชติปาละกล่าวตอบว่า 
"อย่าเลย เราไม่เห็นประโยชน์อะไรกับการที่จะได้เห็นสมณะโล้น สู้ไปเที่ยวยังจะสนุกเสียกว่า" 


ฆฏิการะก็บอกว่า 
"มีประโยชน์สิ เพราะการเห็นสมณะนั้นเป็นมงคล ไปกันเถอะ" 


        โชติปาละก็ปฏิเสธอีก ฆฏิการะจึงเดินเข้าไปจับมือของโชติปาละ โชติปาละสะบัดมือออก ฆฏิการะเปลี่ยนมาจับชายพกของโชติปาละ โชติปาละก็ดึงมือออกอีก 

          สุดท้ายฆฏิการะเห็นว่าชวนอย่างไรก็ไม่ไป ด้วยความจริงใจต่อเพื่อน จึงฉุดมวยผมของโชติปาละ เพื่อที่จะให้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ให้ได้ โชติปาละเป็นผู้สั่งสมบุญมาดี เมื่อโดนเพื่อนดึงมวยผม จึงคิดว่า
 "น่าอัศจรรย์จริงหนอ ฆฏิการะผู้เป็นเพียงช่างปั้นหม้อ กล้ามาดึงมวยผมเราผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพระพรหม ตามปกติเพื่อนของเราไม่เคยทำอย่างนี้ มีแต่ความปรารถนาดีต่อเรามาตลอด ไม่เคยชักชวนไปในทางที่ผิดเลย การไปพบ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงจะเป็นการดีเป็นแน่"   และด้วยอานุภาพแห่งกัลยาณมิตรดังนั้นโชติปาละจึงยอมไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

 

            เมื่อไปถึงพระอาราม ทั้งสองกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็นั่งในที่อันควรข้างหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงปฏิสันถารด้วยพระทัยที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาด้วยกระแสเสียงอันไพเราะ แสดงธรรมที่ไพเราะทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย หลั่งธรรมธาราให้รินไหลเข้าสู่กระแสใจของโชติปาละ โชติปาละได้ฟังธรรมแล้ว ใจของเขาก็ผ่องใส เหมือนคนที่เดินหลงทางอยู่ในทะเลทรายมาเป็นเวลานาน แล้วได้พบกับบ่อน้ำที่ให้ทั้งความเย็นกายเย็นใจ ใจของเขาดื่มด่ำในรสแห่งอมตธรรมยิ่งนัก แล้วด้วยใจที่ศรัทธาตั้งมั่นไม่คลอนแคลน โชติปาละจึงขอออกบวชอุทิศตนเป็นพุทธบูชาตลอดชีวิต

        แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงกล่าวกับพระอานนท์สืบไปว่าดูก่อนอานนท์ เธออย่าได้คิดเลยว่าเราคือ ฆฏิการะ บุรุษผู้มีความเห็นถูก แต่แท้ที่จริงแล้วเราคือ โชติปาละ บุรุษผู้มีความเห็นผิดคนนั้น แต่เนื่องจากเราได้คบหากับบุคคลอันเป็นยอดกัลยาณมิตร คือ ฆฏิการะ เราจึงได้กลับมาเป็นผู้มีความเห็นถูก ก้าวเข้ามาสู่หนทางแห่งการสร้างความดี มาสร้างบารมี จนกระทั่งบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ในที่สุดอานนท์ แม้เราตถาคตก็ยังต้องการกัลยาณมิตร เป็นผู้ชี้หนทางแห่งความดีให้ ดังนั้น เราจึงได้กล่าวกับเธอว่า "กัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์"

 

        ดังนี้แล้วบุคคลที่เตือนเราด้วยความปราถนาดี แม้เขาจะรู้ว่า เขาอาจเสี่ยงถูกเราผูกโกรธได้ แต่เขาก็ยังคอยเตือนเราในสิ่งที่ดี บุคคลเช่นนี้หาได้ยาก เป็นกัลยาณมิตรของเรา ต้องรักษาเขาไว้ให้ดี

 

 Total Execution Time: 0.00086295207341512 Mins