อยู่คนเดียว หรือว่าแต่งงานดี? ทางสองแพร่งของนิสิตหญิง

วันที่ 25 เมย. พ.ศ.2560

อยู่คนเดียว หรือว่าแต่งงานดี?ทางสองแพร่งของนิสิตหญิง,วาไรตี้,บ่ทความประจำวัน

 

อยู่คนเดียว หรือว่าแต่งงานดี?ทางสองแพร่งของนิสิตหญิง

 

 

วันนี้ผมมเรื่องของการมีแฟนในวัยเรียนมาฝาก

     น้องๆ ที่กำ ลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ขณะนี้ครับ ผม

                อยากให้ลองฟังความคิดของผมดูบ้าง เผื่อว่าจะได้อะไรดีๆ

 

          เนื่องจากว่า ในช่วงนี้ ค่านิยมเรื่องการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อหมู่นักศึกษาเหลือเกิน ทำ ให้หลายๆ คู่ก้าวเข้าคู่ประตูวิวาห์กันไปโดยที่พ่อกับแม่ทั้งสองฝ่ายไม่รับรู้ ซึ่งผมเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงน้องๆ เหล่านั้นไม่ได้ และก็รู้ลืกเห็นใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ขึ้นมาอย่างจับใจเลยทีเดียว

            ก่อนหน้านี้ ผมก็เคยคิดจะมีดรอบครัว แต่พอผมเห็นอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตมากเข้าแล้ว ผมจึงเชื่อว่า การอยู่คนเดียวมีความสุขที่สุด

      เพื่อนๆ ของผมหลายคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก็เลยแต่งงานกันไปหลายคู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีคู่ไหนไม่ทะเลาะกันล้กคู่ สุดท้ายก็ต้องมาทนกัดฟันกรอดๆ ฮึ่มๆ กันทั้งวัน มีน้อยคู่เหลือเกินที่จะสวีทหวานเหมือนนํ้าตาลเรียกพื่ได้ทุกวัน

      ส่วนอีกพวกหนื่ง หลังจากที่ค้านผมว่า ไม่จริง มันก็เดินหน้าหาคู่ชีวิตของมันต่อไป พอวันเวลาฝานไปหลายปี อายุใกล้จะเลยเลข ๓๐ แล้วก็ยังไม่เจอคนในฝืนลักที ตอนนี้ก็เลยชักจะไม่รอบคอบ เลือกผิดเลือกถูกหรือไม่ก็ไม่ท้นตูให้ดี แล้วก็ไม่สนอะไรเท่าไหร่ สนใจแต่ว่าจะริบแต่งเพื่อแข่งกับวัยเท่านั้นเอง

   ผมเห็นแล้วก็อดพิจารณาสังขารไม่ได้ พิจารณาเหมือนกับที่พระท่านพิจารณาผ้าบังสุกุลในงานศพนั่นแหละครับ ว่า

    "อนิจจา วะตะ สังขารๆ อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุป!]ชชีดดะวานิรุตขันติ เตสัง รูปสโม สุโข"

     แปลว่า สังขารทั้งหลายมีความไม่เที่ยงแท้ มีเกิดขึ้นและเฮึ่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบระงับสังขารเหล่านันเสียไดัเป็นความสุข

      ทำไมผมถึงคิดเช่นนั้น

     ก็เพราะว่าคนเราที่แต่งงานกันส่วนมากมันก็หลงเนื้อหนังมังสไของสังขารนี่แหละ พอเสือมโทรมเมื่อไหร่ก็เบื่อกันอีก

   ผมเห็นตรงนื้ ผมจึงได้ข้อคิดว่า

  ชีวิตของลูกผู้หญิงนี่ น่าเห็นใจครับ

  คีอผู้หญิงส่วนใหญ่คิดจะแต่งงานก็เพราะรู้สิกว่า ชีวิตขาดความมั่นคง พอมีผู้ชายสักคนที่สอบผ่านเงื่อนไขชีวิตของตนเองเข้ามา และสามารถทำให้ตนเองรู้สืกมั่นคงได้ ก็เลยคว้าตัวเอาไว้เป็นสามี ไม่ยอมให้จากไปไหน

     พอแต่งงานไปแล้ว ผู้หญิงส่วนมากก็เตรียมอนาคตไว้ ๒ อย่าง คือถ้าไม่ได้เป็นภรรยาหลวง ก็ต้องเป็นภรรยาน้อย เพราะโดยมากผู้ชายที่สร้างภาพพจน์ว่าตัวเองดี หญิงสาวก็มักจะติดกับดักแทบทั้งนั้น แต่พอแต่งงานไปแล้วจึงได้รู้ว่า ชีวิตคู่ของตนมีคนมาก่อนมาหลังเสิยแล้ว

    คราวนี้ สมมติว่าล้าได้ผู้ชายดีๆ สักคนมาเป็นสามีผู้จงรักภักดีต่อภรรยาของเขา คือเขาไม่คิดนอกใจไปมีใครอื่นล่ะ ก็ต้องมีลูกด้วยกัน

    ผู้หญิงก่อนจะได้เป็นแม่คน ก็ต้องเจอความเสี่ยงอีก นั่นคือ ลูกที่คลอดออกมา มี ๒ อย่าง ถ้าไม่ได้ลูกแข็งแรงปกติ ก็ได้ลูกพิกลพิการ

    ถ้าได้ลูกแข็งแรงก็รอดตัวไปอีกระดับ แต่ถ้าได้ลูกพิการ ก็เตรียมเป็นคนรับใช้ลูกไปชาติหนึ่ง

     เฮ้อ...ทุกข์จริงๆ น่าสงสาร เพราะถ้าเป็นแบบนี้ อนาคตของ

ครอบครัวก็มีสองทาง

      ทางแรกชีวิตครอบครัวก็ค่อนช้างจะขาดความภูมิไจในลูกไปเยอะโดยเฉพาะฝ่ายพ่อนั่นแหละเริ่มคิดจะหาทางออกแบบมีบ้านที่สองอีกแล้ว{เฉพาะบางบ้านนะครับ)

      ทางที่สอง ถ้าบ้านไหนรักลูก คิดว่าเป็นบุญกรรมทำร่วมกันมา ตั้งไจเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี เด็กก็มีสิทธิที่จะเติบโตมาสร้างความภูมิใจให้พ่อกับแม่ได้เหมีอนกัน

     อย่างไรก็ตาม ถ้าบ้านไหนไม่เจอปัญหาลูกพิการ ก็ถือว่าโชคดีไปคราวนี้ สมมติว่า คุณแม่คลอดลูกที่ร่างกายแข็งแรงมาเลี้ยงต่อไปก็พบว่า คุณแม่คนใหม่จะต้องไปเจอผลการเลี้ยงออกมา ๓ แบบ คือ

๑. เลี้ยงลูกได้ดี ได้ลูกเป็นมหาบัณฑิต

๒. เลี้ยงแบบเช้าช้างลูกเมื่อทำผิด สุดท้ายเลยได้มหาโจร

๓. เลี้ยงแบบสะเปะสะปะ ไม่มีความรู้ ก็เลยแล้วแต่บุญแต่กรรม

ของลูก ซึ่งโดยมากจะหัวปานกลาง

      ปัญหาที่ตามมาก็คึอ ล้าได้ลูกประเภทมหาบัณฑิต ทร้พย์สมบัติของพ่อแม่แม้จะน้อย แต่เขาก็สามารถบริหารไห้งอกเงยรํ่ารวยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาได้

     แต่ถ้าได้ลูกมหาโจร ถึงพ่อแม่เป็นเศรษฐี เดี๋ยวม้นก็ผลาญสมบัติเอาจนตระกูลล้มละลายจนได้

     ถ้าได้ลูกหัวปานกลาง ก็ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร ในการบริหารทร้พ่ย์สมบัติของพ่อแม่ท่ามกลางสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแบบนี้

      เท่านี้ยังไม่พอคร้บ สมมติว่าเลี้ยงลูกได้ดีล่ะ แต่ทว่ายิ่งเลี้ยงค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เพิ่มขึ้น แต่เดิมกินแค่ปากเดียว ก็ไม่ค่อยจะพออุตส่าห์แต่งงานกะว่า สองปากจะช่วยมาหาเลี้ยงได้พอขึ้น กลับยิ่งไม่พอเข้าไปใหญ่ แล้วยังมีปากที่สาม สิ ห้า คือลูกเพิ่มมาอีก ๓ คน ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวเกิดขึ้นมาแล้ว และถ้าบ้านไหนเคลียร์ตรงนี้!ม่ค่อยได้ สุดท้ายก็มักจะเกิดความรู้สิกว่า มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเอาเปรียบกันในที่สุด เมื่อหมดความอดทน ก็หย่าร้างกันไปทางใครทางมัน คนที่รับเคราะห์ก็คือลูก

       ส่วนมากฝ่ายผู้ชายก็ไปหาบ้านใหม่ ฝ่ายผู้หญิงก็หอบลูกไปเลี้ยงที่บ้านแม่ของตนเอง

       เมื่อมาถึงตรงนี้ฝ่ายหญิงจึงได้คิดว่าตอนแรกอยู่ลำพังตัวคนเดียวรู้สิกว่าชีวิตขาดความมั่นคง ก็เลยตัดสินใจมีคู่และแต่งงาน เพราะหวังจะได้ความมั่นคงจากฝ่ายชาย แต่เมื่อเหตุการณ์วันนี้เกิดขึ้นจึงได้รู้ว่า ความมั่นคงในชีวิต คือ การพึ่งตัวเองได้

"อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พิ่งแห่งตน"

        แต่ตอนนี้ก็มีลูกติดสอยห้อยตามมาอีก ๑-๓ คนแล้วไม่ใช่ตัวคนเดียวเหมีอนแต่ก่อน ก็ต้องล้กันต่อไป เพื่อสร้างฐานะความมั่นคงของครอบครัวด้วยตัวเองให์ได้ ผมก็ได้แต่ให้กำลังใจ และก็ได้แง่คิดมาว่าถ้าแต่งงานไปแล้ว ถึงแม้จะมีเงินล้าน ก็ชื้อปัญหาครอบครัวพวกนี้!ม่ได้เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์เตือนสติน้องๆ น้กคืกษาทั้งหลาย ที่กำ ลังจะทดลองอยู่ด้วยกันก่อนเวลาอันสมควร ถ้ามีปัญหาขึ้นมา มันไม่สนุกเลยไหนจะการเรียนของเรา ไหนจะพ่อแม่ของเรา ไหนจะอนาคตของเรา พิ่ขอเตือนว่า อย่าทำ รอให้ถึงเวลาก่อนดีกว่า เพราะชีวิตจริงๆ มันไม่หวานเหมีอนแรกรักตลอดไปหรอก

        เพราะฉะนั้นพอได้ฟังเพลง "เป็นโสดทำไม อยู่ไปก็เศร้าเหงาทรวงไม่คิดจะหาคู่ควง..." {ร้องว่าไงต่อ จำ ไม่ได้) ผมก็ให้นึกตลกไม่ได้ว่า ใครจะแต่งงานก็แต่งไปเถิด อยู่แบบนี้ดีกว่า สบายใจ ไปไหนก็คล่องตัวดีไม่ต้องมีปัญหาครอบครัวให้ปวดหัว ไม่ต้องรับผิดชอบใคร แค่ดูแลพ่อกับแม่ก็หมดเวลาแล้ว แถมมีเงินร้อยก็ได้ใช้ร้อย มีเงินพันก็ได้ใช้พันแล้วมันก็สบายใจกว่ากันเยอะเลย จะคิดอ่านอะไร ก็ไม่ไปติดไปตันอยู่ที่การมีครอบครัว เลยทำให้มองโลกไปได้กว้างไกล อิสระในความคิดกว่าคนอื่นๆ อีกเยอะเลยทีเดียว

 

 Total Execution Time: 0.0047930161158244 Mins