การบวชพระ ตอน 3 นานาเทศนา 

วันที่ 10 มิย. พ.ศ.2562

การบวชพระ ตอน 3 นานาเทศนา

พอทันทีที่บวชกิริยาท่าทางที่เคยเป็นอยู่ที่บ้านก่อนบวชก็จะถูกปรับปรุงด้วยเครื่องนุ่งห่มทำให้การยืนเดินนั่งนอนก็ต้องระมัดระวัง พอถึงเวลาอาหารก็ไปบิณฑบาต ไม่ได้มาหุงหา ได้มาก็ฉันในบาตก็ระมัดระวังการเอาแต่ใจตัวในเรื่องของการกินลดลงไปเยอะ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน และเพราะอย่างนี้แหละถึงได้รู้ว่ามนุษย์วันละ 2 มื้อนี่เหลือเฟือ แม้แต่การกินการอยู่ตามพระธรรมวินัยก็ฝึกนิสัยคนได้ จากนั้นเรื่องการหลับนอนยุคต้นพุทธกาลกุฏิไม่มีให้นะ อยู่โคนไม้ อยู่ในถ้ำ เหมือนหลวงปู่แต่ก่อน นอนโคนไม้ เดินธุดงค์ ท่านว่าฝนตก เปียกได้ก็แห้งได้ กลดไม่มี มุ้งไม่มี แล้วได้อะไร ได้ความระมัดระวังตัว ได้ความทรหดอดทน สารพัด เราว่าเราอยู่ในเมือง ลำบากแค่นี้ไม่ลำบาก ก็ฝึกตัวกันไป เพียงแต่เราได้ยินได้ฟังก็เกิดขึ้นในใจว่าเราลำบากแค่นี้ยังไม่ลำบากจริง

การนุ่งการห่มตามพระธรรมวินัย การกินการอยู่ตามพระธรรมวินัยแม้แต่การนั่งการนอนการอยู่อาศัยการอยู่โคนไม้บ้าง กระต๊อบบ้าง ตามถ้ำบ้างก็ได้แก้ไขนิสัยใจคอทำให้เราระมัดระวังตัวขึ้นมาเยอะ อุปกรณ์ต่างที่เราเคยพะรุงพะรังก็วางให้หมด ทำไมจะต้องเข้มงวดกวดขันแม้เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องหลับ เรื่องนอน แม้แต่หยูกยาทุกอย่าง เคี่ยวเข็ญกันหนักเลย ตรงนี้แหละเป็นหัวใจในการฝึกคน

 การกระทำทุกอย่างตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งกลับเข้านอน แม้เป็นเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นการทำกรรมนะ จะอาบน้ำ จะแปรงฟัน จะเคี้ยวข้าว ตักข้าวเข้าปาก อาบน้ำ อาบท่า แม้การถูเนื้อถูตัว ก็ถือว่าเป็นการทำกรรม ก็มีกรรมดีกรรมชั่วติดอยู่ตรงนี้ด้วย  แม้อาบน้ำอาบท่าก็ต้องถูตัวก็ถือว่าเป็นกรรม

กรรมการแบ่งเป็น 2 ประเภทคือกรรมดี กรรมชั่ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับใครแต่ก็เป็นกรรมดีกรรมชั่วติดไว้ด้วย  อาบน้ำถูตัวเกลี้ยงเกลี้ยง เกลี้ยงก็เป็นกรรมดีเป็นรากฐานของสุขภาพที่ดี  หากถูตัวไม่ค่อยเกลี้ยง ตัวของตัวยังถูไม่เกลี้ยง ไม่ทำตัวให้สุขภาพดี แล้วเรื่องอื่นไม่มักง่ายไปหมดเหรอ

เคี้ยวข้าว ข้าวของเราตักเข้าปาก กินกับใครหรือกินคนเดียวก็ตามทีก็มีกรรมดีกรรมไม่ดีในการเคี้ยวข้าวนั่นแหละ มียังไง ความจริงสุขภาพควรขึ้นอยู่กับการเคี้ยวข้าว เพราะอาหารที่เข้าปากไปนั้นแม้แต่คุณภาพดีขนาดไหนก็ตามที ใครเคี้ยวข้าวไม่ละเอียดคน

คนนั้น สุขภาพยากจะดี โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหาร ยากที่จะหลีกเลี่ยงพ้น อาหารทุกคำ มีการย่อยการบดอยู่2อย่าง 1.บดหยาบด้วยฟัน 2.การย่อยอยู่ที่ลำไส้กับกระเพาะ การทำงานของกระเพาะลำไส้ใช้การบีบตัว หากเคี้ยวหยาบลำไส้จะทำงานหนักนาน แม้นอนหลับใช้เวลาเท่าคนอื่นแต่อวัยวะภายในยังทำงานอยู่จะทำให้เพลีย

แค่มักง่ายเคี้ยวข้าว เพาะนิสัยขี้เกียจขึ้นมาได้ ง่วงหงาวขึ้นมาได้ และเรื่องเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารก็เกิดขึ้นได้  โดยเฉพาะพวกเราที่ทำสมาธิเคี้ยวซะให้ละเอียดอีก4-5คำจะอิ่มแล้วขอให้หยุดได้จริง ๆ หยุดอย่างนี้แล้วจะนั่งสมาธิดี ถ้ากินจนกระทั่งอิ่มให้รู้ว่าเรากินมากเกินไปแล้ว อีก4-5คำจะอิ่มให้ดื่มน้ำจะกำลังพอดีจะทำให้ไม่ง่วง

หลับตาไม่ถูกส่วน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่สังเกต ยังจัดเป็นกรรมชั่วเลย แต่เป็นกรรมชั่วส่วนละเอียด มองไม่ออกว่าเป็นกรรมชั่ว ต่อเมื่อไร ไม่ห่วงทรัพย์สิ่งของ ไม่ต้องห่วงหมู่ญาติ ไม่ต้องห่วงการงานทั้งหลาย เดี๋ยวใจจะนิ่ง ใจจะใส แล้วมันจะเห็นว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งกลับเข้านอน โอกาสมันมีการทำกรรมดีกรรมชั่วอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแปรงฟันให้เกิดบุญก็ทำได้ แปรงฟันให้เกิดบาปก็ทำได้ แปรงฟันก็แปรงฟันเบาๆไปให้มันสะอาดแล้วก็พิจารณาไปด้วย ร่างกายคนมันก็แค่นี้นะ เราว่าฟันสวยแต่จริง ๆมันก็แช่ในน้ำลายทั้งวัน แล้วมันสวยจริงเหรอ ปากเราว่ายิ้มสวย แล้วในปาก ตักข้าวใส่ปาก แล้วคลายออกมา ให้เอาเข้าปากอีกเอาไหม แล้วเราจะเริ่มเห็นว่าตัวของเราความสกปรกอยู่ในตัวอยู่ ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็ผลิตความสกปรกตลอดเวลา ให้เห็นว่าตัวของเราสกปรก อย่าหลงตัวเองว่าหล่อว่าสวยเลย เอาเวลามานั่งธรรมะดีกว่า

เพราะฉะนั้นการบวชเป็นการพัฒนาตนเองอย่างเข้มงวดกวดขัน ใครมาเข้มงวดให้?ตัวเองนี่เอง! บวชแล้วตัวเองได้บุญก็ตรงนี้ พ่อแม่ที่ลาโลกไปแล้วก็มีบุญกรวดน้ำไปให้ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านทำบุญด้วยตัวเองได้ก็มาวัด ทำบุญด้วยมือด้วยตัวของท่านเอง ใจมันจะเป็นบุญเป็นกุศลอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการบวช ตัวเองก็ได้บุญ พ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาปู่ย่าตาทวด มีชีวิตอยู่ก็ได้บุญ โดยที่เราไม่ต้องกรวดน้ำให้ ถ้าลาโลกเรากรวดน้ำไปให้ท่านก็ได้บุญ มันได้บุญกันหลายชั้นอย่างนี้

 

https://www.youtube.com/watch?v=a73xDQnAjM4