เรื่องสว่าง ณ กลางใจ

วันที่ 08 สค. พ.ศ.2562

สว่าง ณ กลางใจ

              แรงบันดาลใจที่ทำให้ข้าพเจ้าอยากเล่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๒๙ ได้พบผู้คน ๓ ราย รายแรก เป็นเวลาตอนบ่ายในท้ายฤดูฝน  มีเสียง "กิ๊งก่อง" ดังขึ้นในบ้าน แสดงว่ามีคนมาหา ข้าพเจ้าเดินไปเปิด
ประตู เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านยืนอย่างสำรวมอยู่เบื้องหน้า ไม่ทราบจะทักทายท่านด้วยคำพูดอย่างไร เพราะดูเหมือนจะไม่เคยรู้จักท่านมาก่อนเลย

              ขณะที่กำลังลังเลเพราะนึกถึงเรื่องที่น้องชายสั่งไว้ว่า "พี่ พี่ ระวังบ้างนะ เดี๋ยวนี้มีคนยากจนไปจากทางจังหวัดแถวที่ผมอยู่ โกนหัวปลอมเป็นพระเก๊เที่ยวเดินขอเรี่ยไรตามบ้าน ถ้ามีโอกาสบางทีมันก็จี้ปล้นเอา"
 

                ข้าพเจ้ามองดูพระภิกษุรูปนี้ ไม่มีลักษณะคนทางภาคนั้น แววตาของท่านแสดงความปีติยินดีอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ายิ้มละไม เหมือนได้พบผู้เป็นที่รักใคร่นับถือที่อยากพบ อิริยาบถสำรวมเหลือเกิน ใจของข้าพเจ้าตัดสินได้ทันทีว่า "นี่ไม่ใช่พระเก๊" จึงนิมนต์ท่านเข้ามานั่งในห้องรับแขก แล้วก้มลงกราบที่พื้นตามนิสัยของข้าพเจ้าที่ชอบแสดงความยินดีกับผู้ซึ่งนับเป็นอุดมเพศ เป็นเพศสูง คือเพศชายซึ่งมีสิทธิ์บวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนาได้ในยุคนี้ส่วนเพศหญิงหมดสิทธิ์

                 จากการบวชเป็นพระภิกษุณีเสียแล้ว เพราะมีพระธรรมวินัยว่า การบวชพระภิกษุณีต้องบวชโดยมีพระภิกษุทั้งสองฝ่าย คือ พระภิกษุและภิกษุณี เป็นพยานที่เรียกว่าเป็นพระนั่งอันดับดังที่เรารู้จักกัน เมื่อในสมัยนี้ไม่มีพระภิกษุณีเหลืออยู่ ทำให้การบวชพระภิกษุณีพลอยทำไม่ได้ไปด้วย เพศหญิงอาภัพขนาดนี้ ดังนั้นพอเห็นพระภิกษุที่ใด  ข้าพเจ้าจะกราบไหว้  ชื่นชมยินดีกับท่านในฐานะที่ท่านมีมหาโชคมหาลาภ  ได้

อานิสงส์จากการบวชถึง ๖๔ กัป โดยที่ผู้หญิงอย่างเราหมดสิทธิ์
 

                  "อาตมาดีใจมากที่สุดที่ตามหาบ้านโยมอาจารย์จนพบ"  พระภิกษุรูปนั้นกล่าวขึ้น และท่านคงจะเห็นท่าทางของข้าพเจ้าแสดงอาการงุนงงสงสัย พูดอะไรไม่ถูก ทำหน้าตาพิกลอยู่ ท่านจึงยิ้มเล็กน้อย
แล้วกล่าวว่า
                   "โยมอาจารย์จำอาตมาไม่ได้มั้งเนี่ย อาตมาคือ เด็กชายจ๋องกรอด ของโยมไงล่ะ อาตมาบวชเป็นพระแล้ว คนที่อาตมาคิดถึงมากที่สุด หลังจากบวชแล้วคือโยมอาจารย์ เพราะโยมทีเดียว อาตมาจึงมีโอกาสมีชีวิตสร้างบุญกุศลยังงี้"

 

คำว่า "จ๋องกรอด" เตือนความทรงจำทั้งมวลของข้าพเจ้าในชีวิตนี้ ข้าพเจ้าตั้งชื่อเด็กไว้คนหนึ่ง เพียงคนเดียวเท่านั้น ว่าชื่อจ๋องกรอด  แล้วก็มีคนเรียกตามข้าพเจ้าอีก ๒-๓ พันคน แม้แต่แม่ของเด็กเองก็เลิกเรียกชื่อเก่าของลูก มาเรียก จ๋องกรอด ตามชื่อที่ข้าพเจ้าตั้ง เวลานี้จำไม่ได้เสียแล้วว่า ชื่อเล่นที่แม่ของเด็กตั้งไว้เดิมนั้นชื่ออะไร แต่ชื่อจริงดูเหมือน จะชื่อ "สันติ" ซึ่งเป็นชื่อที่ข้าพเจ้าพอใจด้วยจึงไม่คิดเปลี่ยนชื่อจริงของเขาอีก
 

ประวัติของ "จ๋องกรอด" ในเวลาที่ข้าพเจ้ารู้จักมีดังนี้   ปีนั้นเป็นปี พ.ศ.๒๕๑๐ ข้าพเจ้ายังมีอาชีพรับราชการ ได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนใกล้ๆ ทางท่าเรือคลองเตย  ในสมัยนั้นถือกันว่า บริเวณย่านนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนสร้างใหม่
แห่งนั้น ข้าพเจ้าจึงมักไปถึงที่ทำงานแต่เช้าก่อนใครๆ

 

วันนั้น ข้าพเจ้าไปแต่เช้าเช่นปรกติ พอก้าวเท้าเข้าประตูโรงเรียนสายตามองไปที่ถังทิ้งขยะก่อนสิ่งอื่น เพราะแทบทุกเช้าสุนัข ชอบรื้อค้นถังขยะหกเลอะเทอะ และข้าพเจ้าจะต้องเรียกภารโรงมาจัดการเก็บให้เรียบร้อยก่อนเด็กนักเรียนจะมาถึง ครั้งนี้ถังขยะไม่หกคะเมนเหมือนวันอื่น ข้าพเจ้ามองดูข้างๆ ถังแล้วคิดว่า เป็นสุนัข ตัวหนึ่งนอนขดตัวหลับเงียบอยู่จึงคิดว่า..อ้อ วันนี้ยังไม่คุ้ยนะ หลับเงียบเชียว ยังเช้าอยู่รึไง

 

คิดแล้วก็เหลียวหาไม้เล็กๆ ได้อันหนึ่ง ไม่ใช่คิดจะไปตี แต่จะเอาไปเคาะที่พื้น ขู่ให้สุนัขหนีไป พอเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย ก็ต้องนึกต่อไปอีกตามสายตาที่มองเห็น..โธ่ถังเอ๊ย เป็นหมากลางถนน ไม่มีคนเลี้ยง อดอยากจะแย่แล้ว ยังไม่พอ นี่ยังเป็นขี้เรื้อนหนังกลับเสียทั้งตัวทีเดียวรึนี่ ดูสิตัวไม่มีขนเลย มีแต่แผลน้ำเลือดน้ำเหลืองเยิ้ม คงจะเกาจนหนังถลอกปอกเปิกหมด..
 

ข้าพเจ้าเกิดความสงสารขึ้นมา คิดอยากจะให้คนงานเก็บอาหารที่เหลือจากโรงครัวของโรงเรียน มาเลี้ยงพวกสุนัขจรจัดหรือแมวพเนจรบ้าง แต่พอนึกถึงเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ก็ต้องเลิกล้มความคิดเพราะนักเรียนของเรามีเป็นพันๆ คน หากมีหมาบ้าแมวบ้า เด็กๆ จะได้รับอันตราย อีกประการหนึ่ง ยิ่งเลี้ยงไว้ ผู้คนชาวบ้านรู้เข้าจะยิ่งเอามาปล่อยเดี๋ยวก็ออกแม่แผ่ลูกกันเต็มโรงเรียน จะเอาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงไหว
 

เมื่อตัดสินใจจะเอาไม้ไปเคาะที่พื้นไล่ให้หนีไป จึงเดินเข้าไปใกล  แล้วก็ต้องตกใจ ภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่สุนัข แต่เป็นเด็กชายคนหนึ่ง ไม่สวมใส่เสื้อผ้า ผอมหัวโต อายุประมาณ ๖-๗ ขวบ ตามตัวเต็มไปด้วยแผลด้วยฝี
เลือดและน้ำหนองน้ำเหลืองเกรอะกรัง ตั้งแต่หัวถึงเท้า โดยเฉพาะที่หัว แผลเป็นเต็มไปหมด เส้นผมที่มีอยู่เล็กน้อยก็ติดแน่นกับหนังศีรษะด้วย น้ำเหลืองที่แห้งกรังนั้น

 

เด็กนอนขดอยู่ด้วยความหนาวเย็นของอากาศตอนเช้าฤดูฝน  จึงมองเป็นก้อนกลมๆ คล้ายสุนัขนอนขด ข้าพเจ้าจับตัวเขย่าเรียกให้ลุกขึ้น แกแสดงอาการตื่นตกใจเตรียมจะวิ่งหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงพูดอ่อนโยนจากใจจริง จึงยืนชะงักอยู่
 

"ทำไมหนูมานอนอยู่นี่ล่ะจ๊ะ นี่ไม่ใส่เสื้อผ้าเลย ไม่หนาวหรือ"
เมื่อพูดคุยปลอบโยน จนเด็กหายกลัวแล้ว เด็กจึงบอกข้าพเจ้าว่า มาคอยอยู่ที่ถังขยะ เพราะอีกสักครู่นักเรียนจะพากันมาโรงเรียน  เด็กบางคนมีของกินติดมือมากินตอนเช้า เศษที่เขาทิ้งที่ติดใบตอง หรือ
ถุงพลาสติกนั่น แกจะได้เก็บกิน

 

ข้าพเจ้าพูดไม่ออก หลังจากพาไปกินข้าวที่โรงครัวของโรงเรียนจนอิ่มแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอเสื้อผ้าชุดที่เก่าที่สุดของลูกคนงาน ๑ ชุด โดยสัญญาว่าวันรุ่งขึ้นจะซื้อไปใช้คืนให้ พอสายหน่อย จึงจับเด็กอาบน้ำฟอก สบู่ด้วยตนเอง ไม่กล้าใช้ผู้อื่น เพราะเนื้อตัวเด็กน่าเกลียดและสกปรกมาก เสร็จแล้วจึงใช้ยาเหลืองทาตามแผลให้จนทั่วตัวสั่งว่า
 

"หนูต้องมาหาครูทุกวันนะ ครูจะใส่ยาให้ ตอนมาให้เอาหม้อมาใส่ข้าวด้วย ครูจะให้ข้าวหนูไปกินที่บ้าน"
วันรุ่งขึ้นเด็กมาหาข้าพเจ้าตามที่สั่ง ครั้งนี้พาพี่สาวมาด้วยอีกคนหนึ่ง อายุแก่กว่าประมาณ ๓ ปี นุ่งผ้าถุงตัวเล็กสั้นๆ เก่าจนมองไม่รู้ว่าเป็นสีอะไร ผมเผ้ารุงรังเต็มไปด้วยเหา ไม่ใส่เสื้อ ที่น่าสังเวชเป็น
ที่สุดอีกอย่างคือ มีตาเพียงข้างเดียว บอดเสียข้างหนึ่งรูปร่างผอมโซเหมือนน้อง

 

คราวนี้ข้าพเจ้าเหลืออดเหลือทนจริงๆ หลังจากให้อาหาร ที่เหลือใส่หม้อไปแล้ว ก็ขอตามไปดูถึงบ้านเด็ก ครั้นเห็นที่อยู่ถึงกับพูดไม่ถูก เพราะเรียกว่าบ้านไม่ได้ พื้นที่นั่งทำด้วยเศษไม้ที่แม่ของเด็กขโมยไปจากงานก่อสร้างของโรงเรียนนั่นเอง รวมทั้งสังกะสี ๕-๖ แผ่นบนหลังคา ไม่มีฝาบ้าน ด้วยเหตุที่ปลูกอยู่ในน้ำครำตรงซอกบ้านคนอื่น จึงอาศัยฝาบ้านของผู้อื่นช่วยบังบ้านของตน มีหม้อข้าวเพียงใบเดียว เตาถ่านพังๆ หนึ่งเตา บ้านนี้ไม่มีมุ้ง

เด็กทั้งคู่อยู่กับมารดา บิดาทิ้งไปตั้งแต่เด็กคนเล็กยังอยู่ในท้องแม่ อาชีพที่แม่ทำเลี้ยงลูกคือช้อนลูกน้ำ ใน
น้ำเน่ารอบๆ บ้าน และบริเวณใกล้เคียงย่านนั้น เพื่อนำไปขายที่ร้านขายปลาเงินปลาทองที่ตลาดสมัยนั้นราคากระป๋องนมละ ๓-๔ บาท เป็นตัวลูกน้ำแท้ๆ ต้องกรอง ไม่ให้มีน้ำติด ฉะนั้นวันหนึ่งๆ จะหาได้ อย่างมาก
ประมาณ ๒-๓ กระป๋องนม จึงไม่สามารถหาเงินซื้อมุ้งมาใช้กางนอน ต้องแบ่งเงินรายได้ประจำวันซื้อยาจุดกันยุงวันละ ๑ บาท จุดตั้งแต่เข้านอน เมื่อหลับไปแล้วยาจะหมดเมื่อใดก็แล้วไป ยุงจึงกัด เด็กทุกคืนจนตามตัวเป็นแผลพุพองดังที่เล่าไว้

 

ข้าพเจ้าจำได้ว่า ได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้ไปหลายประการ เรื่องของใช้ เรื่องมุ้ง เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว ตลอดจนกระทั่ง ไปขอร้องให้ที่ว่าการอำเภอแจ้งเด็กลงทะเบียนบ้านของโรงเรียน ตั้งแต่เกิดแม่ไม่เคยแจ้งเกิดตามกฎหมาย เด็กจึงไม่มีสิทธิ์เข้าเรียน ต่อมา ข้าพเจ้าเอาเด็กเข้าเรียน และเนื่องจากพบปัญหาเด็ก
ขาดแคลนอีกเป็นจำนวนมากรายด้วยกัน จึงได้ริเริ่มหาทุนช่วยนักเรียน


ตั้งแต่นั้นมาเด็กที่ข้าพเจ้าเห็นครั้งแรกนึกว่าเป็นสุนัขขี้เรื้อนคนนี้ ข้าพเจ้าเรียกเขาด้วยความเอ็นดูว่า "จ๋องกรอด" เพราะผอม และเดินจ๋องๆ ทำตาเซื่องๆ ซื่อๆ น่าสงสาร เมื่อมีชีวิตสบายขึ้น มีอาหารเหลือจาก โรง
อาหารของโรงเรียนกินทุกวัน นอนในมุ้ง มีผู้ทายาแผลพุพองให้จนหาย

 

เด็กจึงมีรูปร่างสมบูรณ์ผิวพรรณผ่องใสขึ้น ข้าพเจ้าให้มาเข้าเรียน ทั้งครูและเพื่อนๆ พากันเรียกชื่อเด็กตามข้าพเจ้าไปหมดทุกคน จ๋องกรอด ชอบแอบมามองดูข้าพเจ้าทุกเช้า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงโรงเรียน เพียงข้าพเจ้ายิ้มด้วย เรียกทักชื่อเขา ถามสารทุกข์สุกดิบไม่กี่คำ เขาก็จะยิ้มแย้มด้วยความสุขใจและกลับไปเล่นกับเพื่อนๆ ต่อ จนเรียนชั้นสูงขึ้นเป็นผู้ใหญ่เข้า จึงไม่ค่อยมาเฝ้าดูข้าพเจ้าอีก


ในสมัยยังเล็กๆ นั้น ถ้ามีสิ่งใดขาดเหลือ เขาจะมาพบข้าพเจ้า แต่จะไม่ออกปากขอ ต้องรอให้ถูกซักก่อนว่ามีสิ่งใดที่ต้องใช้ จึงจะค่อยๆบอกด้วยความเกรงใจ ต่อมา ครูประจำชั้นเห็นเด็กเป็นคนขี้เกรงใจ ให้ซื้อหนังสือหรืออุปกรณ์ใดๆ ก็ไม่ค่อยทันเวลา ครูจึงเลยเป็นผู้เบิกแทนเสียเอง
 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำประวัติของจ๋องกรอดได้แม่นเป็นพิเศษ เวลานั้นมีพายุไต้ฝุ่นพาฝนมาตกหนักในกรุงเทพมหานครถึง ๔ วัน ๔ คืน แม้พายุจะเลิกพัดไปแล้ว ในห้องเรียนของจ๋องกรอด เพื่อนๆ ทุกคนมา
กันครบ ขาดไปแต่จ๋องกรอดและพี่สาว ครูประจำชั้นรายงานให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าจึงชวนเขาไปยังที่อยู่ของเด็กด้วยกัน ปรากฏว่าน้ำท่วม เต็มไปหมดเข้าไปไม่ได้ จ๋องกรอดลุยน้ำออกมาพบพร้อมกับมารดา
อธิบายให้ข้าพเจ้าทราบว่าน้ำท่วมจนหาลูกน้ำไปขายที่ตลาดแทบไม่ได้ จึงต้องให้ลูกทั้งสองคนขาดโรงเรียนช่วยกันหาช้อนลูกน้ำ แต่กระนั้น


ก็ยังไม่ได้เงินพอซื้อข้าวสารกินในแต่ละวัน ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า
"พรุ่งนี้ให้ลูกไปโรงเรียน เรื่องข้าวสารไม่ต้องห่วง ครูจะฝากให้มากับจ๋องกรอด"
ขณะที่พูด ข้าพเจ้าก็นึกถึงว่าจะนำข้าวสารจากบ้านตนเอง พร้อมทั้งเครื่องกระป๋อง ไข่ ปลาเค็ม ที่มีอยู่แบ่งมาให้ก่อน

ต่อจากนั้นจึงค่อยให้การช่วยเหลือระยะยาว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และคนรู้จัก ได้ข้าวสาร ๒-๓ กระสอบ ของแห้งของเค็มตามสมควร ได้อนุเคราะห์เพิ่มอีกหลายครอบครัว
 

แต่สำหรับจ๋องกรอด ที่ต้องจำได้จนเดี๋ยวนี้ เพราะวันที่ข้าพเจ้า นำข้าวสารจากที่บ้านประมาณครึ่งถัง ไข่ดิบ ๑๐ ฟอง ของแห้งอีกบางอย่าง ให้เด็กกับพี่สาวนำกลับบ้านนั้น ทั้งคู่เกิดหกล้มระหว่างทาง ข้าวสาร ไข่ดิบ และของอื่นๆ ตกลงในน้ำเน่าสกปรกสูญเสียไปหมดสิ้น

วันนั้นครอบครัวเขาต้องอดข้าวไปตามเคย วันต่อมาเมื่อข้าพเจ้ารู้ข่าว ครั้งนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนถือด้วยมือของตนเองไปวางไว้จนถึงในที่เก็บข้าวสาร เวลาครูบางคนถาม ข้าพเจ้าจะตอบเขาไปว่า
คุณรู้มั้ย เรื่องของกรรมนั้นมีอานุภาพรุนแรงนัก ถ้าเคยเบียดเบียน เช่น คดโกง ขโมยของคนอื่นเค้าไว้ กรรมมาทันเข้า ทำให้ต้องลำบากอดอยากแล้ว แม้เราจะสงสารหยิบยื่นสิ่งใดๆ ให้ เขาก็กินก็ใช้ไม่ได้ ต้องมีอันเป็นไปให้ต้องอดอย่างกรณีนี้แหละ ให้เด็กไปเด็กก็ต้องหกล้ม ข้าวของหล่น อดกันหมดทั้งบ้าน แต่เมื่อพี่ (หมายถึง ตัวข้าพเจ้า)เป็นคนเอาไปให้ พี่อธิษฐานว่า ด้วยบุญของพี่ ขออย่าให้พี่เห็นครอบครัวนี้อดอยาก ขอให้เขาได้กิน เพื่อพี่และพวกเราจะได้ดีใจ เขาจึงได้กิน

 

พี่น้องคู่นี้ได้ทุนเล่าเรียนเหมือนเด็กที่ขาดแคลนรายอื่นๆ ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น เมื่อจบชั้นสูงสุด พี่สาวออกไปช่วยมารดาประกอบอาชีพรับจ้างในร้านขายของส่วนจ๋องกรอดเป็นเด็กมีนิสัยดี เรียนเก่ง ไปสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งสอบได้ที่ดี ข้าพเจ้าจึงทำหนังสือราชการขอความช่วยเหลือไปยังสถานศึกษาแห่งนั้น ขอทุนให้เด็กได้เรียนต่อ ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดี

ในระยะที่จ๋องกรอดไปเรียนที่อื่นแล้ว มีโอกาสว่างยังกลับมาเยี่ยมข้าพเจ้า ดูเขาไม่ลืมช่วงชีวิตที่เขาได้รู้จักและเล่าเรียนอยู่กับข้าพเจ้าถึง ๗ ปี กระทั่งเวลาต่อมา เมื่อข้าพเจ้าออกจากราชการ เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลยนับกว่า ๑๐ ปี
 

มาเห็นในบัดนี้ จ๋องกรอดของครู เธออยู่ในเพศสมณะอันสำรวมเรียบร้อย ครั้งก่อนพบกัน เธอต้องกราบครูทุกครั้ง ครั้งนี้ครูต้องเป็นฝ่ายกราบเธอ ครูเต็มใจกราบคารวะเธอเป็นที่สุด..

จากนั้นเราได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ในชีวิตระหว่างเวลาที่จากกันสู่กันฟัง  เมื่อจ๋องกรอด เรียนจบชั้นมัธยมสูงสุดแล้ว ไม่มีทุนเรียนชั้นสูงต่อ จึงได้ออกมาประกอบอาชีพเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งมีรายได้พอเลี้ยงมารดา และเหลือเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ในพรรษานั้นปี ๒๕๒๙ จึงเอาเงินที่เก็บไว้มาให้มารดาจัดงานบวชให้ตน และเหลืออีกส่วนหนึ่งให้มารดาไว้ใช้เลี้ยงชีวิตในระหว่างที่ลูกชายบวช ในระยะที่ทำงานได้

จ๋องกรอดไม่ยอมให้มารดาช้อนลูกน้ำขายอีก เพราะจำคำขอร้องที่ข้าพเจ้าเคยพูดไว้ ก่อนที่เราจะจากกันในครั้งเขาย้ายโรงเรียนว่า เมื่อใดมีอาชีพบริสุทธิ์เลี้ยงตัวและแม่ ขอให้แม่อยู่ให้สบาย อย่าให้หากินในทางบาปอย่างที่ทำอยู่ คือช้อนลูกน้ำบ้าง ให้คนมาตั้งวงเล่นไพ่ในที่อยู่บ้าง เพื่อเก็บ"ค่าต๋ง" พอตำรวจรู้พากันมาจับ คนเล่นก็ต่างคนกระโจนวิ่งหนี บางครั้งถึงกับที่อยู่อาศัยแคบๆ นั้นพังระเนระนาดต้องซ่อมกันเป็นวัน
 

เมื่อบวชแล้ว ได้ย้อนกลับไปที่โรงเรียนเดิม เพื่อสอบถามที่อยู่ของข้าพเจ้าจากครูเก่าๆ เมื่อรู้ว่าข้าพเจ้ากลับไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อเลี้ยงดูบิดา ก็หมดหวัง ต่อมา ได้พบคนรู้จักข้าพเจ้าอีกคนหนึ่งเขาบอกว่าบิดา
ของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว จึงได้เสี่ยงมาดูบ้านที่อยู่บางยี่ขัน และได้พบข้าพเจ้า

 

หลังจากคุยกันเรื่องความเป็นอยู่ในชีวิตแล้ว เราก็ได้สนทนาธรรมกันอีกหลายเรื่อง ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ท่านกล่าวในที่สุดว่า "อาตมาได้เรียนหนังสือก็เพราะความช่วยเหลือของโยมอาจารย์ ได้บวชก็เพราะนึกถึง สมัยเป็นนักเรียนอยู่กับโยม โยมสอนอาตมาและเพื่อนๆ ให้ฝึกสมาธิ อาตมารู้ว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องดีงาม โยมอาจารย์ จึงเอามาสอนลูกศิษย์ จำได้มาตลอดเวลา เมื่อมีโอกาสจึงขออนุญาตโยมแม่บวช มามีปัญหาตอนนี้ ตรงที่อาตมาบวชแล้วมีศรัทธามากชีวิตเป็นสุขจริงๆ ไม่อยากสึกหาลาเพศอีกเลย แต่เงินที่ให้โยมแม่ไว้
เป็นจำนวนไม่มาก ถ้าไม่คิดสึกก็ไม่มีใครเลี้ยงโยมแม่ พี่สาวก็มีรายได้น้อยแต่งงานไปกับคนจนๆ ด้วยกัน มีลูกอีก ๒-๓ คน ช่วยเลี้ยงแม่ไม่ได้โยมแม่จึงมีแต่อาตมาเท่านั้น"


ข้าพเจ้าต้องนิ่งอั้น คราวนี้จนปัญญา นึกถึงเรื่องพระภิกษุ องค์หนึ่งใน สมัยพุทธกาล ท่านบิณฑบาตเลี้ยงโยมบิดามารดาได้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ แต่เมื่อสอบถามการบิณฑบาตของท่านจ๋องกรอด เห็นว่าได้น้อยมาก พอเพียงสำหรับท่านเองเท่านั้น คงจะไม่พอถึงโยมแม่ ทั้งผู้คนสมัยนี้มีความเป็นอยู่ที่จำเป็นหลายอย่าง
เครื่องอุปโภคบริโภคล้วนแต่ต้องใช้เงินซื้อทั้งสิ้น จึงต้องขอให้ท่านตัดสินใจเอง แต่ขอร้องว่า แม้ต้องสึกหาลาเพศออกมา ขอให้อยู่ใน ศีลธรรมโดยเฉพาะให้มีศีล ๕ เป็นประจำ ถึงจะอยู่ในแดนคนจน มีปัญหาสารพัดอย่างที่เป็นอยู่ ก็ขอให้คงความเป็นเพชรไว้ เมื่อใดมีโอกาสถูกใครหยิบขึ้นมาล้างโคลน ก็ให้ส่องประกายเจิดจ้าดังเดิม ขอให้หลีกเลี่ยงการคบเพื่อนเลวๆ ให้มากที่สุด

 

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๒ ปีผ่านไป พระภิกษุ "จ๋องกรอด" ของข้าพเจ้าได้หายไป ยังมิได้กลับมาเยี่ยมกันอีก ท่านอาจจะสึกจากมณเพศแล้ว  ครูขอภาวนาให้จ๋องกรอดของครู จงมีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข ปฏิบัติตนอยู่ในครรลองที่ดีงามสร้างสมแต่กุศลกรรมไปให้ตลอดรอดฝั่งจนชั่วชีวิต การที่กลับมาให้ครูเห็นชายผ้าเหลือง ครูก็ถือว่าดอกไม้ที่ครูปลูกไว้ออกดอกแล้ว ถึงจะรอนานหน่อยถึง ๑๙ปี แต่ดอกสีเหลืองก็งามเบิกบาน สว่างไสวอยู่กลางใจครูมาจนถึงกระทั่งทุกวันนี้จ้ะ..

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

* ชื่อเรื่องเดิม จ๋องกรอด