ชีวิตเป็นของน้อย

วันที่ 21 กพ. พ.ศ.2563

ชีวิตเป็นของน้อย

            สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกใบนี้ ล้วนต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งหมด อุปมาเหมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นจากขอบฟ้า ก็บ่ายหน้าที่จะอัสดง ทุกๆ ชีวิตก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครที่จะสามารถรอดพ้นจากอำนาจของมัจจุราชไปได้ดังพุทธวจนะที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในขุททกนิกายว่า


อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ
โก ชญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครนฺเตน

มหาเสเนน มาจฺจุนา.


ความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้
เร่าร้อน บุคคลพึงกระทำในวันนี้ ใครจะพึงรู้ว่า
ความตายจักมีในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัด
เพี้ยนต่อมัจจุราช ที่มีเสนามารใหญ่ ย่อมไม่มีฯ

 


           พุทธดำรัสนี้ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้พุทธบริษัทสี่ ให้รีบสั่งสมบุญกุศลกันให้เต็มที่ ให้ใช้วันเวลาที่ผ่านไปอย่างมีคุณค่าด้วยการปรารภความเพียร เพราะความตายไม่มีนิมิต ไม่สามารถที่จะกำหนดวันเวลาและสถานที่ตายได้ เราปรารถนาจะตายตอนเช้าตอนเย็นเองก็ไม่ได้ เพราะในอดีตชาติที่ผ่านมา เราเคยประมาทพลาดพลั้งไปกระทำความชั่วอะไรไว้บ้าง เราเองก็ไม่สามารถระลึกชาติย้อนกลับไปดูความผิดพลาดของเราได้


             ดังนั้นในขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่นี้ จึงไม่ควรประมาท อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า ให้รีบขวนขวายในการสั่งสมบุญกุศลกันให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้เราสามารถที่จะออกแบบชีวิตของเราได้ เมื่อละโลกไปแล้วเราไม่สามารถที่เรียกร้องอะไรได้ ยิ่งอายุ
ของมนุษย์ในยุคนี้แล้วสั้นนิดเดียวแค่ ๗๕ ปีเท่านั้น เดี๋ยวก็วันเดียวก็คืน


           อดีตชาติของพระบรมโพธิสัตว์สมัยที่ท่านยังสร้างบารมีอยู่ ท่านเป็นศาสดามีชื่อว่า อรกะ  ท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์ อุปมาชีวิตเป็นของน้อย เอาไว้ว่า


๑. หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมาย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนหยาดน้ำค้าง ฉันนั้นเหมือนกัน


๒. เมื่อฝนตกหนัก หนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนฟองน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน


๓. รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน


๔. แม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกลกระแสเชี่ยวพัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มันจะหยุด แต่ที่แท้แม่น้ำมีแต่ใหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้นเหมือนกัน


๕. บุรุษมีกำลัง อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้นแล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนก้อนเขฬะ ฉันนั้นเหมือนกัน


๖. ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกระทะเหล็ก ไฟ เผาตลอดทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้นเหมือนกัน


๗. แม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่าย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่า ใกล้ความตาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกัน


               อายุของมนุษย์ในยุคนี้สั้นนิดเดียว เมื่อเทียบกับยุคสมัยของมนุษย์ที่มีอายุยืนถึงหมื่นปี แสนปี ล้านปี จะยกตัวอย่างอายุมนุษย์กับอายุของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์


               ในครั้งสมัยพุทธกาลมีเทพบุตรองค์หนึ่ง ชื่อว่ามาลาภารี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ออกจากวิมานไปพร้อมกับนางอัปสรพันหนึ่ง เข้าไปยังสวน นางเทพธิดาแบ่งกันออกเป็น ๒ กลุ่ม  กลุ่มละ ๕๐๐ องค์ กลุ่มหนึ่งขึ้นบนต้นไม้ เลือกเก็บดอกไม้โยนมาให้เทพธิดา อีกกลุ่มหนึ่ง ๕๐๐ องค์ที่อยู่ข้างล่าง เพื่อเก็บเอาดอกไม้ไปประดับมาลาภารีเทพบุตร มีเทพธิดาองค์หนึ่ง ได้จุติบนกิ่งไม้มาปฏิสนธิในเรือนตระกูลหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี


                เมื่อนางเจริญเติบโตขึ้นก็ระลึกชาติได้ว่า เราเป็นภริยาของมาลาภารีเทพบุตร อยู่ที่สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ พอนางอายุได้ ๑๖ ปี ก็แต่งงานไปอยู่กับตระกูลสามี เมื่อนางได้กระทำบุญอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการถวายสลากภัต ปักขิกภัต  และวัสสาวาสิกภัต นางก็จะพูดว่า บุญที่ข้าพเจ้ากระทำในครั้งนี้ ขอจงส่งผลให้ได้ไปบังเกิดบนสวรรค์อยู่ร่วมกับสามีด้วยเถิด นางกระทำบุญอะไรก็ตาม ก็จะอธิษฐานจิตอย่างนี้ นางอยู่ร่วม
กับสามีที่โลกมนุษย์มีลูกด้วยกันถึง ๔ คน


               มีอยู่วันหนึ่ง นางได้ล้มป่วยด้วยโรคบางอย่าง เมื่อละโลกแล้ว นางก็ได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปอยู่ร่วมกับมาลาภารีเทพบุตรตามเดิม สมความปรารถนาที่นางได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในครั้งที่เป็นมนุษย์


               เมื่อมาลาภารีเทพบุตรเห็นเข้า ก็ถามนางว่า  “เธอหายหน้าไปไหนมา ตั้งแต่เช้า” เทพธิดาก็
ตอบว่า “ดิฉันจุติลงไปเกิดยังโลกมนุษย์” เทพบุตรฟังแล้วก็สงสัยเป็นอย่างยิ่ง ใคร่อยากรู้ จึง

 


               ถามว่า “ที่เธอพูดมานี้ จริงหรือ" เทพธิดาก็ตอบว่า “เป็นความจริง” เทพบุตรอยากรู้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ ก็ถามต่อว่า “อายุมนุษย์ตอนนี้เท่าไร” เทพธิดาก็ตอบว่า “แค่ ๑๐๐ ปีเอง”


               เทพบุตรอยากรู้อีกจึงถามต่อว่า “พวกมนุษย์มีอายุกันแค่นี้ ได้ทำบุญกันบ้างหรือไม่  หรือมัวแต่ประมาทกันอยู่” เทพธิดาก็ตอบว่า  “พวกมนุษย์ประมาทกันเนืองนิตย์ เหมือนกับตนเองมีอายุตั้งอสงไขย จะไม่แก่ไม่ตายกัน”


                 อายุมนุษย์ในยุคครั้งพุทธกาล ๑๐๐ ปี ก็แค่หนึ่งวันหนึ่งคืนของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น อายุชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์  ก็ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี เมื่อเทียบภพมนุษย์ก็ได้ ๓๖  ล้านปี ๑ โกฏิก็ ๑๐ ล้านปี


                  แต่อายุของมนุษย์ในขณะนี้โดยเฉลี่ยแค่ ๗๕ ปีเท่านั้น คิดแล้วก็สั้นนิดเดียว นึกแล้วใจหาย ถ้ามัวแต่ประมาท หลงใหล เพลิดเพลินไปกับอำนาจของกิเลส และมัวแต่หลงใหลกันไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ หลงลืมไปกับการทำมาหากิน  ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวันอย่างไร้ค่า เกิดมาในชาตินี้ชีวิตก็สูญเปล่า


                 เพราะการได้อัตภาพความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ได้โดยยากอย่างยิ่ง แต่ชีวิตของบุคคลบางคนที่เกิดมาแล้วเห็นคุณค่าชีวิตของตนเอง จึงดำเนินชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวันด้วยความไม่ประมาท หาทรัพย์มาได้ก็เอามาสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และใช้จ่ายในการดำรงชีวิตหล่อเลี้ยงสังขารตนเอง นี้แหละคือชีวิตที่งดงามของบัณฑิตนักปราชญ์ ผู้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท


                 บุคคลมีชีวิตอยู่วันเดียว แต่ได้สร้างบุญกุศล ก็ดีกว่าบุคคลที่เกิดมามีอายุถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่ได้สร้างความดีอะไรไว้เลย ส่วนคนที่ประมาท ไม่ได้สร้างบุญกุศลไว้ ได้แต่กระทำความชั่ว เมื่อละโลกไป ก็ต้องไปเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิอย่างยาวนาน ชีวิตหลังความตาย เป็นชีวิตที่ยาวนาน เมื่อไปเสวยสุขก็เสวยสุขอยู่
อย่างยาวนาน

 Total Execution Time: 0.0028359651565552 Mins