ต้นรักดอกโศกกับมรรคมีองค์8

วันที่ 30 เมย. พ.ศ.2563

ต้นรักดอกโศกกับมรรคมีองค์8


                เรื่องนี้ ข้าพเจ้าเขียนจากชีวิตจริงของผู้ที่ข้าพเจ้ารู้จักผู้หนึ่ง ครั้งแรกเจ้าตัวไม่ยอม แต่เมื่อข้าพเจ้าพูดว่า
 

               "คุณไม่ยอม เพราะชีวิตคุณทำเรื่องเลวเรื่องชั่ว เรื่องน่าอาย ไว้มากใช่ไหม"
 

                อีกฝ่ายยอมรับ ข้าพเจ้าจึงพูดต่อไปว่า "ก็ทำไมไม่เอาชีวิต น่าขายหน้าพวกนั้นมาเล่าเป็นตัวอย่างให้คนอ่านได้ประโยชน์ ได้ข้อคิดเตือนใจ คุณก็จะได้บุญในฐานะให้ธรรมเป็นทานไงเล่า"


                  พอพูดถึง "ธรรมทาน" เขาจึงตกลงเล่าเรื่องชีวิตของเขาให้ข้าพเจ้า


                  เริ่มจากชีวิตวัยหนุ่มที่เพิ่งสำเร็จจากมหาวิทยาลัย เข้ารับราชการ และถูกส่งไปทำงานต่างจังหวัด มีรายได้ดีทั้งจากเงินเดือนและเงินพิเศษ ที่ทำงานส่วนตัว เขาจึงใช้ชีวิตหนุ่มเสเพลเต็มที่ และก็เป็นธรรมดาที่จะมีผู้หญิงมารักมาชอบด้วย ซึ่งก็มีอยู่หลายคนทีเดียว แต่เขาได้ตกลงปลงใจรักใคร่เป็นพิเศษกับหญิงรุ่นน้องคนหนึ่งที่จบมาจากสถาบันเดียวกัน ซึ่งจนบัดนี้เขายังถือว่า วันเวลาเก่าๆ เหล่านั้นเป็นความสุขที่สุดในชีวิตของเขา มีความอบอุ่นเข้าอกเข้าใจกันอย่างดีที่เขาไม่เคยได้จากใครมาก่อน


                 สุขอยู่ได้ไม่นานนัก ชายหนุ่มทราบว่า สตรีนั้นเคยมีชายอื่นมาก่อนตน เกิดความเสียใจ และไม่ยอมเข้าใจ ไม่ให้อภัย ขาดเมตตาจิต ทำให้ความรักและการอยู่ด้วยกันสิ้นสุดลง
 

                 นี่คือความคิดเห็นผิดๆ เป็นความรักที่ถือเอาประโยชน์ตนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ถือเอาความสุขของคนที่เรารักเป็นใหญ่ ความรักระหว่างเพศจึงเป็นความเห็นแก่ตัวโดยตรง สตรีคนนั้นมิใช่ทำความผิดในระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน เป็นความพลาดพลั้งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะรู้จักกันและก็เลิกรากันแล้ว มายึดถือเป็นความผิดของฝ่ายหญิงได้อย่างไร


                 เมื่อไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่เห็นอริยสัจ ๔  รู้ว่าความรักเป็นทุกข์ ความทุกข์มาจากตัณหา อยากได้ตามที่ตนชอบใจ ไม่รู้ว่าความยึดมั่นในตัวตนเป็นอุปาทานทำให้ทุกข์เกิด ไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นของไม่เที่ยง ชายหนุ่มจึงยึดมั่นถือมั่นในคุณสมบัติของหญิงคนรักว่า ต้องเป็นคนโสดบริสุทธิ์มาก่อน เมื่อไม่เป็นดังที่หวังและไม่มีสัมมาทิฏฐิว่า รูปขันธ์ในขันธ์ ๕ นั้นเป็นของไม่คงที่แน่นอน เปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ทนอยู่ในสภาพเดิม และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร เราไปยึดมั่นถือมั่น จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง รูปร่างหรือแม้จิตใจของสตรีนั้นก็ตกอยู่ในไตรลักษณ์  จริงอยู่เมื่อก่อนเป็นของคนอื่น ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นของตน ต่อไปก็ยังไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นของใคร จึงไม่ควรยึดมั่นเกินกว่าเหตุ ถ้ามีความคิดเห็นตามจริงนี้เสียตั้งแต่ครั้งนั้น ชีวิตของชายหนุ่มอาจสุขสบายตามวิสัยชาวโลกตลอดมาแล้วก็ได้


                   ชายหนุ่มที่ข้าพเจ้าเอาเรื่องของเขามาเล่าอยู่ขณะนี้ เป็นคนมีความเห็นไม่ถูกต้อง ยึดมั่นในตัวตน เห็นว่าตนเองดีกว่าฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายหญิงเป็นคนมีมลทินกับชายอื่นมาก่อน ไม่คู่ควรเป็นภรรยาคนแรกถูกต้องตามกฎหมายและประเพณีทางสังคม การถือว่าตนดีกว่า เท่ากัน  หรือต่ำกว่าผู้อื่น เป็นความเห็นผิด เพราะเมื่อไม่มีตัวตนเสียแล้ว จะเอาสิ่งใดไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ผู้อื่นเองก็ไม่มี
 

                เมื่อมีความคิดเห็นคือทิฏฐิผิดเสียแล้วดังนี้ ความดำริผิดก็เกิดตามต่อมา ความดำริแปลง่ายๆ ก็หมายถึงความคิดถึง ทิฏฐิแปลว่าคิดเห็น  ดำริแปลว่าคิดถึง


                ดำริผิดก็คือคิดถึงเรื่องผิดๆ ที่ไม่สมควร คิดถึงเรื่องกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสทางกายประสาท คิดถึงเรื่องความพยาบาท ความพยาบาทนี้พูดง่ายๆ หมายถึงความคิดแค้น คือ โกรธกรุ่นอยู่ในใจ ไม่ยอมเลิกรา โดยปกติความโกรธทั่วไป เกิดขึ้นวูบวาบเป็นครั้งคราวแล้วก็หาย แต่ความพยาบาท โกรธแล้วไม่หาย โกรธกรุ่นครุ่นแค้น คิดให้อีกฝ่ายที่ตนโกรธพินาศด้วยอาการต่างๆ แบกคนที่ตนโกรธไว้ในใจตลอดเวลา ใจไม่ยอมไปคิดถึงเรื่องอื่น ลักษณะใจอย่างนี้เรียกว่าพยาบาท


                นอกจากดำริเรื่องกาม เรื่องพยาบาทเป็นดำริผิดแล้ว ดำริผิดประการที่ ๓ คือ วิหิงสา ความคิดเบียดเบียน คิดทำร้าย เช่น พอมีใครมาขัดผลประโยชน์ หรืออิจฉาเขา ก็คิดกลั่นแกล้ง เบียดเบียน ทำร้าย กระทั่งถึงคิดฆ่าให้ตาย
 

                 ชายหนุ่มในเรื่องพูดกับข้าพเจ้าว่า
 

                "ตอนนั้น ผมไม่รู้จักเรื่องทางศาสนาเลย ไม่รู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมเป็นพุทธศาสนิกชนตามทะเบียนบ้าน อย่างที่คุณป้าว่าจริงๆ ครับ พูดโกหกแท้ๆ ไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาแม้แต่ ศีล ๕ ข้อ ก็ท่องได้ไม่หมด ปฏิบัติไม่ได้สักข้อเดียว เมื่อไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จัก มันก็เหมือนคนตาบอด มองไม่เห็นว่าหนทางอยู่ที่ไหน ก็ต้องเดินเดาสุ่ม ซึ่งมักเป็นทางเดินผิดๆ ตลอด เรื่องนี้ผมก็ผิดอีก ไม่รู้จักสัมมาสังกัปปะ
ความดำริชอบ ก็คิดถึงในเรื่องผิดๆ คิดเรื่องกาม เมื่อมีเมียคนแรกไม่ได้ดังใจ ถึงเธอจะนิสัยดีแต่เมื่อไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สมความคิดฝันของผม  ผมก็พาลงอแงเลิกกับเธอ แล้วคิดหาคนใหม่มาแทนคนเดิม จะหาให้ได้ดั่งในความคิดฝัน"


                 "น่าสงสารจังนะ นี่แหละความไม่รู้ ภาษาพระเค้าเรียกว่า อวิชชา ไม่รู้อะไรตามความเป็นจริง ไปรู้เอาตามความลวง รักนั้นมันทุกข์ทั้งนั้น รักใครมันก็ทุกข์ รักคนที่เค้าเคยเป็นของคนอื่นมาก่อน คุณคิดว่า คุณเป็นทุกข์ เข้าใจผิดๆ ว่าถ้าหาผู้หญิงดีๆบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยเป็นแฟนใครมาเลย คุณคงได้สุขสมใจ คิดยังงี้ มันก็เข้าทำนองเอาขี้หมามาล้างขี้ไก่แหละน้า..." ข้าพเจ้าบ่นแก้เซ็ง


                 "ครับ นี่ถ้าผมรู้เหมือนเดี๋ยวนี้นะครับว่า ความดำริที่ถูกต้องคือ ต้องดำริออกจากกาม ผมถูกกามทำทุกข์ให้แล้ว ได้บทเรียนนิดหน่อย น่าจะรีบถอนตัว หนีไปให้พ้นให้ห่างจากกาม ผมช่างโง่อย่างที่คุณป้าตำหนิจริงๆ กลับรีบแสวงหากามใหม่เอามาล้าง มันยิ่งกว่าขี้หมาล้างขี้ไก่  มันเป็นขี้ที่เหม็นที่สุดเลยครับเดี๋ยวนี้น่ะ " ฝ่ายเจ้าของเรื่องยอมรับว่า  ตนเองโง่อย่างเต็มใจ ข้าพเจ้าบอกให้เล่าเรื่องชีวิตของเขาต่อ


                "ผมคิดอยากได้ผู้หญิงดีๆ บริสุทธิ์ผุดผ่องมาเป็นภรรยาคู่ชีวิต แทนคนแรกที่ผมขอเลิกกับเธอมา ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหา ไม่รอเวลาเลยครับ คิดว่าความรักเนี่ยมันแทนกันได้ง่ายๆ ผู้หญิงคนไหนๆ ก็คงเหมือนกันหมด คือพอเป็นเมียคนแรกของเราแล้ว เค้าก็ต้องรักต้องเอาใจเรา ตามใจเราวันยังค่ำ พอมีคนปรนนิบัติถูกใจผมก็คงลืมคนแรกไปเอง " เขาเล่า


                    ข้าพเจ้ารู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที เพราะข้าพเจ้ายังไม่หมดกิเลส  และก็เป็นผู้หญิง ต้องโต้ตอบแทนเสียหน่อย


                   "แหมคิดว่าผู้หญิงเป็นตุ๊กตารึไง ไม่มีหัวใจเลยซีนะเนี่ย อยากจะให้เป็นยังไงต้องเป็นยังงั้น ได้หยั่งใจมั้ยล่ะ ทีตัวเองละก็ แสบยังไงไม่ว่า ตัวเสียหาย แต่จะให้อีกฝ่ายดีเลิศเลออย่างเดียว อย่างนี้มันต้องเจอไอ้ที่สะใจโก๋หน่อย.."


                   "คุณป้าคร้าบ..ไม่ต้องลุ้นหรอกคร้าบ..ยิ่งกว่าสะใจซะอีก ไม่รู้จะพูดยังไงถูกเลยคร้าบ.. ผมรู้จักเค้าตั้งแต่ตอนเรียนหนังสืออยู่ด้วยกันใน 'หาลัย (มหาวิทยาลัย)" เค้าเป็นคนสวยมาก มีคนชอบเค้าหลายคน พอผมสมัครเข้าแข่งขันกับหนุ่มคนอื่นๆ มันก็มัน ( สนุก) จริงๆ ความอยากเป็นคนชนะ ผมก็ใช้ฝีมือเต็มที่ พูดยกยอเอาอกเอาใจ ชวนไปรับประทานอาหารด้วยกัน เธอยังกำลังเรียนอยู่ (ปริญญาโทนอกเวลา) ผมก็ช่วยเธอค้นตำรับตำราทำวิทยานิพนธ์"


                  ผู้เล่าทำตาเป็นประกายไปด้วยขณะพูดถึง สตรีซึ่งปัจจุบันคือภรรยา คงจะจำภาพ สมัยวัยสาวอันน่ารักของเธอ ข้าพเจ้าจึงพูดแซวไปว่า


                  "นึกถึงความหวานชื่นตอนนั้นเหรอ.. มันกี่ปีแล้วล่ะ ทำตาหวานไปด๊าย ลองนึกถึงหุ่นตอนนี้ซี ปิ๊งขนาดไหน ของปัจจุบันต้องนึกถึงบ่อยๆ ไปนึกถึงของในอดีตนั่นมันผ่านไปแล้วทำไม เอาคืนมาไม่ได้"


                     อีกฝ่ายหัวเราะแหะๆ พร้อมทั้งยืนยันว่า


                   "คุณป้าครับ.. เค้าสวยจริงๆ นะครับ ไม่เชื่อคุณป้าถามเจ้าหมอนี่ดูซีครับ เค้าเคยเห็น" พูดพร้อมกับชี้ให้เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยคนหนึ่งเป็นพยาน


                   "เอ๊อ..ป้าก็ไม่ได้ขัดคอซักหน่อยว่าสวยรึไม่สวย เวลานั้นน่ากลัวยอเค้าซะเกินจริงไปเลยใช่มั้ยล่ะ..ยอด้วย โม้ด้วย แถมยังพูดข่มคู่ต่อสู้อื่นๆ ไปในตัวซะด้วย.." ได้ทีข้าพเจ้าก็รวบรัดขัดจังหวะ ถือโอกาสอนอีกคนที่นั่งฟังอยู่ด้วย

 

                 "ครับ ครับ ครับ ผมทำหมดทุกอย่างตามที่ป้าว่าเลย ทำไม คุณป้ารู้ล่ะครับ"
ข้าพเจ้าไม่ตอบคำถาม แต่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำของชายหนุ่มคู่สนทนาว่า


                 "เวลานั้นคุณไม่มีอริยมรรคข้อสัมมาวาจาอยู่เลยเป็นประจำ  การเจรจาชอบ คือการพูดจาที่ถูกต้อง เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด  พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ ดูเหมือนจะเหลืออย่างเดียวคือพูดคำหยาบ  ที่คุณไม่ได้ทำ นอกนั้นอีก ๓ อย่างทำหมด เค้าสวยน้อยคุณก็ต้องว่าสวยมาก เค้าทำอะไรธรรมดาคุณก็ว่าดีเลิศ เค้าทำอะไรผิดพลาด คุณก็ว่าเป็นธรรมดา คุณเห็นเค้าเป็นปลา คุณมีแต่หน้าที่ยกยอ (ยอเป็นเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง) เพื่อให้เธอพอใจคุณ นั่นมันมุสาเต็มประตูเลย พูดไม่จริง ไม่ต้องมาทำปากหมุบหมิบคิดอยากเถียงว่าคุณมุสาอย่างนั้น  ไม่น่าผิดมากเพราะทำให้อีกฝ่ายสบายใจ  ป้าจะบอกให้นะ มันผิดจ้ะ เพราะเมื่อเธอหลงเชื่อคุณ คิดว่าตนเอง สวยเลิศกว่าใคร เกิดการหลงตัวเอง ดูถูกผู้อื่น พอดูถูกคนอื่นเท่านั้น มีเรื่องทำผิดเกิดขึ้นในนิสัยได้อีกหลายเรื่อง ป้ามีตัวอย่างนะคะ  ป้ามีคนรู้จักอยู่คนนึง ตอนนี้อายุตั้งหกสิบกว่าปีแล้ว ตอนสาวๆ เคยมีหน้าตาสวยหน่อย คนโน้นชมคนนี้ชม เลยต้องเป็นคนแต่งหน้าแต่งตัวเก่ง  เพื่อให้ได้รับคำชมบ่อยๆ พอแก่เฒ่ามาเข้าวัดแล้ว รู้อยู่ว่าร่างกายเป็นของต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย ความสวยงามนั้นไม่จีรัง ยั่งยืนอะไร แต่เพราะความที่คุ้นเคยแต่การได้รับคำชมเอาไว้มาก ละการแต่งเนื้อแต่งตัวไม่สำเร็จ ยังต้องแต่งให้สวยอยู่นั่นแล้ว ทีนี้มันขัดกัน คือถ้าเป็นคนชาวโลกทั่วไปก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา แต่พอมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังพอกเครื่องสำอางเพียบอยู่อย่างนั้น คนก็เลยสงสัย ว่าเข้าวัดเพื่อละกิเลส หรืออะไรกันแน่


                เพราะฉะนั้น ที่คุณยอแฟนคุณไว้เสียโอเว่อร์ (เกินจริง) มันก็ทำให้เค้าหลงตัวเอง เห็นคุณเป็นไอ้ขี้เหร่ไม่คู่ควรกับเค้าไปซะหรอก"


               "แหม คุณป้าพูดจริงทุกอย่างเลย เค้าดูถูกผมตั้งแต่วันแต่งงานเลยครับว่าไม่คู่ควรกับเค้า ทั้งขี้เหร่ทั้งยากจน ทั้งที่ผมก็มีเงินเดือนพอๆกับเค้าน่ะแหละ.."
 

               เขารับคำพร้อมทั้งจะพูดระบายอารมณ์ต่อ ข้าพเจ้าก็ตัดบทว่า


              "เดี๋ยวๆ ให้ป้าสวดคุณให้จบเสียก่อน (สวดหมายถึงตำหนิ)  หมดเรื่องมุสาไปแล้ว ทีนี้ก็เรื่องส่อเสียดแหละนะ คุณก็ทำไว้เพียบ" อีกฝ่ายมองหน้าข้าพเจ้าอย่างฉงนใจ


               "ก็คุณบอกป้าแล้วไง ว่าคู่แข่งขันของคุณมีหลายคนส่วนมากมันก็เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกันมาก่อน เจ้าคนไหนมีเบื้องหลังยังไง คุณก็เอามาถล่มให้เธอฟัง (ถล่มหมายถึงติเตียนอย่างแรง) เสียหายนิดเดียว  ก็ระบายสีให้มันเต็มที่จนหาดีไม่ได้ มันจะเป็นสัมมาวาจาได้ยังไง ใช่มั้ย"


                 อีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ อย่างยอมรับ "คุณป้าเนี่ยพูดยังกับตาเห็นผมถล่มไว้จริงๆ มันก็ต้องสู้กันทุกรูปแบบ เค้าก็ถล่มผมไว้เหมือนกัน ไม่น้อยหรอกครับ ทีนี้เรื่องเพ้อเจ้อเล่าครับ มีตอนไหน"


                "โธ่ ทำนึกไม่ออกไปได้ เวลาผู้หญิงผู้ชายกำลังอยู่ระหว่างจีบกันน่ะคุณ มันเพ้อเจ้อตั้งแต่เริ่มพบกันจนแยกกันกลับบ้านนั่นแหละ มีมั้ยที่คุณเห็นคนเค้ารักกัน นั่งอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างนั่งเฉยเป็นตุ๊กตาหินน่ะ  เห็นมีแต่คุยกันจ้อ ไปฟังใกล้ๆ เถอะ เรื่องไร้สาระทั้งน้าน.. นี่นะเมื่อวาน ผมไปทางชิดลมมา ตั้งใจจะไปซื้อกระเป๋าถือใบที่คุณเคยชี้ให้ผมดูว่า คุณชอบ แต่ไปไม่ถึง รถมันติดตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง เดี๋ยววันหลังผมจะไปใหม่...
นั่นคุยเรื่องเพ้อเจ้อด้วย โกหกด้วย เพราะไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อให้เลย
  ไม่มีเงินพอ รถก็ติดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ว่าพูดเอาใจแสดงว่าคิดถึงฝ่ายหญิงอยู่ตลอดเวลา"


               "ถ้าอย่างนั้น ประจำเลยครับ เจอกันเข้าผมโม้แหลกทุกครั้ง ให้เธอเข้าใจว่า ในหัวใจของผมเรียกหาแต่เธอคนเดียว" ฝ่ายนั้นยอมรับ


                "นั่นแหละ ป้าถึงว่าไม่ใช่สัมมาวาจา ที่คุณยังเว้นผรุสวาจา กล่าวคำหยาบไว้ เพราะเวลานั้นในใจคุณมีแต่ราคะ ซึ่งอันที่จริงคือโลภะ มันก็ต้องใช้มุสาส่อเสียด เพ้อเจ้อ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ส่วนผรุสวาจา มันมาจากโทสะ ความโกรธ ต้องมาเอาใช้ตอนตอนน้ำผึ้งขมนั่น จริงมั้ยตอนนี้มีใช้กันมั่งแล้วยัง"


                 ทั้งเสียงของชายหนุ่มและของเพื่อนหัวเราะอย่างขบขันประสานกันครื้นเครง พูดเหมือนนัดกัน


               "เพียบเลย คุณป้าจะเอาคำหยาบชนิดไหนล่ะครับ.."


                ถึงตอนนี้ก่อนจะเล่าการคุยกันให้ท่านผู้อ่านฟังต่อ ข้าพเจ้าใคร่กล่าวถึงการพูดชอบสักเล็กน้อยแทรกไว้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตรัสอนไว้ว่าการพูดจากันนั้น ต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ คือต้องให้คำพูดนั้นเป็นความจริง ประกอบด้วยประโยชน์ ใช้ถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน  และมีจิตคิดเมตตาต่อผู้ฟังเป็นหลักใหญ่ แม้มีคุณสมบัติครบอย่างนี้แล้ว  พระบรมศาสดาเองยังทรงเลือกเวลาในการตรัส
 

                บางคราวจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ที่จะตรัสโดยขาดความอ่อนหวานไพเราะไปบ้าง ในเมื่อทรงคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับและน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อสรรพสัตว์
 

                เราจึงควรคำนึงถึงเรื่องการพูดไว้ดังนี้ "ความจริง ประโยชน์ ไพเราะ เมตตา ถูกเวลา " รวมเป็นหลัก ๕ ประการในการพูด


                "เอาเถอะ เล่าต่อไปตามขั้นตอน ตอนนี้ยังเพิ่งรักกันก็เล่าเรื่องหวานชื่นไปก่อน ผรุสวาจาเอาไว้เล่าเมื่อถึงเวลาน้ำผึ้งขมโน่น อ้อ ป้าอยากจะบอกว่า เนื้อเรื่องในการ สนทนากันที่ไม่เป็นการเพ้อเจ้อนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมะ เช่น พูดเรื่องความมักน้อย ความพอใจ ตามมีหรือตามที่หามาได้โดยสุจริต เรื่องความสงบกาย วาจา ใจ ไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องกามคุณอารมณ์ พูดเรื่องความขยันหมั่นเพียร เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องการสิ้นกิเลส เรื่องนิพพาน เลิกเวียนว่ายตายเกิด

 

                  ถามจริงๆ เถอะ เวลาที่คุณกำลังจี๋กะแฟนที่กำลังเล่าอยู่นี่ พูดซักเรื่องมั้ย ฮึที่เป็นธรรมะน่ะ ป้าว่าคงมีแต่เรื่องเพ้อเจ้อครบ ๒๕ เรื่อง ละน้า.. ที่เคยบอกคุณนั่นแหละ เช่นเรื่องพระเจ้าแผ่นดิน พระราชวงศ์ คณะรัฐบาลการเมือง ทหาร ตำรวจ เรื่องเภทภัย สงคราม อาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เรื่องต้นหมากรากไม้ ดินฟ้าอากาศ วงศาคณาญาติ ยวดยานพาหนะ หมู่บ้าน นิคม ประเทศ ผู้หญิงผู้ชาย เด็กๆ ความกล้า ความกลัว เรื่องโลก ป่าเขาลำเนาไพร แม่น้ำ เกาะแก่ง ฯลฯ"


                 "ใช่แล้วครับคุณป้า ก็ตอนนั้นผมยังไม่พบคุณป้า ไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตรแนะนำผม ผมก็เพลิดเพลินไปตามอารมณ์โลกีย์แหละครับเต็มที่เลย.. เรื่องผิดศีล ผมกลับเห็นว่ามันธรรมดา เป็นปกติของคนเรา ผมชอบไปทำกับข้าวกินบ้านฝ่ายหญิงเค้า จะอวดว่าตัวผมมีความสามารถหลายอย่าง ทำกับข้าวอร่อยๆ น่ะครับ มันก็ต้องใช้เนื้อสัตว์เป็นๆ ที่เราฆ่าเองหรือไม่ก็ให้แม่ค้าฆ่าให้เรา เนื้อมันถึงจะหวานอร่อยมันก็ผิดศีลข้อ ๑
ปาณาติบาตอยู่ดี กระทั่งผมชวนเธอไปกินข้าวตามภัตตาคาร ก็ต้องไปชี้เอาปู ปลา กุ้ง หอย เป็นๆ เลยครับ มาทำอาหารให้เรากิน เวลานั้นมันช่างใจมืดใจบอดเสียจริงๆ ไม่รู้บาปบุญคุณโทษเอาเลย"


                  "คุณเอาใจเธอ พาไปกินข้าวภัตตาคาร พาไปดูหนังฟังเพลง ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ เที่ยวแล้วก็ต้องซื้อของที่เธออยากได้แถมให้ ยังต้องเผื่อแผ่ไปถึงพ่อแม่พี่น้องของเธอ เดือนหนึ่งๆ ต้องใช้เงินทองมาก เคยหาเงินนอกเวลา ทำรายได้พิเศษ เมื่อต้องคอยไปเอาใจ รายได้พิเศษก็ไม่ได้หา มีแต่เงินเดือน มันจะไปพอได้ยังไง เงินเดือนออกมาไม่กี่วันก็หมด ทีนี้คุณก็ต้องคอรัปชั่นแล้ว เพราะเป็นข้าราชการนี่ โกงเงินยอดโน้นยอดนี้ ทำใบเสร็จปลอมมั่ง แก้ตัวเลขมั่ง เบิกเกินมั่ง ปลอมของเอาของเลวเป็นของดีมั่ง ทำบัญชีผีไม่มีตัวตนอะไรมั่ง ทีนี้ศีลข้อ ๒  อทินนาทาน เป็นไงผิดเพียบมั้ย"


                  ข้าพเจ้าร่ายยาว เพราะชีวิตเคยเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว


                 "คุณป้าแจงยังกะตาเห็นเลยเชียวครับ แหลกยังงั้นจริงๆ ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอก เค้าเป็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง ใครไม่เอาเค้าก็ถือว่าเป็นโคเป็นกระบือ โง่สะบัด"
 

                   อีกฝ่ายรับรอง ข้าพเจ้าก็ว่า
 

                  "ฟังนะ คิดตามให้ดี ศีลข้อ ๓ คุณจะรักษาได้แค่ไหน ในเมื่อทุกเย็นคุณไปคุยกับผู้หญิงคนที่คุณกำลังรัก คุณเห็นเธอน่ารักไปหมด วันนี้ใบหน้าของเธอหวานซึ้ง ผิวพรรณนวลเนียน เวลาคุณชม เธอก็อายเสียจนใบหน้าเป็นสีชมพูเชียว จะเดินจะเหินเอวคอดสะโพกผาย ทรวงอกไหวระริก ใจคอคุณไม่พล่านเหรอ พล่านด้วยอารมณ์กามกำเริบ
น่ะ แต่เมื่อคุณทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเป็นคนที่คุณรัก ต้องถนอมน้ำใจ ให้ถึงเวลา คุณก็เก็บอารมณ์ดำกฤษณานั่นกลับมาบ้านแปร้เชียวใช่มั้ย  ทีนี้ก็หาทางออกด้วยการเที่ยวโสเภณีบ้าง หรือไม่ก็ผู้หญิงใจง่ายรักสนุกคนอื่นๆ ที่เขาไม่ถือตัวหรือคิดผูกมัด แต่เค้าก็เป็นคนมีผู้ปกครอง จะเป็นพ่อ แม่ หรือแม้สามีคู่หมั้นคู่หมายอะไรก็เถอะ มันก็กาเมสุมิจฉาจารแล้ว.."
เมื่ออีกฝ่ายตอบรับคำว่าจริง ข้าพเจ้าก็ว่า

               

                    "แล้วสัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ มันจะมีอะไรเหลือ ปาณา อทินนา กาเม นี่มันมิจฉากัมมันตะทั้งนั้นนะคุณ"


                     "หมดแล้วครับ อริยมรรค ๔ ข้อ ไม่มีเลยในตอนนั้น แล้วผมจะเหลือความเจริญอะไรอีก"


                     "ทีนี้คุณคิดเองได้แล้วยังสัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คืออาชีพที่ไม่ทำทุจริตด้วยวาจา ๔ ด้วยกาย ๓ คุณทำได้มั้ย งานราชการตำแหน่งที่ทำอยู่นั่นคุณทำได้บริสุทธิ์ดีอยู่หรือ" ข้าพเจ้าซัก


                      "ไม่ได้เลยครับ การคอรัปชั่นมันก็ต้องโกหก ได้เงินหลวงมาก็เป็นอทินนาทานแล้ว ไม่มีกายสุจริต วจีสุจริตอะไรให้เป็นสัมมาอาชีวะแล้วครับ " ชายหนุ่มรับสารภาพหน้าชื่นตาบานพร้อมกับว่า
 

                     "ถ้าเป็นการสอบ ๘ ข้อ ตอนนี้ผมทำไม่ได้ไปถึง ๔ ข้อ ข้อที่ ๕ ถึง ๘ ล้วนแต่ยากกว่านี้ทั้งนั้น ผมจะมีทางสอบผ่านได้อย่างไร แต่คุณป้าก็คุยต่อเถอะครับ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจสอน ผมยังพอเป็นหัวตอที่ไม่แห้งสนิทนักหรอกครับ คุณป้ารดน้ำซักหน่อย เดี๋ยวต้นมันก็พองอกออกมาได้ครับ แล้วมันคงจะแตกกิ่งแตกใบ ออกดอกออกช่อให้คุณป้าเห็น  หรือว่ามันไม่ออกดอกจริงๆ แต่คุณป้าจะเขียนเรื่องที่เราคุยกันไว้ในหนังสือจากความทรงจำของคุณป้า คนที่เขาเป็นหัวตอสดกว่าผมอ่านพบเข้า เขาอาจได้คิด ได้ประโยชน์ล้นเหลือจากเรื่องที่เราคุยกันนะครับ ผมขอนิมนต์ "


                     พูดพร้อมกับพนมมือ หัวเราะที่เขาใช้คำ "นิมนต์" ซึ่งเป็นคำที่ต้องใช้กับพระภิกษุสามเณร แต่เขาเอามาใช้กับข้าพเจ้าเป็นการให้เกียรติ เพราะแววตาไม่ได้แสดงอาการล้อเลียน เป็นเพราะเขาเป็นคนมีอารมณ์ขันอย่างนั้นเอง
 

                     ข้าพเจ้าเห็นด้วย จึงไม่ขัดข้องที่จะคุยต่อ หลังจากพักดื่มน้ำ กันครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าก็ถามเขาว่า


                     "ตอนนั้น คุณพยายามไปจีบฝ่ายหญิงจี๋ ไปทุกวันเหน็ดเหนื่อยมากมั้ย"


                     "เหนื่อยที่สุดเลยครับ ผมช่วยเธอทำวิทยานิพนธ์นะครับ ค้นโน่น คว้านี่บางทีเวลานั่งรถเมล์กลับจากบ้านเธอในตอนดึก ผมนั่งม่อยหลับบนรถ หนังสือเรียนที่ผมหอบติดตัวกลับไปค้นต่อที่บ้านหล่นจากมือกระจัดกระจายเต็มพื้นรถ ก็ผมยอมเหน็ดเหนื่อยพยายามเต็มที่ เธอจึงเห็นใจผม ทิ้งคู่แข่งขันของผมทั้งหมด รับปากแต่งงานกับผม ตอนนั้นผมดีใจที่สุดเลย มันเป็นสุขใจเสียบอกไม่ถูก ผมจะได้ภรรยาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สวยมาก มีความรู้ดี มีหน้าที่การงาน ดูจะพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ
ทรัพย์สมบัติ เวลานั้นผมคิดเอาแต่ว่า มีการศึกษาดี นับเป็นคุณสมบัติแล้ว ไม่ได้นึกไปถึงเรื่องนิสัยดีเท่าใดนัก ความเพียรพยายามของผมสำเร็จลงอย่างนี้ ถือเป็นสัมมาวายามะมั้ยครับ"


                       ถามอย่างมั่นใจว่าข้าพเจ้าต้องตอบยืนยันว่าถูกต้อง แต่ฝ่ายถามก็ต้องหน้าจ๋อยลงเมื่อข้าพเจ้าตอบไปว่า


                      "ความพยายามของคุณนั่น มันเป็นมิจฉาวายามะ ไม่ใช่ สัมมาวายามะจ้ะ ไม่ใช่เพียรชอบ ก็คุณเพียรพยายามติดอยู่ในกาม กามมันนำทุกข์มาให้ เท่ากับคุณพยายามวิ่งเข้าหาทุกข์ มันจะเป็นพยายามชอบได้ยังไงสัมมาวายามะพยายามชอบ ต้องพยายามเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เลิกเกิดให้ได้ต่างหาก


- เพียรละความชั่วที่มีอยู่ให้ออกจากตนเองให้หมด


- เพียรไม่ยอมให้ความชั่วใหม่เกิด


- เพียรรักษาความดีที่มีอยู่ในตัวให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น


- เพียรให้ความดีที่ยังไม่มีเกิดขึ้นให้เต็มที่


                      ต้องเพียรทั้ง ๔ อย่างนี่ จึงจะเป็นสัมมาวายามะ ไม่ใช่เพียรเรื่องอะไรก็ได้ ไม่งั้นคนร้ายมันเพียรงัดแงะขโมยรถยนต์คืนหนึ่งๆ ตั้งหลายๆ คัน ก็เป็นสัมมาวายามะงั้นซี"


                     "ผมก็โง่อีกจนได้ เรื่องพยายามชอบเนี่ยผมไม่ได้ทำความเข้าใจมาแต่ต้น เพิ่งจะลึกซึ้งตอนฟังคำอธิบายจากคุณป้าเดี๋ยวนี้เอง แต่ก็อดดีใจไม่ได้ ชีวิตผมตอนนี้รู้สึกจะมีสัมมาวายามะมากใช่ไหมครับ "


                      พูดเหมือนขอกำลังใจ ข้าพเจ้าก็ว่า "ใช่จ้ะ รู้สึกว่าจะเป็นเช่นนั้น ตอนนี้คุณขวนขวายช่วยงานศาสนาเหลือเกิน เรียกว่าเพียรให้ความดีที่ยังไม่ได้ทำเกิดขึ้น หรือแค่คุณพยายามกำหนดจดจำเรื่องที่เราคุยกันอยู่นี่ แล้วเอาไปทำตามก็เป็นสัมมาวายามะในตัวอยู่แล้ว เมื่อก่อนเพียรฟังแต่ถ้อยคำของแฟนออดอ้อน ตอนนี้มาฟังคำแนะนำสั่งสอนของป้ามั่งเถอะ เพียรฟังบ่อยๆ หน่อย ป้าเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ไม่รู้จะเคี่ยวเข็ญคุณไปได้ซักกี่วัน"


                    "ครับป้า ผมช่างโชคดีแท้ๆ ผมไม่ปล่อยให้คำสอนของป้า เป็นหมันหรอกครับ ผมจะทำตาม"


                     "ทำตามได้แล้ว คุณต้องรับงานสอนผู้คนต่ออีกด้วย คุณมีธาตุธรรมเหมือนป้าอยู่ คือมีเมตตาจิต อยากให้ผู้คนพ้นทุกข์ ใครไม่รู้เรื่องรู้ราว โง่เง่าเขลาปัญญา อยากให้เขาฉลาดรู้จักว่าตนเองควรทำอะไรในชีวิต คุณต้องทำงานต่อจากป้าจ้ะ"


                       ข้าพเจ้าพูดเพราะมีความเห็นอย่างนั้นจริงๆ ชายหนุ่มสองคน ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ แม้จะไม่มีอาชีพเป็นครู แต่เขาทั้งคู่มีวิญญาณครูอยู่ในตัวมาก ชอบพูดชอบคุยกับผู้คน มีน้ำใจชอบช่วยเพื่อนมนุษย์  ถ้าเอาความขยันพูดนั้นมาพูดเรื่องเป็นสารธรรม จะเกิดประโยชน์แก่ผู้ฟังมิใช่น้อยทีเดียว


                      สองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าในขณะนั้น คนหนึ่งผอมสูง อีกคนค่อนข้างมีเนื้อนิดหน่อย ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าอ้วน มีลักษณะเด่นชัดคือค่อนข้างเตี้ยเล็ก ทั้งคู่ก็เป็นคนพูดเก่ง พูดเร็วและใช้คำได้ไว แต่คนตัวเล็กพูดได้ฉะฉานชัดเจนกว่า ถ้าขึ้นธรรมมาสน์คนนี้ได้เปรียบ เหมาะเป็นพระนักเทศน์ ใบหน้าค่อนข้างคมคาย โชคดีที่ตัวเล็ก ถ้า
สูงใหญ่สักหน่อย คงจะหันมาช่วยงานศาสนาได้ยากเต็มที เรื่องกรรมกาเมสุมิจฉาจารคง จะเต็มตัวเพราะคงจะสมาร์ทมากสำหรับคนผอมสูง  ในความรู้สึกของข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นคนใจคอโลเลเรื่องสตรี ใครมาชอบก็ชอบตอบหมดทุกคน คงจะห้ามใจตนเองได้ลำบากยากเย็น ศีลข้อไหนๆก็พอรักษาได้อยู่ ยกเว้นข้อ ๓ นี่ให้รู้สึกเป็นห่วงไม่ใช่น้อย ผิดข้อนี้แล้ว  เดี๋ยวก็พลอยข้ออื่นเสียตามไป เพราะต้องโกหกภรรยาเมื่อถูกซักถาม และการคบกับสตรีในทางชู้สาวก็ต้องมีเที่ยวเตร่ กินอาหารตามภัตตาคาร เงินเดือนไม่พอใช้เข้าอทินนาทานที่เคยทำชำนาญเอาไว้สมัยก่อนก็จะกำเริบขึ้นอีก ถึงเข้าวัดแล้วก็ไม่รู้จะเอาตัวรอดหรือเปล่า


                    "ทำไมต้องเป็นพวกผมด้วย คุณป้าเปลี่ยนเอาคนอื่นไม่ได้หรือ " คนตัวเล็กแย้ง


                      "ป้าให้มรดกดีๆ ไม่เอาก็ตามใจซี คุณอยากจมมิดอยู่ในเรื่องกาม รูป เสียง กลิ่น รสัมผัส ให้เต็มคราบใช่มั้ย จมแล้วสุขได้ตลอดไปรึเปล่า คิดถึงวันข้างหน้าที่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายมั่งมั้ย ตายแล้วไปดีแน่หรือ  ในเมื่อทำบาปเอาไว้เพียบนี่ ยังคิดประมาทอยู่อีกรึไง" 

 

                     ข้าพเจ้าตอบด้วยคำแรงๆ ยิ่งกว่านี้เสียอีก เล่าไว้ตรงนี้ท่านผู้อ่านคงต้องตำหนิแน่ ก็ท่านคิดดูเถอะ จะไม่ให้ข้าพเจ้าใช้คำหนักๆ ได้อย่างไร
 

                     ในเมื่อชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าเป็นหนุ่มใหญ่ทั้งคู่ ผ่านอายุ ๓๐ กันแล้ว ยิ่งคนสูงดูจะเกิน ๔๐ ไปสัก ๒-๓ ปี ยังแสดงความหลงโลกอยู่ได้ หล่อก็ไม่หล่อ ขี้โรคก็เท่านั้น ฐานะทางเศรษฐกิจก็หาไปใช้ไป จะไม่ให้เอ็ดตะโรบ้างอย่างไร
 

                   คนเราถ้าฉลาด ควรใช้วัยที่กำลังแข็งแรง หน้าที่การงาน ตำแหน่งที่มีอำนาจ ใช้บริวาร ใช้มันสมองที่กำลังเปรื่องปราดสร้างบารมี จึงจะเป็นกำไรแก่ชีวิต แต่ถ้าเอาของที่ได้เหล่านั้นมาหาความสุขทางกามารมณ์ มันก็ได้แต่บาป ได้แต่เรื่องขาดทุน
 

                   จริงอยู่ การทำมาหากินหรืออาชีพทุกอย่าง เราทำเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว เรียกว่าเลี้ยงร่างกายที่เป็นมนุษย์อยู่นี่ ร่างกายเป็นของเน่า (กายะ แปลว่าของเน่า) คือเลี้ยงดีแค่ไหน วันหนึ่งไม่เกินร้อยปี กายก็เน่า หาแก่นสารอะไรไม่ได้สิ่งที่จะเป็นสมบัติติดตัวไม่เน่า นั้นคือ "กรรม" ถ้าเป็นอกุศลกรรมก็เน่าข้ามชาติ แต่ถ้าเป็นกุศลกรรม
เราก็ได้กำไรข้ามชาติ


                   ทำไมจึงไม่เอาเวลาที่กำลังทำมาหากินอยู่นั้นสร้างบุญสร้างบารมี  ให้ได้กำไรข้ามชาติไปด้วยกัน จะมัวรอตอนแก่ แรงก็หมด ทรัพย์ก็หมด สติปัญญาความสามารถก็หมด
 

                 เวลาแข็งแรงเรามีตำแหน่งการงานเป็นใหญ่เป็นโต เป็นอธิบดี  เป็นรัฐมนตรี ถ้าจะใช้อำนาจในตำแหน่งงานชักชวนผู้คนทำคุณงามความดี  พร้อมทำการงานในหน้าที่ไปด้วย เราจะได้กำไรชีวิตมากมายแค่ไหน แม้แต่เป็นคนอาชีพต่ำต้อยอื่นๆ ก็เถอะ ชักชวนเพื่อนร่วมงานได้ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งบุญ ไม่ดีหรือ รอจนหมดอำนาจวาสนา จะเริ่มทำความดีที่เป็นบุญกุศลอะไร ไม่มีใครให้ความร่วมมือแล้ว


                  เป็นอธิบดี เป็นรัฐมนตรี เป็นกระทั่งนายกรัฐมนตรี เมื่อถูกปลด หรือออกจากตำแหน่งแล้ว ก็เป็นได้แค่ตาแก่ยายแก่ธรรมดา ไม่มีใครเห็นความสำคัญอะไร ผู้คนก็ไปเห่อคนที่ดำรงตำแหน่งคนใหม่นั่นต่างหาก คนใหญ่คนโตทั้งหลายคิดเรื่องนี้กันสักหน่อยก็จะดี
 

                  และการชักชวนให้ผู้คนทำความดี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา  นั้นเป็นการตอบแทนบุญคุณค่าภาษีอากรที่ราษฎรเสียมาให้เป็นเงินเดือนของเราโดยแท้ เพราะเป็นการทำให้ราษฎรพ้นจากอบายภูมิ เป็นการตอบแทนข้ามภพข้ามชาติกันทีเดียว ไม่ใช่ตอบแทนแค่ให้ราษฎรกินอยู่ดีเจริญทางวัตถุเท่านั้น
 

                 หนุ่มสองคนนั้นเมื่อถูกข้าพเจ้าดุบ้างว่าบ้าง เขาก็นิ่งไม่เถียง  แต่จิตใจจะยอมรับได้มากแค่ไหน ข้าพเจ้าเดาไม่ถูก ข้าพเจ้ามองดูเขาเป็นครู่ใหญ่ แล้วจึงให้คนสูงเล่าชีวิตของเขาต่อไปถึงเหตุการณ์ภายหลัง การแต่งงานว่ามีความสุขเพียงใด


                "ไม่มีความสุขเลยครับป้า เพราะภรรยาผมเขารู้เรื่องผมกับผู้หญิงคนแรกอยู่ก่อนแล้ว ผมคิดว่าเธอคงไม่ถือสา แต่พอแต่งงานกันเสร็จ เธอเริ่มรุกรานไต่ถามเอาความจริงว่า ผมมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนเดิมตื้นลึกแค่ไหน เธออยากทราบความจริง ทราบแล้วจะไม่ถือสาเอาความ เพราะเป็นเรื่องผ่านไปแล้ว ผมก็พาซื่อสารภาพไปตามจริงแถมยังบอกความรู้สึกที่เคยมีต่อผู้หญิงคนนั้นให้เธอฟัง เล่าความดีของฝ่ายนั้นด้วย  เพื่อให้ภรรยาผมถือเป็นตัวอย่าง จะได้คิดเอาใจผมอย่างนั้นบ้าง "


                  "กรรมจริง ๆ คุณเนี่ยช่างไม่รู้ธรรมชาติผู้หญิงมั่งเลย.. ไปพูดแบบนั้นได้ไงกัน มิน่าชีวิตครอบครัวถึงไม่มีความสุข เล่นไปยกย่องคนอื่นอย่างนั้น ผู้หญิงที่ไหนจะยอม ทีนี้เรื่องลุกลามไปถึงไหนกันล่ะ"  ข้าพเจ้าให้ความเห็นและถามต่อ

 

                   "เธอไม่ทำตามสัญญาเลยครับ ให้ผมพาเธอไปพบกับผู้หญิงคนแรกของผม ให้ไปยืนยันกันต่อหน้า ผมสงสารผู้หญิงคนนั้นจับใจ  เค้าต้องอับอายจากกิริยาวาจาของภรรยาของผมมาก ผมทำบาปต่อเค้าจริงๆ ขนาดนั้นแล้วภรรยาของผมก็ไม่เลิกรา มีเรื่องขัดใจอะไรกัน  เธอจะต้องลำเลิกความหลังเรื่องนี้ของผมไม่รู้จบรู้สิ้น " เธอว่า


                    "ชั้นมันไม่ดีเหมือนอี..นั่นนี่ ว่ามันดีก็ไปอยู่กะมันซะซี่ มาอยู่กะชั้นทำไม รักนางนั่นมันนักก็ไปหามันซะ ประชดประชันใส่ผมทุกครั้งเวลามีเรื่องขัดใจกัน "


                    "ป้าขอพูดหน่อยนะตอนนี้ ป้าไม่โทษว่าภรรยาของคุณร้ายหรอกค่ะ ป้าเข้าใจความรู้สึกของเธอ เธอบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยมีผู้ชายอื่นมาก่อน จึงทนไม่ได้ที่พบว่าคุณเคยมีอะไรกับหญิงอื่น เธอคอยหวาดระแวงว่าคุณจะไม่รักเธอจริง ระแวงว่าคุณจะแอบไปคืนดีกับคนเก่า  และโดยความเป็นจริงมันก็เป็นผลกรรมของคุณด้วย คุณทิ้งผู้หญิงคนแรกเพราะเรื่องเธอเคยมีชายอื่นมาก่อน มันไม่สมเหตุสมผล  ใจร้ายต่อคนที่กำลังทุกข์เพราะผิดหวัง ให้เขาต้องทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อน คุณก็เลยต้องเจอกับความแหนงใจของภรรยาตนเองเข้าเต็มที่ เป็นกงกรรมกงเกวียน ช่างทันตาเห็นเสียจริง นี่แหละการทำความเสียใจ  ให้กับคนไม่มีความผิด บาปให้ผลเร็ว "


                    ข้าพเจ้าอธิบายให้เข้าเรื่องกรรมเรื่องเวรไปในตัว และเมื่อเขารำพันต่อไปถึงความทุกข์ต่างๆ ในระหว่างอยู่กับภรรยา ถูกดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม แม้กระทั่งทรัพย์ที่หามาด้วยกัน เช่น เรื่องบ้าน เรื่องรถ ภรรยาจะอ้างว่าเงินส่วนใหญ่เธอเป็นคนออก


                     "ผมถูกเธอด่าว่าเหยียดหยามด้วยถ้อยคำไม่สมควรต่างๆ  ตอนนั้นผมไม่มีความรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษอะไรเลยแม้แต่น้อย มันก็เลยไปหาทางออกด้วยการประพฤติเสเพลกับผู้หญิงอื่นๆ บ้าง หารูปโป๊ หนังโป๊ อ่านไปดูไประบายอารมณ์ เพราะผมเบื่อเสียงบ่นว่าของภรรยา  พอเห็นหน้ากันเธอก็บ่น บ่น บ่น อารมณ์ทางเพศของผมที่มีกับเธอมันเหี่ยวแห้งหดหายไปหมด มันทั้งกลัวทั้งแหยง กลางคืนเรามีความสุขทางเพศด้วยกัน คิดว่าเธอจะดีกับผมแล้ว ที่ไหนได้ พอรุ่งเช้าเธอก็บ่นต่อได้ทั้งวัน เหมือนจ้องจับผิด เรื่องเล็กเรื่องน้อยบ่นทั้งนั้น กระทั่งหวีผม มีเส้นผมหล่นในห้องน้ำ เส้นสองเส้นถูกบ่นหมด ใช้เตาแก๊สไม่เช็ดก็ถูกบ่น  อยู่บ้านผมทำตัวไม่ถูกเลย ทำอะไรเธอจะคอยมองดู แล้วเห็นเป็นทำไม่ถูกไปจนหมด


                    ทีนี้นะครับคุณป้า พอเธอจับได้ว่าผมอ่านหนังสือโป๊ โฮ้ย.. แม่แผลงฤทธิ์อาละวาดเหวี่ยงหนังสือพวกนั้นใส่หน้า ด่าว่าผมเต็มที่ชนิดที่ใครได้ยินไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังหรอกครับ คุณป้าฟังขนาดเบาะๆก็แล้วกัน เช่นว่า เอ้า.. ดูมันเสียให้พอ ไอ้บ้ากาม แล้วก็ฉีกหนังสือทิ้งแหลก


                     ผมยังไม่มีหลักธรรมอะไรยึดถือเลยในตอนนั้น ผมก็ยัวะ ต่างก็เถียงทะเลาะกันเป็นการใหญ่ ต่างคนต่างเสียงดัง ทีนี้เธอต้องการเอาชนะให้ได้ เธอจะแผดให้ดังหนักขึ้น พร้อมกับตะโกนประจานด่าผม แหลกเหลวให้บ้านข้างเคียงได้ยิน ผมอายชาวบ้านผมก็มักจะยอมหยุด  แต่เธอกว่าจะหยุด ก็ต้องด่าประจานจนสะใจ เหนื่อยจึงหยุด
 

                      ทะเลากันต่อๆ มา ผมรู้ว่าเอาชนะเรื่องเสียงไม่ได้ ผมเลยต้องลงไม้ลงมือทุบตี ทำร้ายร่างกายกัน ข้าวของถ้วยโถโอชาม กระทั่งประตู หน้าต่างบ้านพังไปตามๆ กัน เธอเหวี่ยงเสียกระจาย ผมก็ใช่ย่อย ช่วยหยิบให้เธอทุบไปเสียเลย แทนที่จะห้าม"


                      ฝ่ายเล่าเล่าด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจนัก คงจะนึกถึงความหลังกระโน้นสัมมาวาจาข้อเว้นจากผรุสวาท ไม่มีใครทำได้ทั้งสามีภรรยา


                      ข้าพเจ้าเองนิ่งฟังเรื่องราวอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความเห็นใจทั้งสองฝ่าย แล้วจึงถือโอกาสอธิบายข้อธรรมในองค์มรรคที่ ๗ ข้อสัมมาสติ ไปในตัว


                    "คุณดูชีวิตคุณตอนที่กำลังเล่าให้ป้าฟังนะ ตอนนั้นคุณไม่มีสติ  ที่เป็นสัมมาสติที่ถูกที่ดีที่ควรเลย มีแต่มิจฉาสติ สติที่ผิดทั้งสิ้น สติแปลว่า การระลึกได้ คนเราถ้ามีทั้งสติ มีทั้งปัญญา (ปัญญาแปลว่า การรู้ อะไรๆ ตามสภาพความเป็นจริง) ก็จะระลึกได้ว่าในเวลาขณะนั้นๆ ตนเองควรทำอะไร จึงจะได้ผลดีมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
 

                     เวลานั้น แม้คุณยังไม่มีปัญญาทางธรรมลึกซึ้งว่า คนเราเกิดมาความมุ่งหมายแท้จริงของชีวิตคือการสะสมสร้างบารมีเพื่อเลิกเกิดเข้าพระนิพพาน คุณก็น่าจะมีปัญญาทางโลกว่า คุณอุตส่าห์แต่งงานเพื่อมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข ให้ความอบอุ่นแก่ภรรยาและลูก เมื่อมีปัญญาสั่งสอนตนเองดังนี้ ก็เอาสติมาตั้งไว้ให้ทันทุกครั้งที่จะทะเลาะวิวาท ให้ระลึกว่าเราทะเลาะกันแล้วครอบครัวเป็นสุขสมตามความมุ่งหมายในชีวิตหรือเปล่า ทำให้ภรรยาเสียใจหรือไม่ ลูกๆ เล่า แกยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ได้ยินพ่อแม่ทะเลาะด่าว่ากันด้วยคำหยาบ ตีกัน ทำร้ายร่างกายกัน ทุบทิ้งขว้างปาสิ่งของ ลูกเห็นตัวอย่างที่ตรงข้ามกับคำสั่งสอนอย่างนั้น แกจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน คุณนึกภาพลูกคุณออกมั้ย ตอนคุณทะเลาะกัน แกทำอาการยังไง"


                "ออกครับคุณป้า ลูกสองคนของผมร้องไห้กันกระจองอแง แกไม่มีที่พึ่งครับ บางทีผมลงมือทำร้ายภรรยาแรง เช่น จับแขนเธอบิดจนเธอร้องไห้ ลูกเข้าไปกอดแม่ของแกร้องไห้กันใหญ่ ให้ผมปล่อยแม่ของแก"


                 เขาตอบคำถามของข้าพเจ้าด้วยใบหน้าเศร้าหมอง คงจะนึกถึงภาพลูกๆ ในเวลานั้นออก พร้อมกับกล่าวว่า


                "ตอนนั้นแหละครับ ที่ผมเห็นลูกร้องไห้เข้าไปช่วยแม่ของแก ผมจึงได้สติว่าผมทำกับภรรยารุนแรงเกินไป ตั้งแต่นั้นจึงตั้งใจว่า ถ้าทะเลาะกัน คราวหน้าต่อๆ ไป จะเอาแค่เถียงกัน จะไม่ทุบตีเค้าอีก แต่ถ้าเธอจะทุบตีผม ผมก็จะทนให้เธอทำข้างเดียว หรือไม่ก็วิ่งหนีซะ ตอนนี้ผมมีสัมมาสติมั้ยครับ"


                "คงจะพออนุโลมได้มั่งเล็กน้อย แต่ถ้าคุณมีสัมมาสติซะตั้งแต่ ก่อนทะเลาะกัน ก็จะวิเศษยิ่งขึ้นไปอีก มามีเอาตอนเกิดเรื่องแรงๆ แล้วมันเสี่ยง เพราะมันขาดสติง่าย ดีไม่ดีพลาดพลั้งทำร้ายกันถึงตาย"


                 ข้าพเจ้าให้กำลังใจไปเล็กน้อย แล้วก็กล่าวเสริมว่า


                 "นี่ถ้าคุณมีสติทันเสียตั้งแต่ต้น ตอนผิดหวังจากผู้หญิงคนแรก  ไม่ต้องหาภรรยามาชดเชยความเสียใจครั้งโน้น ชีวิตก็เป็นสุขเสียนานแล้ว  เหมือนเป็นแผล แทนที่จะใส่ยา กลับเอาน้ำกรดใส่ แผลก็ยิ่งลุกลาม หรือแม้พลาดท่ามีภรรยาเสียแล้ว เมื่อถูกเธอระแวงหึงหวง ถ้าคุณตั้งสติได้ยอมอดยอมทน ให้เธอเต้นไปข้างเดียว คุณก็ตั้งหน้าซื่อตรงจงรักภักดีกับเธอ พักเดียวเธอก็หายตระแหน่แง่งอน แต่คุณกลับขาดสติ เกิดความประมาท ทำตัวเสเพล หวังจะชดเชยกับชีวิตที่ผิดหวัง ล้วนแต่เป็นมิจฉาสติ ระลึกในสิ่งที่ไม่สมควรระลึกทั้งสิ้น ผิดหวังเรื่องผู้หญิง ควรเห็นผู้หญิงเป็นสิ่งไม่ดี ไม่สวยไม่งาม เป็นสิ่งเลวร้าย เป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ คุณกลับขาดสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ ไปหาสิ่งยั่วยุอารมณ์ทางเพศ ทั้งมาดู มาเสพ มาแก้ปัญหา ผิดจุดทั้งสิ้น 

 

                    พวกภาพโป๊ ภาพเปลือยน่ะ คนถ่ายภาพมันถ่ายเอารูปผู้หญิงแก่ๆ เหี่ยวๆ ย่นๆ ตกกระ หรือไม่ก็อ้วนเป็นหมูตอนมาขายก็เปล่า  มันก็เอาที่รูปร่างเซ็กซี่ ผิวพรรณนวลเนียน วัยขบเผาะมั่ง กำลังดีมั่ง คนขาดสติไม่สำรวมอินทรีย์ เห็นแล้วอารมณ์ทางเพศมันก็เดือดพล่านขึ้นมา มันกลายเป็นดับไฟด้วยน้ำมัน นี่เป็นเรื่องขาดสติตัวเดียว ซึ่งเป็นสติธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ ไม่ถึงกับเป็นสัมมาสติในองค์ที่ ๗ ของมรรค ๘  สักหน่อย "


                   ข้าพเจ้าหยุดพักเว้นระยะเล็กน้อย มองหน้าผู้ฟังทั้งสองคน  เพื่อให้เขาถามขึ้นมาบ้าง คนตัวเล็กจึงถามว่า "เรื่องสติที่คุณป้าพูดถึงเนี่ย มันต้องเป็นสัมมาสติด้วยหรือครับ จึงจะดี มันมีสติชนิดไม่ดีด้วยหรือผมชักงงๆ"


                 "มีซีคุณ สติไม่ดีน่ะ เรียกภาษาทางธรรมว่ามิจฉาสติ แต่เราเอามาใช้พูดกันผิดความหมายไป คนสติไม่ดี เราหมายถึงคนบ้าเสียนี่  ความจริงคนบ้านั่นต้องเรียกว่า คนสติไม่มี
 

 

                    สติไม่ดีก็เช่น เราระลึกเรื่องราวที่ล่วงไปแล้วหรือที่ยังมาไม่ถึงก็ตาม ที่เป็นเรื่องทำให้เกิดกิเลส เช่นระลึกถึงการได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ระลึกแล้วก็เป็นเหตุชักนำใจให้เกิดกิเลส มีโลภะ มานะ อิสา(อิจฉา) มัจฉริยะ ตามมาเป็นต้น ระลึกในสิ่งไหนก็ตาม ระลึกแล้วทำให้กิเลส เกิดถือเป็นมิจฉาสติ ระลึกแล้วลดกิเลส หรือกำจัดกิเลส ลงได้ถือเป็นสัมมาสติ  คุณก็ดูเอาเถอะ คนเราทุกวันนี้มีมิจฉาสติหรือสัมมาสติกันเล่า"


                  "ครับ เข้าใจแล้วครับ คนเราทุกวันนี้ แม้จะมีสติกันอยู่ทุกคน  แต่ก็เป็นมิจฉา สติไปเสียหมดสัมมาสติ ระลึกแล้วลดกิเลส เนี่ยต้องทำอย่างไรครับ"


                   "ก็ตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตรัสอนไว้นั่นแหละค่ะ สติปัฏฐาน ๔ ไงล่ะ เอาสติระลึกไว้ใน กาย เวทนา จิต และธรรม "


                    ข้าพเจ้าตอบสั้นๆ ดูความสนใจของผู้ฟัง เมื่ออีกฝ่ายกล่าวว่า
 

                   "ขยายความครับป้า ขยายความครับ" แสดงว่าเขาต้องการฟังข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า


                  "เอาสติพิจารณากายในกาย ถ้าเรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมลึกซึ้งอะไร ก็ระลึกแบบคิดเอาไว้ในใจ เช่นคิดว่า ให้รู้ทันว่าร่างกายนี้เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นชั่วคราว ในที่สุดก็แตกทำลายหายไป ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอย่างที่เรายึดถือกันอยู่  แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรม ก็จะเอาสติพิจารณาลงไปตามความรู้ที่เกิดขึ้นในญาณ พิจารณาทุกกายที่เกิดขึ้นข้างใน จึงเรียกว่าพิจารณากายในกาย มีคำว่า "ในกาย" เช่นการปฏิบัติสายวิชชาธรรมกาย เอากายมนุษย์ทำสมาธิ พอเห็นกายทิพย์ ก็เอา สติในใจของกายทิพย์ พิจารณากายมนุษย์ ให้เห็นความไม่มีตัวตนนั้น พอถึงกายพรหม ก็เอาสติในใจของกายพรหม ระลึกพิจารณากายทิพย์ว่าไม่มีแก่นสารอย่างไร  เรื่อยเข้าไปจนถึงเอาสติในกายธรรมระลึกพิจารณากายพรหม เอากายธรรมข้างในๆ เข้าไปพิจารณากันเป็นขั้นๆ


                   หรือบางแห่งจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง เช่น
- อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ เอาสติระลึกดูลมหายใจเข้าออก
- อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ระลึกรู้ทันอิริยาบถของร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ
- สัมปชัญญะ สร้างความรู้ตัวทั่วพร้อม ตระหนักชัด เข้าใจ ชัดในการเคลื่อนไหวทุกอย่าง
- ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกาย


- ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกาย โดยสักแต่ว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ
- นวสีวถิกา พิจารณาซากศพใน ภาพแปลกๆ กันไป ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย


                  ฟังแล้วคิดตาม เข้าใจตามทันหรือเปล่า นี่แหละสติระลึกในกายจะกำหนดแบบไหนเอาตามความเหมาะสมของจริตอัธยาศัยของแต่ละคน  ของคุณนี่ยังไม่เห็นธรรม เอาแบบซากศพเถอะ เรื่องเจ้าชู้จะได้เพลาๆเสียหน่อย กายเขากายเราก็ไอ้เน่าเหมือนกัน มีสตินึกได้อยู่ยังงี้ มันนึกรักเพศตรงข้ามไม่ออกหรอก เพราะไม่มีสติซี เห็นผู้หญิงสวยไปหมด"


                   อีกฝ่ายเห็นข้าพเจ้าตั้งหน้าจะสวดร่ายยาว พวกเขาจึงเบนความสนใจว่า
 

                  "ยังอีก ๓ เรื่องครับ คุณป้าพูดเรื่องกายแล้ว ทีนี้เรื่องระลึกในเวทนา ในจิต ในธรรม อธิบายครับ"
 

                   "เวทนา ไม่ได้แปลว่าสงสารอย่างที่เราใช้ในภาษาพูดกันนี่นะ  เวทนาในทางธรรมหมายถึง ความรู้สึก มีอยู่ ๓ คือ รู้สึกสบาย รู้สึกไม่สบาย รู้สึกเฉยๆ จะแบ่งย่อยเป็นสุขกายสุขใจ ทุกข์กายทุกข์ใจ และเฉยๆ เป็น ๕ อย่างก็ได้

       
                   เอาสติตั้งไว้ในเวทนา ก็คือระลึกตามรู้ว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเวทนาชนิดหนึ่ง ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาที่ไหนเสวยอารมณ์เหล่านั้น ให้เห็นว่าเวทนาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใจจะได้ไม่ยึดมั่นในตัวตน อย่างตอนนี้ป้าว่าคุณเจ็บๆ แรงๆ คุณรู้สึกไม่สบายใจนักก็เอาสติกำหนดรู้แต่เพียงว่าเสียงป้าเป็นลมชนิดหนึ่งซี หรือคิดว่าป้ามีเจตนาดี ต้องการห้ามคุณทำบาป คุณก็ไม่ทุกข์ใจอะไร "

 

                      พอถึงเรื่องเอาสติกำหนดไว้ที่จิต ข้าพเจ้าก็ทดลองให้เขาขยายความกันเอง ก็เป็นอันใช้ได้ เขากล่าวว่า


                    "ตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ก็แปลว่า ให้รู้ว่าการคิดอะไรต่างๆ นั้นเป็นเพียงจิตมันคิดได้ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาใช่ไหมครับ"
                     

                      ข้าพเจ้ารับว่า


                     "ใช่จ้ะ เอาสติระลึกให้ทันว่าตอนนี้จิตของตนเองมีราคะหรือไม่มี มีโทสะหรือไม่มี มีโมหะหรือไม่มี เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่าน หรือเป็นสมาธิ จิตกำลังมี สภาพเป็นอย่างไร ก็รู้ตามที่เป็นอยู่เช่นนั้น"
 

                        และข้าพเจ้าก็ต่อเรื่องธรรมต่อไปว่า


                        "การตั้งสติ ให้รู้ตามเป็นจริงว่าเป็นเพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มีสติรู้ชัดในธรรมทั้งหลาย เช่น เรื่องนิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตัวเราหรือเปล่า เจริญหรือเสื่อม หรือดับไปแล้วอย่างไรบ้างเป็นต้น ให้เห็นตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ"


                       ต่อจากนั้นข้าพเจ้าจึงพูดเน้นในทางปฏิบัติธรรมว่า  สามารถพิจารณาเวทนา จิต ธรรม เข้าไปในกายข้างในๆ เหมือนข้อแรก


                      จึงเป็นอันสรุปได้ว่า ชีวิตของชายหนุ่มเจ้าของนิยายต้นรักดอกโศก ไม่เคยมีสติในทางที่ถูกเลยจนข้อเดียวกระทั่งถึงเวลาปัจจุบันที่คุยกันอยู่ เมื่อข้าพเจ้าให้เขาเล่านิยายชีวิตของเขาต่อก็ได้ฟังว่า


                    "เธอไม่เคยให้อภัยชีวิตในหนหลังของผมก่อนแต่งงานกับเธอเลย และพอผมแก้ปัญหาผิดจุดอย่างที่เล่าให้คุณป้าฟัง ชีวิตครอบครัวผมจึงเหมือนอยู่ในกองไฟ บางคราวเธอโกรธรุนแรงจัด ถึงกับไปด่าประจานผมในที่ทำงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมทราบความเลวร้ายต่างๆ ผมอายจนพูดไม่ถูก ตามถนนหนทาง เธอก็ไม่เว้น โกรธขึ้นมาเป็นด่าผมได้ทุกแห่ง"


                     ที่เรียกว่า "ด่า" นั้นเป็นการกล่าวคำหยาบกันจริงๆ คำสรรพนาม ก็ใช้ กู มึง คำด่าก็สาดเสียเทเสียชนิดเอามาเล่าไม่ไหว มันอายครับ  แต่เราก็หย่าขาดกันไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ลูก ต้องทนอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุข อยู่อย่างเป็นศัตรูกัน


                     ใจของผมเวลานั้นวุ่นวายฟุ้งซ่าน คิดพล่านไปร้อยแปด เหมือนคนใกล้จะเป็นบ้า ยังโชคดีที่ผมมีโอกาสได้เข้าวัด ได้เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ได้ฟังธรรมจากท่านบ้าง ได้อ่านได้ศึกษาหนังสือธรรมะบ้าง ใจค่อยสงบลง  ผมลงมือปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา แม้ยังไม่ได้ผลอะไร แต่ทำให้ผมสงบลงทั้งกาย ทั้งวาจา เวลามีเรื่องทะเลาะกัน ผมอดกลั้นไม่ไหว  ไม่ด่าตอบเธอ ไม่ลงมือลงไม้ทำร้ายร่างกายเธอดังแต่ก่อน ผมใช้ความเงียบนิ่ง เฉย เหมือนไม่ได้ยินเสียง ถ้าเธอมาด่าอยู่ใกล้หูจริงๆ ผมก็หนีขึ้นไปนั่งสมาธิชั้นบน แต่เธอก็ไม่ลดละ ตามขึ้นไปนั่งด่าทั้งที่ผมนั่งหลับตานั่นแหละ
 

                      ใหม่ๆ นะครับคุณป้า การอดกลั้นไม่โต้ตอบเนี่ย เหมือนอก มันจะแตกตาย ทรมานใจจริงๆ มันจะระเบิดเสียให้ได้ นิ่งไว้ นิ่งไว้ จนชนะ เธอบ่นว่าด่าทอจนเหนื่อย ผมไม่โต้ตอบ เธอก็เลิกไป
 

                      พอผมชนะได้ครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็ง่ายขึ้น ความอึดอัด ทุเลาลง พอทนได้ อยากด่าด่าไป อยากว่าว่าไป มีเรื่องกันต่อมาจึงมีแต่เสียงแผดดังลั่นของภรรยาผมฝ่ายเดียว
 

                     นอกจากจะสนใจเรื่องทำสมาธิแล้ว ผมได้ตั้งใจทำทานเต็มกำลัง ความสามารถ ช่วยงานทางวัดในเรื่องต่างๆ ใจคอเริ่มอ่อนโยนลงเป็นลำดับ  สิ่งใดที่เคยทนไม่ได้ก็ทนได้ เช่นเรื่องรายได้ของผม ภรรยาจะขอเงินเดือนของผมแทบจะหมดตัว เช่น ผมมีเงินเดือนหมื่นห้าพันบาท เธอให้ผมใช้แค่ ๓,๐๐๐ บาท เธอขอเอาไป ๑๒,๐๐๐ บาท ทั้งที่ผมต้องไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด แค่ซื้ออาหารการกิน ค่ารถ ค่าหยูกยา ไม่พอใช้แล้ว ยังต้องให้คุณพ่อคุณแม่ของผมด้วย ผมก็ยอมได้สู้อุตส่าห์ทำงานพิเศษต่างๆ หารายได้เพิ่มเติม นี่ถ้าเธอรู้ว่าผมทำงานมีรายได้พิเศษ เธอคงตามเอาเงินจนหมดเป็นแน่"


                    ชีวิตครอบครัว เมื่อไม่เข้าใจกัน ไม่ให้อภัยกัน ก็ลงเอยด้วยความขมขื่น คนที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็นลูกๆ ที่เติบโตมาด้วยความรู้สึกไม่อบอุ่น ไม่เป็นสุข บางทีกลายเป็นเด็กมีปัญหาไปในที่สุด หาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ก็ไปหาจากเพื่อน ได้เพื่อนดีก็รอดตัว ได้เพื่อนชั่วก็เหมือนดับอนาคตตัว


                    จากนั้นข้าพเจ้าถามเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา ชายหนุ่มตัวเล็กดูจะมีสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิมากกว่าคนตัวสูง ข้าพเจ้ากล่าวเพิ่มเติมให้ฟังว่า


                   "การมีสัมมาสมาธิ อันเป็นข้อที่ ๘ ในองค์มรรคแปด คือ การทำฌานจิตให้เกิด ที่เรียกว่า ฌาน ๔ เริ่มต้นจากการให้ใจคิดอยู่ในเรื่องใดเพียงเรื่องเดียว ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อารมณ์ของกิเลส เมื่อใจตั้งมั่นในอารมณ์เดียวมั่นคงเข้า ก็สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน
 

                   ประโยชน์ของสมาธิมีมาก แต่ต้องเป็นสัมมาสมาธิ คือเป็นสมาธิเพื่อการกำจัดกิเลส เช่น ใช้เป็นเครื่องพักผ่อนจิต คลายความเครียด เป็นการทำให้ใจเป็นสุขอย่างดีเยี่ยม
 

                   - ใช้เพื่อเป็นบันไดให้เกิดญาณทัสนะ ปรีชาความหยั่งรู้ เช่น รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต รู้อริยสัจ เหล่านี้เป็นต้น


                  -สมาธินั้นเป็นไปเพื่อเกิดสติสัมปชัญญะ และ


                  - เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ


                    สัมมาสมาธิต้องมีความมุ่งหมายให้ถูกต้องดังนี้ ไม่ใช่ทำสมาธิจิตเพื่อให้ใจมีอำนาจแล้วเอารัดเอาเปรียบ กัดจิตผู้อื่น อย่างสมาธิของโจรผู้ร้าย หมอเสน่ห์เล่ห์กล หมอเวทมนตร์คาถา พวกเหล่านี้เป็นมิจฉาสมาธิ


                    เราต้องทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งในความจริงทั้งปวง  แล้วทำอาสวะให้สิ้นไป เข้านิพพานให้ได้ นี่เป็นสัมมาสมาธิสมาธิทำฤทธิ์ ทำเดช ดูโน่นเห็นนี่ เพื่อเป็นเหยื่อของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมิจฉาสมาธิทั้งนั้น"


                   "งั้นพวกเราบางคน ทำสมาธิช่วยในการทำมาหากิน เป็นสมาธิชนิดไหนครับคุณป้า" คนตัวเล็กถาม ข้าพเจ้าก็ต้องตอบว่า


                     "จะถือเป็นสัมมาสมาธิไม่ได้ เพราะเท่ากับสนับสนุนเรื่องโลภะ แต่หากทรัพย์ที่ได้จากการทำมาหากินนั้น นำมาช่วยงานเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ไม่ถึงเป็นมิจฉาสมาธิ เรียกว่าเป็นสมาธิธรรมดาก็แล้วกัน  สมาธิใดที่เอาไปทำเรื่องทุจริต ค่อยถือเป็นมิจฉาสมาธิ"
 

                     "งั้นผมทำสมาธิมากๆ แล้วอธิษฐานจิตเอาบุญที่ได้ไปบันดาลใจ ให้ภรรยาของผมเปลี่ยนนิสัยบ้างจะได้ไหมครับ คงไม่ถือเป็นสัมมาสมาธินะครับ "
 

                     คนตัวสูงเจ้าของเรื่องถาม


                   "ไม่ถือเป็นสัมมาสมาธิแน่ค่ะ เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องกำจัดกิเลส  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ทดลองดูก็ได้ ป้าเคยพบตัวอย่างภรรยาคนหนึ่ง  อธิษฐานให้สามีเป็นคนสัมมาทิฏฐิเสียที ประสบผลสำเร็จได้ด้วย จะเล่าให้ฟังเอามั้ย"


                    ทั้งคู่รับคำว่าอยากฟัง


                    "เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๓ ป้าไปบรรยายธรรมที่จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออก มีผู้ฟังหลายสิบคน บ้านที่จัด เจ้าของบ้านเป็นผู้มีฐานะค่อนข้างดี ทั้งสามีภรรยาไม่มีบุตร ทรัพย์สมบัติที่หาได้จึงสามารถจับจ่ายใช้สอยได้เต็มที่ ป้าเห็นลักษณะของภรรยาเป็นคนมีบุญ เป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ลักษณะของสามีในขณะเห็นก็ดูเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ป้าสังหรณ์ทีใดไม่ใคร่พลาด ป้าว่าแต่เดิมคงเป็นผู้ชายที่ไม่ใช่ย่อยทีเดียว  คุณคงเข้าใจนะ ไม่ใช่ย่อยน่ะ ก็เหมือนพวกคุณน่ะแหละ เพลย์บอย (เด็กผู้ชายเสเพล)สุรา นารี พาชี กีฬาบัตรเพียบแน่ ป้ามองแล้วก็นึกไว้ในใจ ใครจะกล้าพูดออกมา มันสบประมาทเขานี่


                      บรรยายธรรมเสร็จแล้ว ก่อนกลับ ภรรยาของเค้าได้มาเล่าให้ป้าฟังว่า แต่เดิมสามีของเธอไม่เรียบร้อยเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ เป็นคนละคนกับเมื่อก่อน เธอว่า..."


                      "มีอยู่คราวหนึ่ง เค้าหายไปจากบ้าน ๑๔ วัน หนูเป็นห่วงและรู้สึกเสียใจ ตอนนั้นหนูตามคุณป้า (หมายถึงข้าพเจ้า) ไปปล่อยปลาที่บ้านแป้ง (บ้านเกิดของหลวงพ่อเจ้าอาวาสอยู่จังหวัดสิงห์บุรี) หนูรู้สึกมีปีติใจในการทำบุญครั้งนั้นมาก จึงตั้งอธิษฐานจิต ขอให้หนูได้ใช้บุญที่กระทำในวันนั้นแผ่ไปถึงสามีของหนู ให้เค้ามีจิตใจเป็นสัมมาทิฏฐิ หันเข้าหาธรรมะ ตั้งหน้าสร้างบารมีเหมือนดังที่หนูกำลังกระทำอยู่


                      เป็นอัศจรรย์นะคะคุณป้า เค้ากลับมาค่ะ บอกกับหนูว่า เค้าฝันประหลาด เป็นความฝันที่ในชีวิตนี้คงไม่สามารถฝันได้อย่างนั้นอีกแล้ว  เค้าฝันเห็นว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่ง มาพาเค้าไปดูที่อยู่หลายแห่ง ที่พวกนั้นสวยงามเหลือเกิน สวยชนิดในชีวิตไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน พระท่านบอกว่า ที่นั่นคือสวรรค์ แล้วก็บอกด้วยว่าจะไปอยู่ที่นั่นต้องทำตัวอย่างไรบ้าง ให้เลิกทำตัวอย่างที่เป็นอยู่นั่นเสีย

                      เค้าสัญญากับตนเองต่อหน้าหนูค่ะว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปจะเลิกประพฤติตัวเหลวไหลทั้งหมด จะตั้งหน้าประกอบบุญกุศลสร้างคุณงามความดีให้เป็นบารมี ทำตามที่พระในฝันท่านสอนไว้"


                     ป้าฟังแล้วต้องยกมือพนมสาธุการ อนุโมทนากับคุณผู้หญิงคนที่เล่าถึงนี่ เป็นบุญของเธอจริงๆ ที่สามีกลับใจได้เอง "คุณก็ลองอธิษฐานดูบ้าง เผื่อภรรยาของคุณจะกลับใจเป็นอัศจรรย์ยังงี้มั่ง" 

 

                   อีกฝ่ายถอนใจยาว "รายที่คุณป้าเล่า เค้าโชคดีจังนะครับ ไม่รู้ว่าเป็นหนึ่งในกี่ร้อยล้าน ของผมเนี่ยมองไม่เห็นทางเลย ไม่ไหวจริงๆ คงต้องทำอย่างคุณป้า คือวางอุเบกขา ช่วยเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ช่วยไม่ไหวก็ตัวใครตัวมัน อย่างครอบครัวของคุณป้าไงครับ  คุณป้าช่วยเต็มที่แล้ว พวกเค้าไม่เอา คุณป้าก็วาง"
 

                      ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็หันมาถามเรื่องชีวิตของเขาต่อไปใหม่ว่า  ปัจจุบันนี้มีสุขทุกข์อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า ภรรยายังทำตัวเหมือนเดิมไม่ดีขึ้น แต่โชคดีที่ทางราชการสั่งย้ายตัวเขาไปอยู่ต่างจังหวัดแสนไกล  จึงไม่ต้องเห็นหน้ากันเป็นเดือนๆ เมื่อเวลาภรรยาอาละวาดเอะอะอย่างไร เขาก็จะเอาใจเก็บไว้ในอารมณ์กรรมฐานเสีย ไม่ให้ยินดียินร้ายในเสียงบ่นว่า

 

                     นับว่าเขาใช้อำนาจสมาธิ ทำให้ใจเป็นสุขขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อต้นของสมาธิสำหรับอีก ๓ ข้อที่เหลือ ให้เกิดญาณทัสสะ ให้เกิดสติสัมปชัญญะ ให้สิ้นอาสวะ ยังไม่เกิด ข้าพเจ้าได้แนะนำให้เขาบำเพ็ญภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้ถึงวัตถุประสงค์ที่เหลือ โดยให้รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานของชีวิต


                    "ครับ ผมจะพยายาม"


                    แม้เขาจะรับคำ แต่ข้าพเจ้าสามารถอ่านเข้าไปถึงใจของเขาออก  ไม่ใช่ข้าพเจ้ามีญาณวิเศษเชี่ยวชาญอะไร แต่จากประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา ได้พบผู้คนนับจำนวนไม่ได้ มักจะเห็นปัญหาที่เกิดกับคนเหล่านั้นซ้ำๆ และมักจะลงเอยแบบเดียวกัน เหมือนวิชาสถิติ
 

                    หนุ่มร่างสูงรายนี้ ในความสังหรณ์ของข้าพเจ้า เขาจะรักษาศีล ๕ โดยเฉพาะข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ได้ยากนัก ความผิดหวังในชีวิตสมรสโดยเฉพาะความสุขทางเพศสัมพันธ์กับภรรยาไม่มี ก็จะหิวโหยกระหายใคร่เสพ เพราะเคยติดในรส เมื่อมีโอกาสอยู่ใกล้สตรีอื่น ก็อดหวั่นไหวเคลิบเคลิ้มลืมตัวไม่ได้แน่ๆ


                      ในเวลาบัดนี้ ด้วยหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าเอาเรื่องราวชีวิตของเขามาเล่าประกอบหลักธรรมข้ออริยมรรค นอกจากเป็นธรรมทาน ธรรมดาแล้ว ความมุ่งหมายที่แอบแฝงอยู่อีกเรื่องคือ ต้องการให้ตัวหนังสือเล่มนี้ เป็นเสมือนครูบาอาจารย์ตามตักเตือนเขา ตามสอนไปให้ชั่วชีวิต เพราะอายุของข้าพเจ้ามากแล้ว คงตามแนะตำตักเตือนต่อไปได้ไม่นาน แต่ถ้านิสัยของเขาจะไม่เป็นไปตามความสังหรณ์ใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ขออภัยไว้ และขออนุโมทนา ให้ศีลให้พร ให้เขาพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป ขอให้ท่านผู้อ่านเป็นพยาน


                         อนึ่ง คำสนทนาในเนื้อเรื่องที่เล่ามาทั้งหมด เป็นแต่เพียงคำเสริมแต่งเพื่อขยายความเนื้อหาในหลักธรรมข้อมรรคมีองค์ ๘ เสียเป็นส่วนใหญ่ สำหรับเนื้อเรื่องส่วนที่เป็นชีวิตตัวละครนั้น เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น

 

Cr.อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

จากความทรงจำ เล่ม๔

 Total Execution Time: 0.00209086338679 Mins