น้อยแต่มาก

วันที่ 02 เมย. พ.ศ.2565

น้อยแต่มาก

                  “น้อยแต่มาก” ไม่ใช่การใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น  แต่หมายความว่า เสื้อผ้าที่หยิบมาสวมใส่นั้นมีรายละเอียด หรือลวดลายที่ไม่มากจนเกินไปนัก เสื้อผ้าจะมีการตัดเย็บที่เรียบ ๆ โทนสีสบายตา ถึงจะน้อยในรายละเอียด แต่ก็ยังมีดีไซน์ มีรายละเอียดอยู่บ้าง ไม่ได้เรียบจนเกินไป เรียกได้ว่าเรียบหรูดูดี คือ ใช้ความสามารถในการเลือก เช่น เลือกเนื้อผ้าที่ดูดีและราคาไม่แพง แต่ใส่แล้วดูแพงนั่นเอง

  00.111.jpg             

                  มีบางคนกล่าวว่า “เงินไม่สามารถซื้อรสนิยมได้” ความจริงแล้วเงินไม่ได้ซื้อทุกอย่างได้ โดยเฉพาะรสนิยม เพราะรสนิยมเป็นเรื่องของการเรียนรู้และการสั่งสมประสบการณ์

                   จริง ๆ แล้วเรื่องของรสนิยมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและตัดสินได้ยาก เพราะคนแต่ละคนต่างก็มีมุมมองความสวยงามและความดูดีแตกต่างกันไป แต่สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง

                   คือ กาลเทศะ การแต่งตัวให้เหมาะสมกับโอกาส เวลา และสถานที่ รวมทั้งให้เกียรติบุคคลที่เราต้องการจะไปพบ คือ ดูความเหมาะสมกับสถานะที่เราเป็น และสถานที่ที่เราไป

                  ปัญหาที่เราพบอยู่บ่อย ๆ คือ คนรูปร่างดี ใส่เสื้อผ้าอะไรก็สวย แต่คนที่รูปร่างไม่ค่อยดี หรือมีข้อบกพร่องในร่างกายบางส่วน ก็ควรเลือกรูปแบบเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ เพื่อแก้ไขรูปร่างให้ออกมาดูดียิ่งขึ้น

                   ความจริงแล้วเราทุกคนมีความดูดีในตนเองอยู่แล้ว ดังนั้น ก่อนอื่นเราต้องเรียกความมั่นใจให้กับตนเองก่อน ทุกคนดูดีในแบบของตนเอง ถึงแม้รูปร่างหน้าตาเราจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับนายแบบนางแบบ แต่เราก็สามารถปรับแต่งให้ดูดีที่สุดในรูปแบบของเราเองได้

 

                   เพียงแต่เราต้องเลือกเสื้อผ้าให้พอดีกับตนเอง ให้เหมาะสมกับรูปร่างของเรา และปกปิดในส่วนที่เราไม่มั่นใจ หรืออำพรางรูปร่างเราได้

00.112.jpg

                   หาตนเองให้พบว่าเราชอบอะไร ใส่เสื้อผ้าแบบใดแล้วมั่นใจ จากนั้นก็สำรวจตนเองว่า จุดเด่นในร่างกายของเราคืออะไร ก็ให้โฟกัสตรงจุดนั้น เลือกอำพรางปกปิดส่วนที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อลดความกังวลใจ ท่องเอาไว้ว่าไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

                    ส่วนสินค้าแบรนด์เนมนั้นโก้หรูดูดีแน่นอน เพราะได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ผ่านขั้นตอนการตัดเย็บที่พิถีพิถัน ผ่านการเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี

                    แต่ถ้าต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย เราไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าแบรนด์เนมเลยก็ได้ ขอเพียงรู้จักเลือกใช้ เช่น ใส่ชุดที่ทำจากผ้าที่ดูดีมีราคา อาจจะเพิ่มเติมเพียงบางจุดที่บ่งบอกถึงความหรูหราได้  เป็นต้น

                    เวลาที่เราเลือกซื้อของมีหลักง่าย ๆ คือ สิ่งของนั้นใช้ได้นานแค่ไหน นำราคามาหารเฉลี่ยระยะเวลาใช้งานแล้วคุ้มค่าหรือไม่ แล้วของชิ้นนั้นซื้อมาแล้วเราสามารถใช้ได้เป็นประจำ หยิบมาใช้เมื่อใดก็ดูดีไม่ตกเทรนด์หรือไม่

                    การแต่งกายที่มีรสนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ดี ช่วยสร้างความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพให้เราได้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการมีรสนิยมที่ดีในการคิด พูด ทำจะส่งผลให้เราเป็นคนที่เลอค่ามากยิ่งกว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ

                    ก่อนอื่นต้องตระหนักว่า การเป็นผู้มีรสนิยม มองในแง่หนึ่ง คือ มีภาพลักษณ์ที่ดีด้วย ยกตัวอย่าง มีข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่ง เขาเป็นคนทำงานเก่ง โดดเด่น ชอบแต่งตัวแบบสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก มีโอกาสได้ไปออกงานที่มีผู้ใหญ่มาร่วมงานมากมาย เขาแต่งตัวมาแบบสบาย ๆ ตามที่เคย


                     พอเข้างานได้พบกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งยศสูงกว่า อาวุโสกว่า ท่านสบตาครั้งแรกก็เกิดความรู้สึกว่าไม่ประทับใจ แต่ท่านก็รักษาอาการเอาไว้ ถ้าเป็นคนในที่ทำงานเดียวกัน คุ้นเคยกันมาก่อนอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่พอต้องไปพบปะผู้ใหญ่ในสังคมที่กว้างขึ้น หากไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัวให้เหมาะสมกับโอกาส ย่อมเสียภาพลักษณ์ได้

00.113.jpg

                   จะมีคนสักกี่คนที่มองทะลุผ่านผ้าขี้ริ้วเข้าไปถึงทองคำข้างในได้แบบชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น  คนส่วนใหญ่มองจากภาพภายนอกเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เราจะมองข้ามความสำคัญของภาพลักษณ์นี้ไปไม่ได้

                   ถ้าให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์อีกนิด ไม่ต้องหรูหรา แค่ให้ดูสุภาพเรียบร้อย ถูกกาลเทศะ ก็จะส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนเองให้ดูดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบได้ไม่ยากเลย

                   แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ดูได้จากศีลของพระภิกษุ 227 ข้อ หมวดสุดท้ายว่าด้วยเรื่องมารยาท ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ทีเดียว มีมากถึง 75 ข้อ จากทั้งหมด 227 ข้อ

                    ในครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเกิดใหม่ที่เติบโตเร็วมาก เป็นที่จ้องจับผิดของศาสนาอื่น ๆ ศาสนาอื่นที่เกิดก่อนพยายามหาช่องโจมตี วิพากษ์วิจารณ์พระพุทธศาสนาสารพัดต่าง ๆ นานา ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์จึงมีความสำคัญมาก

                    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงหยิบยกเรื่องมารยาทมาไว้ในหมวดที่ภิกษุต้องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนมาสู่พระปาติโมกข์ ที่ให้ความสำคัญโดยคณะสงฆ์ต้องทวนกันทุกเดือน เพื่อตรวจสอบย้ำแล้วย้ำอีก

00.114.jpg

                     โดยมีเป็นหมวดย่อย ๆ เริ่มตั้งแต่การครองผ้า นุ่งสบง ห่มจีวร จากนั้นเป็นเรื่องของมารยาทในการเดินเข้าสู่บ้าน จากนั้นเป็นมารยาทในการรับบิณฑบาต รับกิจนิมนต์ มารยาทในการขบฉัน มารยาทในการเทศน์ รวมทั้งการพูดคุย มารยาทในการถ่ายหนักเบาในพื้นที่ธรรมชาติที่ไม่ใช่ห้องน้ำ และในห้องสุขา

                    ทั้งหมด คือ กระบวนการตั้งแต่เริ่มครองจีวรจนกระทั่งเข้าบ้าน ฉัน เทศน์ เข้าห้องน้ำ จนกลับถึงวัด ถ้าเราเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดอย่างนี้ เราจะจำเนื้อหาได้แบบทีเดียว แล้วไม่ลืมไปตลอดชีวิต เพราะมองเห็นเป็นภาพทั้งหมดว่าสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

                      ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังให้ความสำคัญกับเรื่องของภาพลักษณ์คณะสงฆ์ขนาดนี้ เราเองก็อย่ามองข้าม อย่าคิดว่าเรื่องรสนิยม หรือภาพลักษณ์เป็นเรื่องเปลือกนอก ไม่สำคัญ เราเอาแก่น ถ้าเปลือกไม่เอื้อให้ แก่นก็ไม่รอด

                    ต้นไม้ถ้าเราลอกเปลือกออกหมดให้เหลือแต่แก่น ต้นไม้ก็ตายเหมือนกัน ถ้าภาพลักษณ์ไม่ดี คนมองแล้วเขายี้ใส่ เขาไม่เปิดใจรับ ต่อให้เราเก่งเท่าไรเขาก็มองข้าม

00.115.jpg

                     เรานำแบบอย่างนี้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปใช้ได้ คือ การมีรสนิยมดีไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเสมอไป เครื่องแต่งกายของพระสงฆ์มีแค่สบงจีวรสังฆาฏิ ซึ่งทำมาจากเศษผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาเย็บต่อกัน แล้วนำไปย้อมสี

                     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เน้นของแพง บางครั้งก็มีคนนำผ้าผืนใหญ่มาถวาย คณะสงฆ์ยังต้องนำไปตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน จึงนำมาเย็บต่อกันเพื่อให้ราคาตก ไม่เน้นสวมใส่ผ้าราคาแพง จะได้ไม่เป็นเป้าหมายล่อใจโจรด้วยอย่างหนึ่ง

                     ภิกษุมีผ้าไว้เพื่อครองให้สุภาพเรียบร้อย ไม่อุจาด ป้องกันร้อนหนาว กันเหลือบไร ริ้น ยุง และแมลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่านำเศษผ้ามาเย็บต่อกันแล้วปล่อยให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน พระองค์ให้ย้อมสีผ้าด้วยแก่นไม้ เช่น ไม้ขนุน นำมาย้อมเพื่อให้ผ้ามีสีเดียวกันทั้งผืน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับความสุภาพพอสมควร แม้ราคาตกก็ไม่เป็นไร แต่ให้มีสีเหมาะสม ดูเรียบร้อย

                     ถ้าถามว่า ทำไมสีจีวรพระจึงมีหลายโทนทั้งเหลือง ส้ม น้ำตาล ความจริงแล้วพระองค์อนุญาตทั้งนั้น เพราะสมัยโบราณ สีจีวรย้อมมาจากแก่นไม้ ย่อมมีโทนสีที่ไม่เท่ากันเสียทีเดียว

                      ส่วนเครื่องประดับนั้น ไม่อนุญาตให้พระภิกษุใช้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ความมีรสนิยมและ ภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องประดับราคาแพง แต่ขึ้นอยู่กับเครื่องแต่งกายที่ไม่ต้องมีมากชิ้น เพราะภิกษุก็มีเพียง “ชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน”

                      จีวรพระ เป็นแฟชั่นที่ยั่งยืนที่สุด ยาวนานมาเป็นเวลากว่า 2,500 ปีแล้ว ก็ยังใช้กันอยู่จนปัจจุบัน ทั้งเรียบหรู ดูดี และประหยัด ไม่พึ่งพาเครื่องประดับ แต่ภาพลักษณ์คณะสงฆ์ก็ยังดีอยู่เสมอมา พระราชาเห็นยังต้องกราบต้องไหว้ เพราะความสงบเสงี่ยม สุภาพเรียบร้อย จากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเน้นย้ำทั้งเรื่องการรักษาเอกลักษณ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

                      เราเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เน้นเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีการออกแบบและโทนสีสุภาพ สามารถนำมาใช้ได้ยาวนานเป็นอมตะ ไม่ตกยุคสมัย

                      ส่วนเสื้อผ้าที่ออกแบบตามแฟชั่น ฮิตอยู่ 1-2 ปี ไม่นานก็ตกกระแส ต้องไปซื้อแบบใหม่ ๆ อีกเรื่อย ๆ สรุปคือเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ใส่ไม่ได้

00.116.jpg

                      แต่ถ้าเราเน้นซื้อเสื้อผ้าน้อยชิ้น เน้นสีสุภาพ ไม่ตามกระแสนิยมมาก ก็ใส่ได้นาน ไม่ตกยุค ไม่จำเป็นต้องมีมากชิ้น เลือกซื้อแบบที่มีเนื้อผ้าดี ๆ ใส่ทน ๆ ก็เพียงพอแล้ว

                      ที่สำคัญต้องฝึกตนเองให้มีอากัปกิริยาและการพูดที่ดี รู้จักกาลเทศะ ทำทุกอย่างให้เหมาะสมพอดี จัดแต่งทรงผมให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ปล่อยรุงรัง แล้วภาพลักษณ์เราจะออกมาดี มีรสนิยม ที่สำคัญประหยัดรายจ่าย

เจริญพร
พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0080949187278748 Mins