วิสาขบูชา ๒๕๒๕

วันที่ 08 กพ. พ.ศ.2567

8-2-67-01-b.jpg

วิสาขบูชา ๒๕๒๕


               เราก็นั่งหลับตา นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ตั้งกายของเราให้ตรง แล้วก็หลับตาของเราเบา ๆ แค่ผนังตาปิดเบา ๆ อย่าเม้มตาแน่น อย่าบีบหัวตา แล้วก็อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาแล้วก็ทำใจของเราให้สงบอย่างที่ได้แนะนำเมื่อเช้านี้ ว่าให้เอาใจมีความรู้สึกนึกคิดอะไรต่าง ๆ แวบไปแวบมาน่ะให้มาหยุดนิ่งอยู่ภายในตัวของเรา แล้วก็กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นพระแก้วหรือว่าเป็นดวงแก้วใส ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือจากจุดตัดของเส้นเชือกทั้งสองขึ้นมา ๒ นิ้วมือ กำหนดความใส ความสว่างของบริกรรมนิมิต องค์พระหรือว่าดวงแก้วใส ๆ พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหังสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าใจของเราจะหยุด ใจของเราจะนิ่ง หยุดนิ่งจนกระทั่งที่กลางหยุดนิ่งนั้นมีความสว่างปรากฏขึ้นมาน่ะ แล้วนิมิตที่เราสมมติกำหนดเข้าไป ก็ปรากฏชัดแจ่มใสขึ้นมาคล้าย ๆ เราลืมตาเห็น

 

 

               อันนี้เป็นเบื้องต้นในการที่เราจะเตรียมใจที่จะสร้างทานกุศล ด้วยการชำระใจให้สะอาดให้บริสุทธิ์ให้ผ่องใส เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปก็ให้ทุกคนพึงตั้งใจทำใจให้สงบกันสักครู่หนึ่ง ภาวนาไปเรื่อย ๆสัมมาอะระหัง ๆ ๆ ๆ ไปอย่างงั้นนะ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ๆ ถ้าเราเมื่อยเราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนท่านั่งของเราก็ได้ จากนั่งขัดสมาธิ จะมานั่งพับเพียบหรือจะเปลี่ยนจากข้างซ้ายมาข้างขวาก็ได้ แต่กรุณาทำอย่างเบา ๆ ค่อย ๆ ทำ ทำอย่างเบา ๆ ใจเย็น ๆ ใจสบาย ๆ แล้วก็อย่าให้ใจเราเคลื่อนจากศูนย์กลางกาย รวมทั้งไม่สะเทือนคนข้างเคียงด้วย ท่านที่อยู่บนศาลา อยู่ภายใต้เต้นท์ ใต้กลด หรือโคนไม้ เมื่อได้ยินเสียงที่อาตมาได้เรียนเชิญชักชวนให้นั่งเจริญภาวนาก็ขอได้โปรดสำรวมกาย วาจา ใจ แล้วก็ตั้งใจที่จะทำใจให้หยุดให้นิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน ภารกิจอะไรต่าง ๆ ขอให้ปล่อยวางไปเสียก่อน สิ่งที่เราจะได้ทำกันในวันนี้ ในวันมหามงคลในวันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุด ให้ตั้งใจทำใจให้สงบกันซะก่อนนะ ทำใจให้หยุดให้นิ่ง

 


                การที่เราจัดผ้าป่ามาทอดในวันมหามงคลในวันนี้ ก็เพราะว่าเรามาระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านได้สั่งสมบารมีของท่าน สร้างความดีของท่านมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งบารมีของท่านแก่กล้าหนักแน่นเข้า เหมือนผลไม้ที่สุกงอม พร้อมที่จะหล่นจากต้น แล้วในที่สุดในวันวิสาขบูชาเพ็ญกลางเดือน ๖ นี้ พระองค์ท่านก็มาประสูติด้วยรูกายเนื้อที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เป็นลักษณะที่งามเลิศยิ่งกว่ามุษย์คนใดทั้งสิ้นที่มีอยู่ในโลก บุญลักษณะของท่านได้มาด้วยความดีที่ท่านประพฤติด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในระหว่างที่ท่านเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนับภพนับชาติไม่ถ้วน ความดีที่ท่านทำก็เป็นเหมือนกับที่เราทำอยู่อย่างนี้แหละ คือให้ทานรักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนา แต่ว่าท่านทำยิ่งกว่าเรา ทำคล้าย ๆ อย่างนี้ แต่ว่าทำยิ่งกว่าเราทำ ตั้งแต่สละชีวิต เลือดเนื้อ อวัยวะ ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เข้าถึงอมตธาตุ  อมตธรรม ถึงธรรมอันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ซึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อได้เข้าถึงแล้วก็จะได้นำความรู้ความเห็นรู้แจ้งเห็นแจ้งที่ได้เข้าถึง มีความสุขจริง ๆ พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย มาแนะนำสั่งสอสัตว์โลกต่อไป

 

 

               นี่คือความปรารถนาของพระองค์ท่าน เมื่อหลาย ๆ ภพ หลาย ๆ ชาตินับภพนับชาติไม่ถ้วน สิ่งที่ท่านได้สั่งสมมาทีละเล็กทีละน้อย ก็เหมือนกับเอาขันตักน้ำ ใส่ตุ่มอย่างนั้นแหละ บ่อย ๆ ครั้ง น้ำก็เต็มตุ่ม นี่ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ทำบุญบ่อย ๆ ครั้ง ให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา มากเข้าบารมีก็เต็มเปี่ยม ถึงขีดถึงคราว เพ็ญกลางเดือน ๖ นี้ก็มาประสูติ ในกรุงกบิลพัสดุ์ อย่างที่เราได้ทราบกันน่ะ เป็นเจ้าชายที่รูปงาม นี่คือการเกิดขึ้นของพระมหาบุรุษในยุคแรก ๆ แล้วในท่ามกลาง ในระหว่างที่พระองค์เจริญพระชนพรรษา แล้วก็ได้เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บความตาย เทวทูตทั้ง ๔ เหล่านี้ เป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง ปัญญาหยั่งรู้ของพระองค์ก็สอนตัวเองว่า ที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นก็ต้องมีที่จะดับความทุกข์ทั้งหลายได้ สุขกับทุกข์นั้นมันของคู่กัน มืดกับสว่างก็เป็นของคู่กัน แล้วก็ได้ตัดสินใจสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องกังวลใจ ศึกษาที่จะเข้าถึงความรู้ จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้น่ะ ตลอดในระยะเวลา ๖ ปี ได้ทนทุกข์ทรมานผ่านอุปสรรคมามากมาย ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้กันมาแล้ว ได้ทราบแล้วในที่สุดก็มาตรัสรู้เอาในวันนี้ ดับกิเลสดับอาสวะต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจิตในใจน่ะได้หมดสิ้นไป ดวงใจของท่านน่ะ สว่างไสวยิ่งกว่าอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่เดิมเหมือนพระอาทิตย์ที่มีหมู่เมฆบังอยู่ แสงสว่างไม่อาจที่จะส่องโลกได้เต็มที่ ใจของท่านเช่นเดียวกันถูกกิเลสอาสวะหุ้มห่ออยู่ จึงไม่อาจที่จะฉายแสงแห่งปัญญา เอาชนะความทุกข์ ทั้งหลายได้

 

 

               แต่ในวิสาขะนั้นเมื่ออายุได้ ๓๕ ปี ท่านก็ได้ขจัดสิ่งที่ทำให้ดวงจิตของท่านมืดมนอนธการ ให้สว่างเจิดจ้าขึ้นมา แสงสว่างเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้ชนะโลก แห่งความสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในวันวิสาขะ วันนี้เช่นเดียวกัน ในที่สุดเมื่อท่านได้เข้าถึงความสว่างภายในที่ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปน่ะ ความรู้กระจ่างแจ้งขึ้นมาช่วยให้พระองค์ได้พ้นจากความทุกข์มีชีวิตอยู่บนความเบิกบาน ด้วยความสุขสงบสันติผ่องใส สัมฤทธิ์ผลในชีวิต และด้วยมหากรุณาธิคุณของพระองค์ นำความรู้ความเห็นอย่างนี้เฉลี่ยแจกจ่ายไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยเอาตัวเองของพระองค์เองน่ะเป็นตัวอย่าง ประสบการณ์ของพระองค์เองเป็นตัวอย่างสั่งสอนสัตว์โลก สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมด้วยความศรัทธาด้วยความเลื่อมใส พิจารณาเห็นเหตุเห็นผล ในที่สุดก็บรรลุธรรมคือรู้เห็นเช่นเดียวกับพระองค์ แล้วเข้าถึงบรมสุข ขจัดทุกข์ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายหมดสิ้นไปได้ มีจำนวนมากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็นพระราชามหากษัตริย์ ผู้ปกครองประเทศ เศรษฐีอาจกวณิพก ทุกหนทุกแห่ง ที่ได้ศึกษาธรรมะปฏิบัติของพระองค์ท่าน ได้เข้าถึงตามสมควรแก่บุญบารมี วาสนากัน มีความสุขกันด้วยกันทั้งนั้น

 

 

                   อาศัยพระมหากรุณาธิคุณ สั่งสอนสัตว์โลก สัตว์โลกจึงได้รับรสแห่งความสุข ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา ภายหลังจากที่ได้ตรัสรู้ ในที่สุดถึงคราวหมดปิดอายุขัยของท่าน ท่านก็ดับขันธปรินิพพาน เข้าสู่อายตนนิพพาน เสวยสุขอยู่อย่างเดียว ไม่มีทุกข์เจือเลย พุทธประวัติอย่างนี้เราได้ศึกษา เราได้อ่าน เราได้ยิน เราได้ฟังกันมาอย่างมากมายก่ายกอง เราได้ยินกันบ่อย ๆ นี่เป็นในทางปริยัติ แต่ในทางปฏิบัติล่ะ ถ้าจะพูดให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจในวันนี้อาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับบางท่าน ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง ในแง่ของการปฏิบัติแล้ว พระองค์ประสูติที่ตรงไหนก็ตรัสรู้ที่ตรงนั้น ตรัสรู้ตรงไหน ปรินิพพานตรงนั้น ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอยู่ที่เดียวกัน นี่เป็นของแปลกนะ ตามตำรับตำราไม่มีอย่างนี้ ประสูติแห่งหนึ่งตรัสรู้แห่งหนึ่ง ปรินิพพานแห่งหนึ่ง เราเคยได้ยินได้ฟังได้เรียน ได้ศึกษากันมา แต่วันนี้จะแนะนำในสิ่งที่พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังกัน พระพุทธเจ้าเวลาประสูติ เวลาตรัสรู้ เวลาปรินิพพาน ทำไมอาตมาถึงเรียนให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่าอยู่ในที่เดียวกัน

 

 

                   ก่อนอื่นเราจะต้องรู้จักซะก่อนว่า ทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกนั้นอยู่ที่ไหนสัตว์โลกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน เป็นผู้หญิงผู้ชาย เป็นเด็กเล็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ เกิดและตายนั้นอยู่ที่เดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักว่าทางไปเกิดมาเกิดนั้นอยู่ที่ไหน ศูนย์กลางกายของเรานี่เอง ฐานที่ ๗ ที่ได้แนะนำให้พวกเราทั้งหลายกำลังเอาใจหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้แหละ จุดที่สูงจากจุดตัดขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ที่เราสมมติถึงเส้นเชือก จากสะดือทะลุไปด้านหลัง ขวาทะลุไปทางด้านซ้าย ตรงจุดตัดของเส้นเชือกทั้งสองเรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ เหนือจุดนั้นขึ้นมา ๒ นิ้วมือนั่นเรียกว่าฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ ถูกกำเนิดธาตุธรรมเดิมคือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสสะอาดบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เป็นดวงสว่างอยู่ที่ตรงนี้ที่ศูนย์กลางกาย มีอยู่ทุก ๆ คน นี่เรียกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสสะอาดบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ นี่จำเอาไว้นะ

 

 

                   เวลาเราจะมาเกิด กายปฐมวิญญาณ กายละเอียดหรือกายทิพย์ เข้าสู่ปากช่องจมูกของบิดา หญิงเข้าทางซ้าย ชายเข้าทางขวา เมื่อเข้าไปแล้วก็ไปตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละของบิดา อยู่นานวันบ้าง อยู่เร็ววันบ้าง อาจจะ ๓ วัน ๕ วัน ๗ วันก็แล้วแต่ อยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดา เพราะฉะนั้นบิดานี่จะแพ้ท้องก่อน นี่เราอาจจะไม่เคยสังเกต ไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่ความจริงน่ะมันเป็นอย่างนี้ จะทราบหรือไม่ทราบก็ตาม บิดาจะแพ้ท้องก่อน เพราะว่าสัตว์โลกที่จะมาเกิดได้เข้าไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายบิดาแล้ว แล้วในที่สุดก็บังคับจิตใจของบิดา ให้เข้าไปหามารดาเพื่อประกอบธาตุธรรมกันให้ถูกส่วน พอประกอบธาตุธรรมกันถูกส่วนเข้าก็มีความดึงดูดนิ่งแน่นกัน ระหว่างจิตใจของบิดา ของมารดาและบุตร อย่างละครึ่ง พอถูกส่วนเข้า กายปฐมวิญญาณ หรือกายทิพย์ ก็ตกศูนย์วูบเข้าสู่ภายในกายของบิดา ตกไปที่ฐานที่ ๖ เป็นดวงสว่าง ในดวงสว่างนั้นก็จะมีกายอยู่ภายใน แล้วก็ลอยเลื่อนขึ้นมาฐานที่ ๕ คือปากช่องคอ แล้วก็ไปฐานที่ ๔ ที่เพดานปาก ช่องปากอาหารสำลัก แล้วไปที่กลางกั๊กศีรษะ ฐานที่ ๓ เลื่อนออกมาที่เพลาตา ที่หัวตา นั่นเป็นฐานที่ ๒ แล้วก็ออกทางปากช่องจมูก หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา เข้าสู่ปากช่องจมูกของมารดา

 

 

                   เข้าไปก็ไปตามลำดับฐาน ตั้งแต่ปากช่องจมูก ที่หัวตา ที่กลางกั๊กศีรษะ เพดานปาก ปากช่องคอแล้วเลื่อนลงไป จนกระทั่งไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายของมารดา ปิดช่องทางเดินระดูของมารดา ธาตุหยาบประกอบถูกส่วนพร้อมกับกายทิพย์ที่พอเหมาะพอดีกัน เล็กเท่ากับเอาขน เอาขนแกะขนแพะ ขนเนื้อทราย เอาไปจรดกับน้ำมันงา แล้วสลัดออกซักเจ็ดครั้ง เหลือตรงปลายที่มีความใสแค่ไหนน่ะ นั่นแหละจุดเริ่มต้นของปฐมชีวิต   ตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของมารดา หล่อเลี้ยงด้วยธาตุหยาบด้วยอาหาร ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยอาหารที่กลั่นกรองเป็นเลือดเนื้อของมารดา แล้วก็หล่อเลี้ยงทารกที่อยู่ในครรภ์นี่การมาเกิดของสัตว์โลกเป็นอยู่อย่างนี้ เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย พอเจริญเติบโตขึ้นมา กายมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์มารดานั่นน่ะ ใจน่ะติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายของมารดา ส่วนกายหยาบก็เจริญเติบโตขึ้นเป็นปัญจสาขา มีหัว มีแขน มีขา เจริญเติบโตขึ้นมา เพราะฉะนั้นทารกในครรภ์มารดาจึงไม่ได้หายใจ เพราะใจนั้นหยุดติดกับที่ศูนย์กลางกายของมารดา ติดกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มาเกิดก็เกิดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ แล้วก็เคลื่อนออกตามธรรมชาติ เจริญเติบโตเรื่อย ๆ มา

 

 

                   พระสิทธัตถะราชกุมารก็เช่นเดียวกัน อาศัยบารมีที่ได้สั่งสมมานับภพนับชาติ รวมตัวกันถูกส่วนเข้าก็ถูกส่งไปเกิดในครรภ์พระราชบิดา พระราชมารดา ในทำนองเดียวกันกับการเกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย แล้วก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายของพระพุทธมารดา ถึงขีดถึงคราวถูกส่วนเพ็ญเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็เคลื่อนออกจากครรภ์มารดาสู่มนุษย์โลก ด้วยลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการ นี่เป็นการเกิดขึ้นของรูปกายของพระองค์ท่าน ที่สวยงามอย่างยิ่ง ปุญญาภิสังขาร สังขารที่เกิดขึ้นด้วยบุญสั่งสมมาดีแล้วได้รูปลักษณะที่งดงามอย่างยิ่ง ใครเห็นก็เจริญหูเจริญตาน่ะ เป็นอย่างนั้น นี่ท่านเกิดที่ตรงนี้นะ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และที่ฐานที่ ๗ นี้แหละ เมื่ออายุ ๓๕ ปี ของพระองค์ท่าน ท่านได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นพระอริยเจ้า ตายแล้วจากปุถุชน เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นพระอริยเจ้า ฟังกันให้ดีนะ            ตรงนี้หัวเลี้ยวหัวต่อทีเดียวน่ะ ฟังเผิน ๆ แล้วเราก็ไม่เข้าใจ ที่ศูนย์กลางกายนี่แหละมีดวงสว่างอยู่ ถ้าเอาใจของทุก ๆ คนจรดให้ถูกส่วนที่ฐานที่ ๗ พอถูกส่วนเข้าจะมีดวงสว่างปรากฏเกิดขึ้นมาเอง จะเป็นชาติไหนภาษาไหน ศาสนาไหน ผู้หญิงผู้ชาย เด็กเล็กผู้หลักผู้ใหญ่ เหมือนกันหมด ถ้าใจหยุดสนิทที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอถูกส่วนเข้าน่ะ ดวงสว่างจะปรากฏขึ้นมา อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ดวงสว่างที่ปรากฏเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายอันนี้แหละเรียกว่าดวงปฐมมรรค แปลว่าหนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่พระนิพพาน

 

 

                   พระบรมโพธิสัตว์ พระสิทธัตถะ ในยามต้นท่านก็เอาใจจรดเข้าไปที่ศูนย์กลาง แล้วก็อาศัยเส้นทางสายกลางที่พระองค์ที่พระองค์เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ทำใจหยุดนิ่งเข้าไปภายในตัวของพระองค์ท่าน พอถูกส่วนเข้าก็เห็นกายในกาย เข้าไปตามลำดับ พระองค์ได้รู้จักกายต่าง ๆ มากเพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างจากพวกเราทั้งหลาย เรารู้จักกันแค่กายมนุษย์ แล้วก็คิดว่ามีร่างกายนี้ร่างกายเดียวเท่านั้น ตายแล้วก็สูญหายไปหมด หรืออย่างมากก็ไปอยู่ที่เชิงตะกอน เผาแล้วก็เป็นขี้เถ้ากันไป นั่นสำหรับผู้ที่มีความเห็นเพียงแค่นั้นความรู้หรือปัญญาก็มีเพียงแค่นั้น แต่ความจริงร่างกายของคนเราก็เหมือนกับต้นไม้ ที่มีสิ่งต่าง ๆ หุ้มอยู่ตั้งแต่สะเก็ด เปลือก กะพี้ แก่น หุ้มเข้าไปตามลำดับ แล้วสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ความเจริญเติบโตของต้นไม้ ให้เปลือกที่สุดใส ให้ใบและดอกที่ดูเขียวชะอุ่ม ให้ผลที่ดูแล้วก็อิ่มเอิบใจน่ะ รับประทานได้อย่างนั้นน่ะ สิ่งที่หล่อเลี้ยงต้นไม้อยู่ ให้ความเจริญเติบโตก็อยู่ภายใน เป็นแก่นไส้กลางลงไปอีกทีหนึ่ง

 

 

                   ตัวของเราก็เช่นเดียวกัน ร่างกายของเราที่เราเห็นอย่างนี้น่ะ ตามความเป็นจริงแล้วมีอยู่กายภายใน ซ้อนกันอยู่หลาย ๆ กาย ลงไปตามลำดับ เป็นชีวิตที่อยู่ในระดับลึก ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็จะไม่ทราบหนทางที่เราจะเข้าถึงชีวิตในระดับลึก ซึ่งเป็นชีวิตที่ปราณีตสดใส เบิกบานกว่าชีวิตภายนอก เป็นชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ทรมาน เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายหมด กิเลสอาสวะต่าง ๆ เข้าไปไม่ถึง กายภายในที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ตามเข้าไปเห็นน่ะ ในยามต้นตั้งแต่ปฐมยาม ๖ โมงเย็นเรื่อยขึ้นไป ในยามต้นได้เข้าถึงธรรมกายพระโสดาบันคือธรรมกายที่เขียนป้ายบอกไว้ให้พวกเราเห็นข้างหน้านั้นแหละ ว่าผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ในยามต้นพระองค์ได้เข้าถึงธรรมกายอันนี้ ลักษณะของธรรมกาย ก็อย่างที่พวกเราเคยเห็นจำลองออกมาเป็นพระปฏิมากร ปฏิมากรก็แปลว่ารูปเปรียบ รูปจำลอง จำลองจากพระธรรมกายในตัวให้มาปรากฏภายนอกตัว เพื่อให้ผู้มีปัญญาได้ทราบว่าภายในตัวของเราน่ะมีพระธรรมกายอยู่อย่างนี้นะ

 

 

                   พระสิทธัตถะราชกุมารแม้ว่าจะมีลักษณะประกอบไปด้วยมหาบุรุษ แต่เกตุของท่านก็ไม่ได้เป็นเกตุดอกบัวตูม แม้ว่าจะมีจอมกระหม่อมสูงก็ตามที เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม เหมือนดอกบัวตูม ๆ บัวสัตตบงกชอย่างนั้นน่ะท่านหมายเอาธรรมกายในตัวของพระองค์ท่าน และก็หมายเอาธรรมกายภายในตัวของพวกเราทุก ๆ ท่าน ซึ่งเป็นกายของผู้รู้ ผู้เห็น ผู้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย เป็นเนื้อเป็นหนัง เนื้อแท้ตัวจริงของพวกเราน่ะ อยู่ภายใน ในยามต้นได้เข้าถึงธรรมกายพร้อมกับวิชชาที่เกิดขึ้นที่เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเหตุแห่งการระลึกชาติหนหลังได้ รู้เห็นได้ด้วยตาของธรรมกาย แล้วก็ด้วยญาณของธรรมกาย คำว่าตรัสรู้ในยามต้นจึงได้เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของวิชชา คำว่าวิชชา ตัวนี้สะกดด้วย ว สระอิ ช ช้าง สองตัว และสระอา แตกต่างจากคำวิชาในทางโลก วิชาในทางโลกยิ่งเรียนก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งยาก แล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเรียนแล้วจิตใจของเราก็มืดมัวหมองไปตามลำดับ

 

 

                   แต่คำว่าวิชชาหมายถึงกายตรัสรู้ธรรม หมายถึงการรู้แจ้ง หมายถึงการเห็นแจ้ง เป็นความรู้ที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งทำใจให้สะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งมีความผ่องใส และก็ยิ่งมีความสุขอย่างยิ่ง ในยามต้นบุพเพนิวาสานุสสติญาณเกิดขึ้น พร้อมกับการเกิดขึ้นของธรรมกายพระโสดาบัน ได้เกิดขึ้นในยามต้น ในยามที่สองพระองค์ก็ทำจิตไปตามลำดับ ตามเส้นทางสายกลาง เข้าไปสู่ชีวิตภายในกายในของธรรมกายในระดับลึก ที่ละเอียดลุ่มลึกไปกว่านั้นอีกหลายชั้น จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงเป็นพระอริยบุคคลในระดับที่ ๒ ที่ ๓ พระสกิทาคา พระอนาคาก็บังเกิดขึ้น ธรรมกายขยายส่วนกว้างขวางออกไป เข้าไปรู้ไปเห็นกายภายใน เป็นธรรมกายที่ใสสว่าง ใสเป็นแก้ว สวยงามหนักยิ่งขึ้น ความรอบรู้อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของธรรมกาย มีความสว่างไสว ในขณะเดียวกัน วิชชาที่ ๒ จุตูปปาตญาณ ญาณเป็นเหตุแห่งการรู้การเกิดขึ้น และการดับไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ว่ามนุษย์สัตว์โลกทั้งหลายเนี่ย ได้ประกอบกรรมชนิดนี้ ทำดีได้ดีนี่ ทำดีแล้วเนี่ย ละโลกแล้วไปอยู่ที่ไหน ละจากภูมินั้นแล้วไปอยู่ที่ไหน เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก เหมือนกับบุรุษที่ยืนอยู่ริมฝั่ง เห็นการผุดขึ้นและดำลงของปลาที่อยู่ในแม่น้ำอย่างนั้น เห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด

 

 

                   ในยามต้นเห็นชาติหนหลังของพระองค์เอง ในยามที่สองเห็นสัตว์โลกอื่น เห็นแล้วก็ทำให้เบื่อหน่ายในความทุกข์ ว่าการเกิดขึ้นบ่อย ๆ แม้ว่าจะเกิดในฐานอันใด เป็นมนุษย์ชั้นสูงก็ตาม ชั้นกลางก็ตาม หรือขั้นต่ำก็ตาม ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่ได้หมดไปจากใจเลย มีติดไปอยู่ในใจหมด เบื่อหน่ายในความทุกข์ อยากจะหาหนทางว่าทำอย่างไรเนี่ยถึงจะพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายปัญญาก็หยั่งรู้เกิดขึ้นมาว่าจะต้องสาวไปหาเหตุ ว่าเหตุอะไรเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างนั้น เหมือนดูเมล็ดผลไม้เนี่ย บางเมล็ดทำไมถึงงอก บางเมล็ดทำไมไม่งอก แล้วก็ทราบได้ว่า บางเมล็ดที่งอกเพราะว่ามันยังมีเชื้อ มียางแห่งกายงอกนั่นอยู่ในเมล็ดอันนั้น แต่บางเมล็ดเชื้อและยางนั้นหมดสิ้นไป เหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดก็เช่นเดียวกัน อยู่ภายในตัวนั่น ก็มองเห็นหมดพระองค์ก็ดำเนินจิตไปอีก สาวไปหาเหตุเรื่อย และในที่สุดในยามปลายอรุณรุ่งในตอนเช้า ได้เข้าถึงธรรมกายอรหัต ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสอาสวะทั้งหลายก็หลุดขาดกระเด็นหมดสิ้นไป เหมือนตาลยอดด้วน ไม่อาจที่จะงอกเจริญเติบโตต่อไปได้อีก

 

 

                   ความสว่างไสวของธรรมกายก็อ่อนเกิดขึ้นมา ในขณะเดียวกันดวงอาทิตย์ก็ผุดขึ้นขจัดความมืด ทำให้อากาศสว่างไสวอย่างนั้น การเกิดขึ้นของธรรมกายของพระองค์ท่านซึ่งเปลี่ยนแปลงจากปุถุชนให้เป็นพระอริยเจ้า เป็นผู้ที่ห่างไกลแล้วจากกิเลสหรือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เกิดขึ้น ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ที่นี้ที่เดียวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่เกิดกับที่ตรัสรู้ธรรมในวันวิสาขบูชาน่ะเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๖ ก็เกิดขึ้นตรงนี้ แล้วด้วยอาศัยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ต้องการที่จะช่วยสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ มีความสุขเช่นเดียวกับพระองค์ก็ได้ทรงแนะนำสั่งสอนมาตามลำดับ ตั้งแต่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เรื่อยมา ๔๕ พรรษา ไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาสอนเลย สอนอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงธรรมกายเช่นเดียวกับพระองค์ท่าน เพราะว่าธรรมกายมีความสุขอย่างยิ่ง พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย แต่วิธีการสอนให้เข้าถึงธรรมกายนั้น เมื่อได้แยกแยะจำแนกแจกจ่ายธรรมออกมา แยกคำสอนออกมาให้พอเหมาะพอดีกับจริตอัธยาศัยของสัตว์โลก รวมแล้วได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่เป้าหมายมีอยู่อันเดียวว่าทำอย่างไรสัตว์โลกจึงจะเข้าถึงธรรมกายอันนี้ได้ ๔๕ พรรษา พระองค์ได้สอนอย่างนี้เท่านั้นเอง

 

 

                   ดังนั้นพวกเราทั้งหลายควรจะอาศัยวันมหามงคลในวันนี้ วันวิสาขบูชามาระลึกนึกถึงว่าทำอย่างไรเราจึงจะเข้าถึงธรรมกายเช่นเดียวกับพระองค์ท่าน การระลึกถึงด้วยการปฏิบัติบูชาอย่างนี้เป็นการบูชาที่ยิ่งกว่าการบูชาด้วยอามิสบูชาทั้งหลาย ยิ่งกว่าการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนทอง ยิ่งกว่าบูชาด้วยสิ่งไรทั้งสิ้น การประพฤติปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกายอย่างนี้อย่างเดียว เป็นพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน แล้วที่จะมีต่อไปในอนาคต ๔๕ พรรษา พระพุทธเจ้าท่านแนะนำสัตว์โลกให้เข้าธรรมกายนะ มีความสว่างไสว ถึงกายที่ใสเป็นแก้วอยู่ภายในตัว ในวันสุดท้ายที่ท่านจะดับขันธปรินิพพาน คำว่าดับขันธปรินิพพานนี้ แตกต่างจากสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันนะ มนุษย์ละโลกก็เรียกว่าตาย พระละโลกก็เรียกว่ามรณะ เราก็คิดต่อกันไป แล้วแต่ศัพท์ของมนุษย์จะบัญญัติแต่งตั้งกันไป แต่ของท่านใช้คำว่าดับขันธปรินิพพานขันธ์ในที่นี้ก็หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์

 

 

                   ขันธ์ ๕ ก็หมายถึงสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร พระองค์ขจัดสิ่งเหล่านี้หลุดร่อนออกไปให้หมด ไม่ติดเลยแม้แต่นิดเดียวน่ะ ดับขันธ์ทั้ง ๕ ที่มีอยู่ซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลายน่ะ เข้าไปติดอยู่ในธรรมขันธ์คือธรรมกาย และก็ปรินิพพาน เข้าสู่อายตนนิพพาน ดับขันธ์ห้า ถอดกายมนุษย์ ทิ้งไปในมนุษย์โลก ให้มนุษย์ทั้งหลายถวายพระเพลิง แล้วก็มีพระบรมสารีริกธาตุปรากฏอยู่ ส่วนกายธรรมของพระองค์ท่านก็เดินสมาบัติ ตกศูนย์เข้าอายตนนิพพานไป การที่ท่านดับขันธปรินิพพาน ตกศูนย์เข้าสู่อายตนนิพพาน ก็อาศัยเส้นทางเดินที่ศูนย์กลางกายตรงนี้นี่เอง ธรรมกายเมื่อใสสะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสวหนักขึ้น ก็เอาธรรมกายนี่แหละเป็นสมาบัติ กายธรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ หมดจรดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง ก็เข้าสมาบัติได้ไม่ซ้ำ สมาบัติ เมื่อละเอียดถูกส่วนเข้า กายธรรมก็ยิ่งสุกใสหนักยิ่งขึ้น พอดึงดูดหนักเข้า อายตนนิพพานก็ดูดวูบขึ้นไปปรากฏธรรมกายในอายตนนิพพาน สว่างไสว หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ส่วนกายมนุษย์ก็ถอดขันธ์ ให้มนุษย์ทั้งหลายถวายพระเพลิงกัน

 

 

                   ดังนั้นในด้านของปริยัติ เราก็ได้ทราบว่าตรัสรู้ที่หนึ่ง ปรินิพพานที่หนึ่ง แต่ในแง่ของการปฏิบัติแล้ว ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานในวันวิสาขบูชาเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๖ อยู่ที่เดียวกัน คือที่ศูนย์กลางกาย เพราะฉะนั้นที่ศูนย์กลางกายนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเราทั้งหลาย จะเป็นชาติไหน ภาษาไหนก็ตามที เป็นเด็กเป็นเล็กผู้หลักผู้ใหญ่ ควรจะให้ความสนใจอย่างเต็มที่ ถ้าหากมีความปรารถนาที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว จิตใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญกุศล เราจะได้ประกอบพิธีทอดผ้าบังสุกุลจีวรกันต่อไป

 

 

                 ต่อจากนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านพึงทำใจให้สงบ ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้มีความผ่องใส ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายกันซัก ๕ นาที เมื่อใจเราสงบ สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใสดีแล้ว เราจะได้ถวายผ้าบังสุกุลจีวรต่อไปสำหรับผ้าป่าในวันนี้ เป็นสิ่งเป็นนิมิตที่ดีและก็เป็นสิ่งที่น่าปีติยินดีที่ว่าคุณนิชิโน่ ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองไทย และต่างประเทศ ท่านก็ได้มีกุศลศรัทธา รับเป็นประธานผ้าป่า จัดผ้าป่ามาทอดแด่พระภิกษุสงฆ์ในอารามแห่งนี้ และก็มีพวกเราอีกหลาย ๆ ท่าน คุณกมลรัตน์ คุณวิบูลย์ศักดิ์ และก็อีกหลาย ๆ ท่านเป็นจำนวนหลาย ๆ ร้อย ได้พร้อมใจกันมาในวันนี้ ในวันมหามงคลวิสาขบูชา จึงเป็นสิ่งที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง ขอให้ทุกท่าน จึงตั้งใจกันให้ดี ทำจิตทำใจให้สะอาดให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใสกันนะ

 


              ท่านสาธุชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมพิธีการถวายผ้าบังสุกุลจีวร โดยมีคุณนิชิโน่ คุณกมลรัตน์ คุณวิบูลย์ศักดิ์ เป็นต้น เป็นตัวแทนของพวกเราทั้งหลาย ได้กล่าวคำถวายผ้าบังสุกุลจีวร และก็อุบาสกเป็นตัวแทนของพวกเราทั้งหลายในการถวายดอกไม้ธูปเทียนแด่พระภิกษุสงฆ์ อุบาสิกาก็เป็นตัวแทนถวายดอกไม้ธูปเทียนแด่พระภิกษุสงฆ์ เพราะว่าจำนวนมาก ๆ ถ้าเรามาถวายพร้อมกันน่ะคงทำไม่ได้ จึงมีตัวแทนอย่างที่พวกเราได้เห็นกันอย่างนี้ แต่กุศลที่พวกเราทั้งหลายได้ประพฤติได้บำเพ็ญในวันนี้ ไม่ได้หกไม่ได้หล่นไปเลย ใครมีความปีติปราโมทย์ชื่นอกชื่นใจมาก บุญกุศลนั้นก็เป็นของพวกเราทั้งหลาย คำว่าบุญแม้เป็นเพียงคำเดียว แต่ว่ามีความหมายกว้างใหญ่ไพศาลนัก สรุปย่อ ๆ ก็คือคุณเครื่องแห่งความสุขและความสำเร็จทั้งหลาย เราจะได้มนุษย์สมบัติก็ดี จะได้ทิพย์สมบัติก็ดี หรือนิพพานสมบัติก็ดี ก็อาศัยบุญที่เราได้บำเพ็ญในวันนี้ เป็นเครื่องชำระใจของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ถ้าจิตใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง มีความสว่างไสวเกิดขึ้นมา ก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจของเราให้มีความสุข จะมาเกิดเป็นมนุษย์เวียนว่ายตายเกิดสร้างบารมี ก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ได้รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ สรรเสริญสุข สมบูรณ์พร้อมไปหมด แม้ละโลกนี้ไปแล้ว บุญนี้ก็ยังส่งผลตามไปอีก ให้ประสบความสุขความสำเร็จในภพต่อ ๆ ไป แม้ภพที่เป็นทิพย์ เป็นของละเอียดที่เราไม่อาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

 

                   แต่สำหรับผู้มีธรรมกายถึงธรรม อาจถูกต้องสัมผัสผู้ที่มีอายตนะเป็นทิพย์นั้นได้ พวกเราเข้าถึงธรรมถึงธรรมกายในตัวก็ไปรู้ไปเห็นว่าบุญที่เราทำในวันนี้ เวลาส่งผลแล้วให้ไปเป็นทิพย์นั่นมันเป็นอย่างไร ที่สัมผัสได้ พิสูจน์ได้ ถูกต้องได้ แม้เมื่อจะบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นสมบัติอย่างยิ่งเขาเรียกว่าอริยทรัพย์ เป็นเครื่องปลื้มใจของพระอริยเจ้า เป็นเครื่องนำสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ตั้งแต่วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ จตุปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเหตุแห่งการระลึกชาติหนหลังก็ดีจุตูปปาตญาณ ญาณเป็นเหตุแห่งการรู้การเกิดขึ้นและดับไปของสัตว์โลกก็ดี อาสวักขยญาณ ญาณเป็นเหตุแห่งการทำอาสวะกิเลสกับความทุกข์ทรมานทั้งหลายให้หมดสิ้นไปก็ดี วิชชาเหล่านี้จะได้มาก็ด้วยบุญด้วยกุศลที่เราบำเพ็ญ อย่างที่เราได้บำเพ็ญอย่างในวันนี้นี่แหละ สั่งสมมากเข้าทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย สักวันหนึ่งเราก็จะเป็นเจ้าของนิพพานสมบัติอย่างที่ได้เรียนให้ทราบอย่างนี้

 


               บัดนี้พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้พร้อมใจกันอาราธนาบารมีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย บารมีธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งปวง ตลอดจนกระทั่งบารมีธรรมที่พระภิกษุทุกรูป ได้ตั้งใจบำเพ็ญมาแล้วด้วยดี นับภพนับชาติไม่ถ้วน รวมทั้งบารมีธรรมที่พวกเราทั้งหลายได้ให้ทาน ได้รักษาศีล ได้เจริญภาวนา บุญบารมีทั้งหมดเหล่านั้นจงมารวมกันเข้าด้วยกัน เป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย ส่งผลดลบันดาล อภิบาลปกป้องคุ้มครองรักษา ขอให้ท่านทานบดีคือคุณนิชิโน่ คุณกมลรัตน์ คุณวิบูลย์ศักดิ์ พร้อมด้วยท่านประธานทุก ๆ ท่าน ตลอดจนกระทั่งท่านที่ได้มาบำเพ็ญกองการกุศลในวันนี้ จงเป็นผู้ปราศจาก เสียซึ่งสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์เสนียดจัญไร ตลอดจนอุปัทวันตราย อย่าได้เข้ามาแผ้วพาน ของจงเจริญรุ่งโรจน์โชตนาการ ไพศาลภิญโญสโมสร โสมนัสในอมตธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ให้ล่วงพ้นจากชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์อันกันดาร ประสบเสียซึ่งสันติสุขอันเกษมสารโดยเร็วพลัน หากยังเวียนว่ายตายเกิด ถือกำเนิดในมนุษย์สงสาร ขอจงเป็นผู้เจริญยั่งยืนนานด้วยอายุ วรรณะ สุข พละ ปฏิภาณ ธนสารบริวารสมบัติ จะมีเจตจำนงค์หมายในสิ่งไร ขอจงเป็นไปแต่ในทางดำริชอบ ประกอบไปด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สัมฤทธิผลดังกมลที่มุ่งหมายแล้ว ตั้งใจแล้วจงทุกประการ อนึ่งขออานุภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย อานุภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้าทั้งปวง จงติดตามอำนวยรักษาให้เป็นไปดังสัจจวาจา ตามประกาศมานี้โดยประการทั้งปวงเทอญ

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0043935139973958 Mins