การปรับแหล่งที่มาของความคิดภายใน ๔ กรกฎคม ๒๕๒๕

วันที่ 09 กพ. พ.ศ.2567

การปรับแหล่งที่มาของความคิดภายใน, สมาธิ, ปฎิบัติธรรม, คุณครูไม่ใหญ่, คำสอนหลวงพ่อธัมมชโย

การปรับแหล่งที่มาของความคิดภายใน
๔ กรกฎคม ๒๕๒๕


               ทำวัตรเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้เราจะได้เจริญภาวนากัน สำหรับท่านชายนั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายน่ะ สำหรับท่านที่มาใหม่นะ แล้ววางไว้บนหน้าตัก สำหรับท่านหญิงถ้านั่งขัดสมาธิไม่ถนัดให้นั่งพับเพียบ ถ้าขัดสมาธิถนัดก็ให้นั่งขัดสมาธิกัน ขัดสมาธิก็เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย แล้ววางไว้บนหน้าตัก ตั้งกายของเราให้ตรง อย่าก้มอย่าเลยนัก กะคะเนว่าเลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก ไม่ถึงกับเกร็งตัว คราวนี้เราหลับตาของเราเบา ๆ ทุกท่านนะ ไม่พูดไม่คุยกันนะจ๊ะ ตอนนี้ตั้งใจกันให้ดี หลับตาของเราเบา ๆ แค่ผนังตาปิดเบา ๆ อย่าเม้มตาแน่น อย่าบีบหัวตา แล้วก็อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาของเราเฉย ๆ หลับอย่างสบาย คล้าย ๆ เรานอนหลับอย่างนั้นน่ะ ยังไม่ต้องนึกต้องคิด ต้องภาวนาอะไรทั้งสิ้น ปล่อยสบายๆ ซะก่อน ปรับร่างกายของเราให้พอเหมาะต่อการปฏิบัติธรรม ไม่ให้มันเกร็ง ไม่ให้มันเครียด กล้ามเนื้อส่วนไหนของร่างกายของเราเกร็ง ก็ให้คลายซะ นั่งสบาย ๆ ขยับตัวให้ดีนะ แต่อย่าให้กระเทือนคนข้างเคียงเค้า สบาย ๆ ทุกอย่างสบายหมด ร่างกายสบายใจก็ให้สบาย ๆ

 

 

               วันนี้เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน เป็นวันที่พวกเราท่านทั้งหลายได้มาประชุมกันนำอาหารหวานคาวดอกไม้ธูปเทียนมาคนละเล็กละน้อย เพื่อจะน้อมนำมาถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราเรียบว่าบูชาข้าวพระ แล้วของหยาบก็ถวายเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ ประเพณีนี้เราก็ทำสืบต่อกันมาหลายสิบปีแล้ว เป็นวิถีทางที่เราจะแสวงหาบุญใหญ่ เป็นมหากุศล ยิ่งใหญ่ไพศาลซึ่งถ้าเราไม่มีโอกาสมาพบหนทางแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมแบบนี้ ที่จะให้เข้าถึงธรรมกายอย่างนี้ เราก็จะทำอย่างนี้ไม่ได้ เป็นบุญใหญ่ ที่ต้องใช้คำว่าอสงไขย์อัปมาณัง จะนับจะประมาณมิได้ คือเราจะคำนวณว่าบุญได้เท่านั้นเท่านี้น่ะ คำนวณได้ยากเพราะว่าเป็นบุญใหญ่ เนื่องจากว่าเราจะต้องชำระจิตของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ทำใจของเราให้หยุดให้นิ่ง ให้เข้าถึงปฐมมรรค ให้เข้าถึงกายในกาย ให้เข้าไปถึงกายธรรม ที่อยู่ภายในตัวของเรา แล้วเราจึงจะน้อมนำอาหารหวานคาวดอกไม้ธูปเทียน ไปถวายแด่พระพุทธเจ้าที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพาน

 


               ธรรมกายนั่นแหละคือพระพุทธเจ้า นี่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยสำหรับท่านที่มาบ่อย ๆ ท่านยืนยันไว้กับพระวักกลิว่าใครเห็นธรรมกายก็ได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า เพราะธรรมกายคือพระพุทธเจ้า ตัวจริงแท้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของพระองค์ท่านให้แตกต่างจากชาวโลกทั้งหลาย เป็นพระอริยเจ้าพ้นจากกิเลสจากอาสวะเพราะฉะนั้นถ้าเข้าถึงธรรมกายเมื่อไหร่ก็ได้ชื่อว่าได้เข้าถึงพระพุทธเจ้า ถึงผู้รู้ ผู้เห็น ผู้พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ถึงตัวตนที่แท้จริง ท่านเป็นแก่นสารของชีวิต ถึงความเป็นแก่นของคน ถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต ชีวิตก็จะมีแต่สุขอย่างเดียวไม่มีทุกข์เจือเลย เห็นธรรมกายอย่างนี้ได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า เห็นธรรมกายในตัวแล้วก็สามารถที่จะน้อมนำธรรมกายเข้าไปหาธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ท่านดับขันธ์ปรินิพพานนานมาแล้วได้ ในอดีตจะมีกี่ร้อยกี่พัน กี่หมื่น กี่อสงไขย์พระองค์ก็ตาม มากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ ก็สามารถที่จะไปรู้ไปเห็นได้

 

 

             ถ้าเราทำตามขั้นตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แนะนำเอาไว้อย่างนั้น คือทำใจหยุดใจนิ่งให้เข้าถึงปฐมมรรค ตามเห็นกายในกายเข้าไปเรื่อย ๆ ปล่อยวางกายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่เราเรียกว่าขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ ๕ ที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาน่ะ ปลดปล่อยวางกายเหล่านี้กระทั่งเข้าถึงกายธรรม เป็นธรรมขันธ์ เป็นธรรมกายทั้งก้อน เป็นนิจจัง เป็นสุขขัง เป็นอัตตา ถึงอย่างนี้ได้ล่ะก็จะไปถึงพระพุทธเจ้าที่อยู่ในอายตนนิพพานได้ นี่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้อย่างนี้น่ะ เมื่อเข้าไปถึงได้อย่างนั้นแล้วกุศลที่เราทำแม้เพียงน้อยก็จะได้ผลใหญ่ เพราะว่าถวายถูกทักขิไณยบุคคล ถึงผู้ที่บริสุทธิ์ สะอาด ถึงตัวจริงของพระพุทธเจ้า ถึงตัวจริง ถูกตัวจริง ถึงพระองค์ท่านอย่างนั้นนะ และการที่จะเข้าไปถึงพระองค์ท่านน่ะ มันยากแสนยาก เพราะฉะนั้นเข้าถึงได้ กุศลจึงเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เกิดขึ้นอย่างมากมาย เราทำบุญอย่างธรรมดาทั่ว ๆไป ที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายน่ะ กระทั่งบัดนี้ หรือกระทั่งตาย ถ้าหากใจไม่หยุด ความสว่างไม่เกิดขึ้น ไม่ถึงปฐมมรรค ไม่เข้าถึงกายในกาย ไม่เห็นธรรมกาย เข้าถึงไม่ได้ บุญก็ได้ไปตามส่วน ไปตามกำลัง ทำมากผลน้อย เหมือนเอาชะลอมเอาเข่งที่มีรูรั่วตักลงไปในน้ำ จุ่มลงไปในน้ำ อยู่ในน้ำก็ดูเหมือนมาก แต่ยกขึ้นมามันก็ติดนิดหน่อย เพราะมันรั่วไปหมด

 

 

               แต่ถ้าหากว่าเราเข้าถึงตัวจริงอย่างนี้ ทำไปตามขั้นตอนใจหยุดใจนิ่ง ให้ผ่องใส ให้สะอาดให้บริสุทธิ์ เห็นกายในการเข้าไปอย่างนี้ละก็ เหมือนภาชนะที่ตักน้ำที่ไม่มีรูรั่ว ปิดรูรั่วหมดแล้ว ไม่มีกระฉอก ไม่มีหกไม่มีหล่น ตักเท่าไหร่ก็ได้เต็มเปี่ยมไปเท่านั้น แล้วยังได้ทับทวีมากเพิ่มพูน พอกพูนมากกว่าเดิม มากมายก่ายกอง ท่านอุปมาไว้เหมือนกับฝนตกลงมาในจักรวาล ไม่มีลมพายุมีแต่เมล็ดฝนล้วน ๆ ตกลงมาเลย ลมพายุพัดไปที่ไหนก็ไม่ได้ ได้เต็มเปี่ยมอย่างนั้น เอาภาชนะที่ไม่มีรูรั่วไปตั้งไว้กลางแจ้ง ตกลงมาเท่าไหร่เต็มหมด เต็มเปี่ยมหมด ไม่รั่วไปไหนเลย ถวายทานถูกทักขิไณยบุคคลที่มีธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพานในตัวก็ดี เป็นมหากุศล กุศลเป็นอสงไขย์อัปมาณัง บุญที่เกิดขึ้นนี้แหละจะปรับปรุงกายและจิตให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความบริสุทธิ์ มีความผ่องใส เป็นเหตุแห่งความสุขและความสำเร็จต่อไปในอนาคต เราจะได้สมบัติทั้ง ๓ เกิดขึ้นคือมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และก็นิพพานสมบัติ สมบัติเหล่านี้จะติดตามตัวเราไป แต่เนื่องจากว่าเราได้สร้างถูกเนื้อนาบุญ

 

 

               เพราะฉะนั้นกุศลจึงใหญ่ สมบัติเวลาจะเกิดขึ้นก็สมบัติใหญ่ สมบัติมหาศาล ถ้าเป็นมนุษย์เค้าก็เรียกว่ามนุษย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล เศรษฐีมหาศาล กษัตริย์มหาศาล คือมีสมบัติในมนุษย์มาก ให้จับจ่ายใช้สอยสำหรับการสร้างบารมีได้เต็มที่ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ได้เกิดเป็นทิพย์เป็นชาวสวรรค์ ถ้ายังไปนิพพานไม่ได้ ไปเป็นชาวสวรรค์ ก็จะได้สมบัติทิพย์ที่มหาศาลอีกเช่นเดียวกัน จนกระทั่งวาระสุดท้ายบุญบารมีเต็มเปี่ยมเต็มที่ สมบัติของพระนิพพานมหาศาลก็เกิดขึ้น คือแทนที่จะตัดกิเลสได้อย่างเดียวแล้วน่ะ วิชชาทั้ง ๓ ก็ยังเกิดขึ้นได้ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เป็นทั้งนักปราชญ์เป็นทั้งบัณฑิต สำเร็จมรรคผลนิพพาน ทุกอย่างนี่เต็มเปี่ยม เข้าถึงความเป็นเลิศของแต่ละวิชชานั้น ตั้งแต่ได้หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ มีมโนมยิทธิ์อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ หรือรู้วาระจิตของคนอื่น ตลอดจนกระทั่งทำพระนิพพานให้แจ้ง ดับกิเลสอาสวะก็ได้ อย่างคล่องแคล่วอย่างเชี่ยวชาญ อย่างจะนับจะประมาณมิได้ นี่จะเห็นได้ว่าบุญที่เราทำถูกเนื้อนาบุญ ถูกส่วนเข้าแล้วละก็ กุศลจะเกิดขึ้นเป็นอสงไขย์อัปมาณัง

 

 

                 สมบัติจะเกิดขึ้นทั้ง ๓ ระยะ คือมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ แล้วก็นิพพานสมบัติ เวลามาเกิดในมนุษย์ยังสมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยสติและปัญญา มีปัญญาที่สามารถจะเอาตัวของเราให้รอดพ้นจากความชั่ว จากความทุกข์ทรมานทั้งหลายในโลกได้ ปัญญาสามารถที่จะคุ้มครองตัวเองให้ตั้งอยู่ในสิ่งที่ดีงามได้ ปัญญานี้จะติดไปทุกภพทุกชาติจะสอนตัวเองว่ามีทรัพย์แล้วให้ใช้ทรัพย์เป็น ให้ทรัพย์เพื่อพอกพูนเพิ่มพูนในการสร้างบารมีไปสู่พระนิพพาน ไม่ใช่ใช้ทรัพย์ไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ นี่ปัญญาจะเกิดขึ้นอย่างนี้นะ แล้วยังได้สิ่งที่ตามมาอีก คือได้ประโยชน์ทั้ง ๓ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต แล้วก็ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์ปัจจุบันก็คือ ให้มีความสุขในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคตก็มีความสุขในอนาคตประโยชน์อย่างยิ่งก็คือ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ คือความสุขของอายตนนิพพาน และบุญนี้ยังทำให้สิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ ที่เราจะได้เพิ่มขึ้นเนี่ย เกิดในสิ่งแวดล้อมที่ดี เกิดในปฏิรูปเทสในวงศ์ตระกูลที่ดี พวกพร้องที่ดีสิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศดีหมด พอเหมาะสำหรับที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรม ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ นี่กุศลจะเกิดขึ้นและก็ส่งผลให้มีอย่างมากมายก่ายกองทีเดียวนะ

 

 

               ถ้าเราทำถูกเนื้อนาบุญ สิ่งดังกล่าวทั้งหมดก็มีมาก ถ้าไม่ถูกเนื้อนาบุญมันก็หย่อนลงไป ไปตามส่วน ดังนั้นในวันนี้ขอให้ทุกคนพึงตั้งอกตั้งใจให้ดี ก่อนที่เราจะบูชาข้าวพระ เราจะชำระจิตให้สะอาดให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส โดยการเจริญภาวนา ซึ่งอาตมาจะแนะนำต่อไป แต่ตอนนี้ขอให้พวกเราได้ทำความเข้าใจซะก่อนว่าที่เรามานั่งในวันนี้เนี่ย เรามาเพื่อมีวัตถุประสงค์อะไร เราจะมาสั่งสมบุญสั่งสมบารมีของเราเพื่อที่จะไปสู่พระนิพพาน คำโบราณเค้ามีสอนเอาไว้เนี่ย ที่จะตะล่อมจิตทุกคน ตะล่อมใจทุกคนให้ไปสู่พระนิพพานนะ ท่านผูกคำไว้ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก ท่านดูธรรมชาติของสิ่งใกล้เคียง ผู้ที่อยู่ริมฝั่งน้ำจะเห็นได้ชัด เวลาน้ำลงน่ะไปตักแล้วมีแต่โคลนมีแต่ตม ตักก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าตักไอ้ตอนน้ำขึ้นแล้วละก็ จะได้น้ำที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ จะเอามาอาบ เอามาดื่ม เอามาใช้อะไรต่าง ๆ มันก็ได้เต็มที่ น้ำขึ้นให้รีบตักนี้มันเป็นอย่างนี้นะ

 

               ถ้าหมายในทางโลกก็หมายถึงว่าในขณะที่ร่างกายแข็งแรงต้องตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินในทางที่สุจริต ไม่ใช่มีโอกาสในทางทุจริตแล้วก็ฉวยโอกาส ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เราจะฉวยโอกาสในการสั่งสมความสุจริต กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สั่งสมความสุจริตเอาไว้อย่างนี้น่ะ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าเรายังอยู่ในวัยหนุ่ม พูดถึงในทางธรรมแล้วละก็ ร่างกายของเราก็ยังแข็งแรง ตายังดี หูยังดี จมูก ลิ้น กาย อย่างใหญ่ยังดีหมดทุกอย่างหมด อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายยังดีหมดทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่พอเหมาะที่เราจะรีบตักรีบตวงสั่งสมบุญสั่งสมบารมีของเราให้เต็มที่ ไม่ใช่เอาหูที่ยังดี ๆ อยู่นี่ไปใช้ฟังเพลงหรือไปฟังในสิ่งที่ไร้สาระ แต่ควรจะเอามาฟังธรรม ที่เป็นเครื่องชำระจิตให้สะอาดให้บริสุทธิ์ให้ผ่องใส ถ้าเราจะเอาหูที่ใช้การไม่ได้แล้วเนี่ยตอนวัยชรา ไปตักที่ตอนน้ำลงน่ะ คือชราแล้วทรุดโทรมแล้วจะฟังธรรมทั้งทีก็ฟังไม่ถนัด จะมองพระมองเจ้าก็มองไม่ค่อยถนัด จะทำอะไรมันก็ไม่ค่อยถนัดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหนทางของพระนิพพานก็ไกลออกไป ถ้ายังหนุ่มยังแน่น กำลังวังชายังแข็งแรงอยู่ เราได้ใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์สำหรับการสั่งสมบุญสั่งสมบารมี อย่างนี้ถึงจะถูกหลักธรรมของคนโบราณที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก จะรีบตักรีบตวงสั่งสมบุญสั่งสมบารมีซะให้เต็มที่ นี่เข้าใจกันอย่างนี้นะ

 

 

               เอาล่ะ ต่อจากนี้ไป เราจะได้ตั้งใจชำระจิตของเราให้สะอาดให้บริสุทธิ์ให้ผ่องใส เพื่อจะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับมหากุศลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้เต็มเปี่ยมกันทุก ๆ คน ขอให้ทุกคนนึกน้อมจิตตามเสียงอาตมาไปนะ เราก็ปล่อยใจของเราให้สบาย ๆ ปล่อยหมด ปล่อยวางสบาย ๆ ใครเมื่อยก็ขยับแข้งขยับขาซะ แต่อย่าให้สะเทือนคนข้างเคียงเค้านะ คลายกล้ามเนื้อให้สบาย ๆ นึกตามเสียงอาตมาไปนะ สมมุติว่าเราหยิบเส้นเชือกขึ้นมา ๒ เส้น เรานำมาขึงให้ตึง เส้นเชือกเส้นหนึ่งสมมติว่าเราดึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งสมมติว่าเราดึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย เส้นเชือกทั้งสองจะตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดเล็กเท่ากับปลายเข็ม จุดตัดตรงนี้เราเรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ เป็นที่สุดของลมหายใจเข้าออกของเราน่ะ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ และให้เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน ซ้อนกันแล้วก็นำไปวางตรงจุดตั้งของเส้นเชือกทั้ง ๒ สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่าฐานที่ ๗ เป็นฐานสุดท้าย เป็นที่ตั้งใจของเรา เราจะให้ทาน ก็ให้เอาใจขอเรามาตั้งไว้ตรงนี้ ทานของเราก็จะได้เป็นทานอันใหญ่ มีผลใหญ่ ถ้าจะรักษาศีลให้มีผลใหญ่ ก็จะต้องเอาใจมาตั้งไว้ตรงนี้ เราจะเห็นอธิศีลเกิดขึ้นมาที่จะคุ้มครองกายวาจาใจให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ให้มีความเย็นกายเย็นใจ

 

 

               จะเจริญภาวนาไปสู่หนทางของพระนิพพาน ก็จะต้องเอาใจของเรามาตั้งไว้อยู่ที่ตรงนี้ นำมานึก นำมาคิด คิดอยู่ตรงฐานที่ ๗ อย่างสบาย ๆ อย่างไม่ต้องเครียดหรือตั้งใจมากเกินไป คิดง่ายเหมือนเราคิดเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง เพราะว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ฐานที่ ๗ ตรงนี้เป็นหนทางเดียวที่จะไปสู่พระนิพพาน หนทางเดียวที่จะไปสู่พระนิพพาน เป็นทางหลุดทางพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย เป็นทางไปของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็อาศัยเส้นทางอันนี้แหละ ชำระจิตของท่านให้สะอาดบริสุทธิ์ไปตามลำดับ เมื่อใจหยุดใจนิ่งถูกส่วนเข้าก็เห็นหนทางเป็นดวงสว่างใสเป็นแก้ว สว่างไสวใสเป็นเพชรทีเดียว ใสเกินใส สวยเกินสวย งามไม่มีที่ติ ไม่มีตัวอย่างในโลกนี้ งามจริง ๆ สวยจริง ๆ ใสจริง ๆ นี่ฐานที่ ๗ สำคัญอย่างนี้ทีเดียวนะ เราจะต้องเอาใจของเรามาตั้งไว้อยู่ที่ตรงเนี้ย มานึกมาคิด คิดตรงจุดที่เล็กที่สุด คือจุดกึ่งกลาง จุดกึ่งกลางของเส้นเชือกทั้งสองที่เหนือขึ้นมา ๒ นิ้วมือน่ะ ตรงนั้นตรงเดียวนะ

 

 

               นึกอยู่ตรงนั้น ทีนี้ถ้าเรานึกเฉย ๆ นี่เราไม่มีเครื่องหมายเราอาจจะนึกไม่ออก ก็ให้สมมติว่ากำหนดบริกรรมนิมิตเข้าไปในใจ ให้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา เราก็สร้างมโนภาพทางใจว่าตรงฐานที่ ๗ มีดวงแก้วใส ๆ เหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขนแมว ไม่มีขีด ไม่มีข่วน ไม่มีไฝ ไม่มีฝ้า ไม่มีรอยตำหนิ โตเท่ากับแก้วตา แก้วตาของเราหรือโตเท่ากับปลายนิ้วก้อยของเรา กำหนดให้ดีนะ คือนึกขึ้นมาในใจเนี่ย นึกง่าย ๆ เหมือนเรานึกถึงวัตถุสิ่งของอะไรต่าง ๆ ซักอย่างหนึ่ง แต่เราเปลี่ยนมาเป็นภาพของดวงแก้วที่ใสเหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีรอยตำหนิเลยนะ ใส ใสเกินใส ใสเหมือนเพชรอย่างนั้นนะ ตั้งอยู่ที่ตรงนี้ โตเท่ากับแก้วตาของตัวเรา หรือ โตเท่ากับปลายนิ้วก้อย กำหนดนึกอยู่ในใจของเรา นึกไปที่จุดกึ่งกลางที่เล็กเท่ากับปลายเข็มของดวงแก้ว แล้วใจของเราก็ตรึกนึกถึงความใสเหมือนเพชรของบริกรรมนิมิตอันนี้นะ นึกอย่างสบาย ๆ นึกอย่างง่าย ๆ ใจเย็น ๆ ง่ายเหมือนความคิดที่ผ่านเข้ามาในใจของเราอย่างง่าย ๆ โดยที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามในการนึกคิดน่ะ ความคิดต่าง ๆ ที่มันผ่านเข้ามา ไอ้เรื่อยที่ไร้สาระน่ะ มันเข้ามาอย่างง่าย ๆ

 

 

               ดวงแก้วก็เช่นเดียวกันให้นึกอย่างง่าย ๆ ในทำนองนั้นน่ะ นึกให้หยุด นึกให้นิ่ง นึกให้ใส ใสอยู่ตรงนี้นะ ใจตรึกเข้าไปในกลางความใส หยุดเข้าไปในกลางความใส พร้อมกับบริกรรมภาวนา ภาวนาในใจคล้าย ๆ เสียงที่เราสวดมนต์ในใจอย่างสบาย ๆ เป็นเสียงอันละเอียดอ่อน ที่ดังก้องออกมาจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ เราภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ภาวนาไปเรื่อย ๆ ใจเย็น ๆ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ น่ะ ภาวนาควบคู่กับการนึกคิดถึงจุดกึ่งกลางของดวงแก้วใส ๆ ให้ภาวนาไปอย่างนี้นะ ภาวนาไปง่าย ๆ ในขณะที่เราภาวนาไปอาจจะมีความคิดอื่นผ่านเข้ามาในใจ เป็นความคิดที่เราไม่ต้องการ เราก็ปล่อยมันไป ปล่อยไปอย่างสบาย ๆ อย่าไปต่อต้านมัน อย่าไปฝืนมันพอเรารู้ตัวเราก็กลับมาภาวนาใหม่อย่างง่าย ๆ อย่างสบาย ๆ อย่างที่เราไม่ได้ใช้ความพยายาม จนกระทั่งเคร่งเครียด บังคับตัวเองเกินไปน่ะ ภาวนาง่าย ๆ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ น่ะ คำภาวนาสัมมาอะระหังในขณะที่เราภาวนาใหม่ ๆ จังหวะมันยังสม่ำเสมอกันอยู่ แต่เราอย่าไปกังวลกับมันมาก อย่าไปยืนในกรณีที่จังหวะของคำภาวนา ซึ่งแต่เดิมสม่ำเสมอ มันเปลี่ยนแปลงไป มันอาจจะช้าลง มันอาจจะเร็วขึ้นกว่าเดิม มันอาจจะบิดเบือนคือเสียงมันเพี้ยนไป หรือเลือนหายไป เราก็ปล่อยมันไป ปล่อยอย่างสบาย ๆ อย่าไปฝืนมัน

 

 

               การที่มันเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ก็แสดงว่า ใจของเราเริ่มดื่มเข้าไปสู่จุดที่ละเอียด จากความคิดที่ชัดเจน ไปสู่ความคิดที่ไม่ชัดเจน ค่อย ๆ ละเอียดอ่อนลุ่มลึกไปตามลำดับ คำภาวนานั้นจึงเปลี่ยนจังหวะไป ช้าลงบ้าง เร็วขึ้นบ้าง บิดเบือนบ้าง เลือนหายไปบ้าง เราก็ปล่อยมันไปอย่างสบาย ๆ มันอาจจะเลือนหายไปแล้วก็เงียบคล้าย ๆ เราลืมไป เราก็ปล่อยมันไปอย่างนั้น ลืมไปในขณะที่ความคิดอื่นไม่เข้ามาแทรกเลยน่ะ ก็ปล่อยมันไป อย่ากลับมาภาวนาใหม่ แต่ว่าเมื่อไหร่จิตมันถอนขึ้นมา มีความคิดอื่นเข้ามาแทรก เราจึงจะเริ่มภาวนา สัมมาอะระหังใหม่อย่างง่าย ๆ จำหลักอันนี้ไว้ให้ดีนะ สัมมาอะระหัง ๆ ให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนอยู่ในความคิด ดังก้องออกมาจากส่วนลึกที่สุดของร่างกายเราคือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงจุดกึ่งกลางของบริกรรมนิมิตดวงแก้ว ให้ดังออกมาอย่างนี้นะ เราภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าใจจะหยุดใจจะนิ่ง แล้วคำภาวนามันหายไปเองน่ะ หยุดนิ่งเฉย เราก็รักษาความสงบอย่างนั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ถ้าจิตถอนขึ้นมาก็มาภาวนาใหม่ จำหลักให้ดีนะ


               ทีนี้สำหรับบางท่านเคยกำหนดเป็นพระแก้วใส ๆ ก็ให้กำหนดพระแก้วใส ๆ มาตั้งไว้อยู่ที่ตรงนั้นเช่นเดียวกัน แต่ว่าใจขอเราจะต้องนึกถึงจุดกึ่งกลางในกลางศูนย์กลางขององค์พระนั่นน่ะ ที่เล็กเท่ากับปลายเข็มอยู่ในตัวของท่านน่ะ นึกเข้าไปในทำนองเดียวกัน แล้วก็ภาวนา นี่สำหรับท่านที่ที่ถนัดในการนึกถึงพระแก้วใส ๆ ก็ให้นึกพระแก้วแทนดวงแก้ว ขอทำความเข้าใจซะก่อนว่า การกำหนดพระแก้วใส ๆ เอาไว้ตรงศูนย์กลางกายอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นการขาดความเคารพ คือส่วนมากมักจะเข้าใจว่า ในท้องเรามีแต่ตับไตไส้พุง พอเราจะเอาพระไปตั้งไว้มีความรู้สึกว่าเป็นการขาดคารวะท่าน ควรจะเอาท่านมาวางมาตั้งไว้บนศีรษะ กลางถูกศีรษะหรือข้างหน้า มีความรู้สึกว่าเออเราเคารพท่านมากกว่า ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นนะ คำว่าเคารพก็หมายถึงเราตระหนักถึงคุณค่าของพระรัตนตรัย และเรารู้ซึ้งว่าท่านเกิดขึ้นที่ตรงไหน สำคัญตรงนี้ต่างหาก ท่านเกิดอยู่ที่ตรงไหน ใจเราไปจรดอยู่กับท่านติดอยู่กับท่านตรงนั้น เห็นคุณความดีของท่านอยู่ ที่ตรงนั้นอย่างแจ่มแจ้งไปตามความเป็นจริง นั่นล่ะเรียกว่าเคารพอย่างสูงสุด

 

 

               เพราะจากการศึกษาการปฏิบัติธรรม เราจะทราบได้ว่ากายในกายเนี่ย มันเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เกิดขึ้นไปตามลำดับ และกายธรรมคือกายของพระพุทธเจ้า กายของพระปฏิมากรเวลาเกิดขึ้นน่ะ ก็เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ที่เดียว ไม่เกิดที่ไหนเลย ท่านเกิดตรงนี้หยุดตรงนี้ เกิดอยู่ที่ตรงนี้ที่เดียว มาปรากฏอยู่ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นของจริงน่ะปรากฏอยู่ที่ตรงนี้ ใจเรามาหยุดอยู่ที่ตรงที่ท่านจะเกิดตรงนี้จะถูกต้องแล้ว เป็นการคารวะที่ถูกส่วนที่สุด เป็นการเคารพที่ถูกส่วนที่สุด ระหว่างที่ใจเราจะเข้าถึงพระในตัวได้ แล้วก็ร่างกายเนื้อที่เราคิดว่ามีอวัยวะภายใน ตับไตไส้พุงน่ะ มันหมดไปแล้ว ความรู้สึกที่ร่างกายเนี้ยนี้ มันก็ไม่มีความรู้สึกของกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหมที่ซ้อนกันอยู่มันก็ไม่มี ใจน่ะมันร่อนหลุดจากร่างกายที่สกปรกโสโครกนี้ ไปติดอยู่ในกายธรรมที่ละเอียดที่สุด ที่บริสุทธิ์ที่สุด ผ่องใสที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ใจของเรามากำหนดนึกถึงพระแก้วใส ๆ ตรงนี้ เป็นการคารวะที่สูงที่สุด ที่ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่านี้ เพราะว่าถูกส่วนในสถานที่เกิดของท่านอย่างแท้จริง ความจริงมันเป็นไปอย่างนี้

 

 

                ฉะนั้นบางท่านที่สงสัยว่าเอาองค์พระมาตั้งไว้ที่ตรงนี้เป็นการขาดคารวะน่ะ ขอให้ ให้เลิกความคิดอันนี้ซะนะ นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยปฏิบัติธรรมหรือยังไม่เคยเข้าถึงกายในกาย ยังไม่เคยเข้าถึงพระในตัว จึงไม่ทราบว่าท่านเกิดก็เกิดอยู่ที่ตรงนี้ ไม่รู้จักฐานที่ ๗ ไม่รู้ว่าทางไปสู่พระนิพพานนะไปยังไง เราจึงเอาความคิดในระดับพื้นผิว ระดับโลกของเราเนี่ยเอามาเป็นเครื่องตัดสิน มาช่วยคิด เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะผิดบ้างถูกบ้าง แต่ตามความเป็นจริงน่ะ พระธรรมกายนะเวลาเกิดท่านเกิดตรงนี้ ตรงนี้ที่เดียวไม่ใช่ที่ไหนเลย ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ จับหลักอันนี้เอาไว้ให้ดีนะ เอาหละต่อจากนี้ไป ก่อนที่เราจะบูชาข้าวพระ ขอให้ทุกคนพึงชำระจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยการเจริญภาวนา กำหนดบริกรรมนิมิตอยู่ที่ศูนย์กลางฐานที่ ๗ พร้อมกับบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหัง ๆ ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าใจของเราจะหยุดจะนิ่ง จะบริสุทธิ์สะอาดผ่องใส แล้วเราจึงจะทำการบูชาข้าวพระกันต่อไป

 

 

               วางสบาย ๆ หยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เราจับหลักได้ว่าศูนย์กลางกายเป็นทางเดียว ทางเอกสายเดียวที่จะมุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์ทั้งหลาย ของสัตว์โลกทั้งหลาย ถ้าใครเอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ ชีวิตจิตใจของคนนั้นจะเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิตที่เปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ ตรงเนี้ยสำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานที่ตรงนี้ ประสูติอยู่ในครรภ์มารดาก็อยู่ที่ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เข้าถึงกายในกายก็ใจหยุดอยู่ตรงนี้ ปรินิพพานใจของท่านก็มาหยุดอยู่ที่ตรงนี้แหละ ตรงนี้ที่เดียว ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอยู่ตรงนี้

 

 


               เพราะฉะนั้นศูนย์กลางกายสำคัญ สำคัญที่สุด จะเปลี่ยนแปลงชีวิตสัตว์โลกทั้งหลายให้ก้าวหน้าให้วิวัฒนาการต่อไป ไปสู่พระนิพพาน คำว่าสัตว์หมายความว่าผู้ข้องเกี่ยวอยู่กับโลก ผู้ที่ยังข้องยังเกี่ยวอยู่กับโลกสัตว์โลกทั้งหลายเนี่ยยังข้องเกี่ยวเพราะว่า ไม่พบหนทางไปสู่พระนิพพานยังไม่พบหนทางฐานที่ ๗ จึงเกี่ยวข้องอยู่ในโลกนี้ คำว่าสัตว์เดรัจฉานแปลว่าไปทางขวางเนี่ยหรือแปลว่าคิดแต่สามอย่าง ที่แปลว่าสาม คิดวนอยู่ใน ๓ อย่าง เรื่องกิน นอน เสพกาม นี่สัตว์เดรัจฉานเป็นอยู่อย่างนี้ คำว่ามนุษย์ใจสูงกว่าเพราะว่ามีคุณธรรมมีศีลมีธรรม มีอติคือผู้มีใจสูง คือแทนที่จะคิดแต่ไอ้ ๓ อย่างนั่นก็ยังเพิ่มเอาศีลมาสวมใจได้ สั่งสมบุญสั่งสมบารมี ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้เรียกว่ามนุษย์ ผ่องใสจนกระทั่งใสใน เป็นดวงสว่างนั่นแหละมนุษย์ คำว่าคนแปลว่าผู้ที่ยังวนอยู่ในบ่วงของมาร ทำให้ไม่เห็นเหตุไม่เห็นผลในความยิ่งยากใจอยู่เรื่อย ๆ มารมันคนซะไว้วุ่นหมดเลย เอากิเลสเอาอาสวะมาใส่ในใจ แล้วคนวนวุ่นหมด วุ่นติดอยู่ในบ่วงของมาร ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมย์ พระพุทธเจ้าท่านเอาใจหยุดนิ่ง แต่เดิมท่านก็เป็นคนเป็นมนุษย์ พอใจหยุด ก็เรียกว่าบุคคล บุคคละ บุคคลก็แปลว่าผู้พ้นจากการจมจากของเน่า จากบ่วงของมาร จากกิเลสอาสวะ พอท่านหยุดได้ถูกส่วนท่านก็เปลี่ยนแปลงเป็นโคตรภูบุคคล

 

 

                โคตรภู่ก็แปลว่าผู้มีปัญญา เห็นแจ้งจนกระทั่งครอบงำทำลายบ่วงของมารได้ เข้าถึงโคตรภูบุคคล เข้าถึงธรรมกาย ถึงธรรมกายแล้วก็เป็นโคตรภูบุคคล ใจท่านหยุดอย่างนั้นนะ พอถึงธรรมกายเป็นโคตรภูบุคคลก็ครอบงำทำลายบ่วงของมาร ที่ทำให้เราวนอยู่ พ้นจากความเป็นคน พ้นจากความเป็นมนุษย์ พ้นจากความเป็นทิพย์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ครอบงำทำลายได้หมด ท่านหยุดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไปตามลำดับกระทั่งครอบงำทำลายไปเรื่อย ๆ ไม่ช้าก็เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลคือผู้เจริญแล้ว มีใจผ่านใจจากกิเลสจากอาสวะ มีความเจริญเต็มที่ เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี พอท่านหยุดอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งสะอาดบริสุทธิ์ ตัดสังโยชน์ได้ กิเลสหลุดหมดเลยก็เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้าบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลส เพราะหนทางที่จะไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเนี่ยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ ถ้าหากว่าเอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ฐานที่ ๗ ตรงนี้ที่เดียว จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน หยุดอยู่ตรงนี้แหละ เราจะเปลี่ยนจากความเป็นคนเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ก็เป็นโคตรภู เป็นอริยบุคคล เป็นอริยเจ้าน่ะ เข้าไปอย่างนี้แหละหยุดอย่างนี้ไปตามลำดับ หยุดไปเรื่อย หยุดอย่างนี้ไป พอเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ถึงธรรมกาย เป็นธรรมกาย เราคือธรรมกาย ธรรมกายคือเรา คุณสมบัติของธรรมกายก็เป็นของเรา เป็นอันหนึ่งอันเดียวข้างในร่อนมดเลย ถ้าถึงอย่างนี้ได้แล้วล่ะก็จะเป็นพระนิพพานล่ะตอนนี้

 


               เพราะฉะนั้นพระนิพพานไม่ใช่เห็นกันง่าย ๆ ไม่ใช่หลับตาปั๊บก็จูงจิตขึ้นไปเลย จูงใจว่าเห็นรูปร่างอย่างนั้น เห็นอย่างนี้ เห็นไปเรื่อย ๆ เห็นพระพุทธเจ้า สวมรองเท้างอน ๆ มีสนับเพลามีอินธนูอะไรกันอย่างนั้นมันเรื่อยเปื่อยออกไปน่ะ เห็นอย่างนั้นง่าย เห็นจริงแต่ว่าสิ่งที่มันไม่จริงมันไม่ถูก เพราะฉะนั้นการที่เข้าไปถึงพระพุทธเจ้าได้ หมายความว่าใจเราต้องสะอาดบริสุทธิ์ร่อนไปตามลำดับ เห็นกายในกายเข้าไปอย่างนี้เนี่ยเป็นของยากเย็นเหลือเกิน จะต้องฝึกใจจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย ถึงธรรมกายเมื่อไหร่ล่ะก็จะเห็นพระพุทธเจ้าลักษณะแตกต่างไปจากที่เห็น ๆ กันน่ะ เห็นเลอะ ๆ เทอะ ๆ กันไปอย่างนั้น เห็นอย่างนี้แล้วล่ะก็เราจะเห็นพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน เห็นท่านได้ชัดเจน เอาล่ะดอกไม้ธูปเทียนอาหารหวานคาวอะไรต่าง ๆ ที่เราจะได้น้อมนำน่ะ ผ่านศูนย์กลางกายของเราน่ะไปถึงท่าน ก็ไปถูกตัวจริง ศูนย์กลางกายท่านน่ะ มันใสสะอาดบริสุทธิ์สว่างไสว วัตถุสิ่งของอะไรต่าง ๆ ที่เป็นของหยาบ ๆ อย่างนี้น่ะ พอผ่านเข้าไปในตัวศูนย์กลางมันจะใสเป็นแก้วใสเป็นเพชรไปหมด ดอกไม้ที่นำมาบูชาพระสีเขียวนี่ก็จะเขียวสดใส เป็นเพชรมีรัศมีสว่างไสว อาหารหวานคาว ก็จะเป็นอย่างนั้นมันจะใส ใสเป็นแก้วทีเดียว ใสเป็นเพชร ยิ่งเป็นเพชรยิ่งสว่าง ไม่มีตัวอย่างในโลก มันเป็นของละเอียดอ่อนเห็นแล้วก็ชุ่มชื่นใจ เบิกบานใจ มีธรรมปีติ มีความอิ่มใจ

 


               เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเราจะได้น้อมดอกไม้ธูปเทียน อาหารหวานคาว น้อมในใจเรานะ แม้เรายังเข้าไม่ถึงธรรมกาย ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า แต่เราเข้าถึงต้นทางที่จะเข้าถึงพระนิพพานแล้ว เราก็กระดิกจิตนึกด้วยใจของเราน่ะ สอดส่องใจของเราเข้าถึงพระพุทธเจ้า นอบน้อมไปถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต น้อมไปอย่างนั้นนะ น้อมหมดเลย ทั้งกายทั้งวาจา ทั้งใจน่ะ ดอกไม้ธูปเทียนอาหารหวานคาวไปตามกำลังส่วนของเราที่หยุดที่นิ่ง ได้แค่ไหนเราก็น้อมไปอย่าให้ความสงสัยลังเลมาขวางหนทางของพระนิพพาน ด้วยการสร้างบารมี เราปล่อยจิตไปเลย ปล่อยให้หยุดให้นิ่งด้วยความมั่นใจ ด้วยความเชื่อมั่น น้อมไปอย่างนั้นนะ เราก็กราบ นึกกระดิกจิตกราบพระพุทธเจ้า ขอศีลขอพรท่าน ขอบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจวาสนาให้เราได้สำเร็จมรรคผล ได้ดวงตาเห็นธรรม ให้กายวาจาใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส พ้นจากบ่วงแห่งมาร พ้นจากความยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสธรรมารมณ์ จากความโลภ ความโกรธ ความหลงอะไรต่าง ๆ พ้นให้หมด

 

 

               ให้จิตใจผ่องใส มีความสุข สุขกายสบายใจ พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย และให้ได้ผลบุญปัจจุบันนี้สำหรับที่จะมาช่วยสนับสนุนในการสร้างบารมีของเราเป็นไปอย่างสบาย มีโภคทรัพย์เกิดขึ้นให้ได้บริจาคทำทานไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้จิตใจพ้นจากความตระหนี่ ความตระหนี่ความหวงแหนในทรัพย์ ให้ใช้ทรัพย์เป็น ใช้ทรัพย์สำหรับบริโภคตัวเองด้วย สั่งสมบารมีด้วย ให้ใช้ทรัพย์ให้เป็น ไม่ใช่หวงแหนตระหนี่มากและให้พูดให้เป็น ไม่เอาปากไปเป็นหอกเป็นดาบไปทิ่มแทงให้เค้าเสียกำลังใจ ให้ใช้วาจาให้เป็น เป็นเครื่องสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงความสุขภายใน ถึงสันติสุขภายใน และก็ให้บุญอันเนี้ย แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายตั้งแต่ผู้ใกล้ชิดที่สุด ที่อยู่ในศาลานี้ กระทั่งผู้ที่ห่างไกลออกไป บิดามารดา ครูบาอาจารย์ญาติพี่น้อง สหธรรมมิกผู้ประพฤติธรรม กระทั่งสัตว์ ๒ เท้า สัตว์ ๔ เท้า สัตว์มีเท้ามาก มีเท้าน้อย หรือสัตว์ไม่มีเท้า เราแผ่ไปหมดเลยน่ะ ให้มีส่วนแห่งบุญแห่งกุศลที่เราได้บำเพ็ญในวันนี้ ให้เค้าได้อนุโมทนาสาธุการ ถึงรุกขเทวดา อากาศเทวดาภุมเทวดา ชาวสวรรค์จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี พรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ตลอดแสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล สรรพสัตว์มีจะนับจะประมาณมิได้ ให้ได้อนุโมทนา ให้ได้บอกกันต่อ ๆ ไป ให้อนุโมทนา

 

 

               เมื่ออนุโมทนาแล้วน่ะ ถ้าเค้ามีทุกข์ก็ให้พ้นจากทุกข์ มีความสุขก็ให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งเข้าถึงพระนิพพานกันทุก ๆ คน ทุกสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดเลย ให้บุญของเราไปดลบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายมองกันด้วยจิตประกอบไปด้วยเมตตา มีความปรารถนาดีอย่างจริงใจซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีความจริงใจ มีความบริสุทธิ์ใจ ให้บุญของเราดลบันดาล ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา ดินฟ้าอากาศ สิ่งแวดล้อมให้พอเหมาะพอดีในการสร้างบารมีของเรา ฝนตกต้องตามฤดูกาล ผลไม้มีรสโอชา อะไรต่าง ๆ เราก็อธิษฐานไป ใครเจ็บ ใครป่วย ใครไข้ ขอให้ทุกขเวทนาให้หายลงไป ให้บรรเทาเบาบางลงไปจนกระทั่งหายเจ็บหายป่วยหายไข้ ถ้าใครถึงคราวที่จะหมดอายุไขก็ให้ไปสบาย ๆ เหมือนพระออกจากนิโรธสมาบัติ เข้าสู่อายตนนิพพานอย่างนั้น คนที่หมดอายุไขเพราะธาตุมหาภูตรูป ๔ หรือธาตุหยาบร่างกายนี้มันถึงที่สุดต้องสลายก็ให้ไปดี ไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ทรมาน มีสติสัมปชัญญะ ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยได้ ไปสู่สุคติ สู่สุคติแล้วก็ให้มีความสุขยิ่งขึ้นไปตามลำดับ

 

 

               ใครที่เคยผูกเวรจองเวรกันผูกโกรธอาฆาตอิจฉาริษยาซึ่งกันกระแนะกระแหนกันก็ให้หมดกันไป เอาบุญบันดาล บุญของพวกเราทุก ๆ คนให้ทุกคนให้มองเห็นเหมือนกับหมู่ญาติหรือเหมือนมารดาที่มองเห็นบุตรที่เกิดจากอก เกิดจากครรภ์ของตัว ให้มีจิตที่เมตตาอย่างนั้น มองกันด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ที่ผ่องใส ฉันญาติฉันมิตรอย่างนั้น เลิกทะเลาะเบาะแว้ง ไอ้ที่มันทะเลาะเบาะแว้งก็เพราะว่าความเห็นมันไม่ตรงกัน ความคิดมันไม่ตรงกัน เพราะว่าไอ้แหล่งที่มาของความคิดที่อยู่ภายในน่ะ มันไม่บริสุทธิ์ แหล่งที่มาของความคิดที่อยู่ที่ศูนย์กลางกายน่ะมันไม่บริสุทธิ์ มันดำมืด มันมืดทีเดียวนะ เพราะฉะนั้นเรื่องเหตุเรื่องผลไม่ต้องพูดกันแล้ว ทำให้วินิจฉันพลาด เพราะแหล่งที่มาของความคิดมันไม่บริสุทธิ์ ความคิดนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ คิดที่จะเบียดที่จะเบียนเค้า คิดที่จะให้เค้ามีทุกข์ให้มากแล้วสบายใจอย่างนั้น หรือมองเห็นความดีของคนอื่นได้ยาก เห็นได้ยาก เค้ามีความดีก็ไม่ยอมรับ พอเค้ามีความดีแล้วก็ไม่สบายใจ เกิดอิจฉาริษยาขึ้นมา กระทบกระแทกเค้าด้วยคำพูดมั่ง กระแนะกระแหนกันมั่ง นั่นแสดงว่าแหล่งที่มาของความคิดไม่บริสุทธิ์ ความคิดก็ไม่บริสุทธิ์ คำพูดก็ไม่บริสุทธิ์ เบียดเบียนกันแล้ว การกระทำก็ไม่บริสุทธิ์ ผลของการกระทำที่เร่าร้อน มีทุกข์ และในที่สุดก็วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง ๓ เกิดกันใหม่ก็ไปจองเวรกันอีกแล้ว ผลัดกันผลัดกันจองเวรกัน จองเวรจองกรรมเบียดเบียนกันไป พอตัวมาเกิดเข้ามองไม่เห็นชาติในอดีต ก็คิดว่าเอ้อเราไม่ได้ไปทำอะไรใครเลย อยู่ดี ๆ แท้ ๆ เค้าก็ไม่น่าจะมีคิดเบียดเบียนมาทำร้ายให้โทษเราเลย แต่ไอ้ที่แล้ว ๆ มาไอ้เราไปทำเค้าก็ไม่พูดถึง บอกมองไม่เห็น


               เพราะฉะนั้นเราอยากจะทราบว่าชาติหน้าเนี่ยวิถีชีวิตของเราเนี่ยจะเป็นอย่างไร ดูการกระทำในปัจจุบันของเราถ้าชาตินี้เราไปกระแนะกระแหนเค้ากระทบกระเทียบเค้า ปากเป็นหอกเป็นดาบ ชาติหน้าคนอื่นก็เอาปากเป็นหอกเป็นดาบที่มแทงใจของเราเหมือนกัน ถ้าชาตินี้เราเบียดเบียนเค้า ชาติหน้าเค้าก็เบียดเบียนเรา ชาตินี้เรามีความตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ ใช้ทรัพย์ไม่เป็น ชาติหน้าก็ไม่มีทรัพย์ที่จะใช้ นี่มันเป็นอย่างนี้นะเพราะฉะนั้นนี่เราอยากจะทราบว่าชาติหน้าจะเป็นอย่างไรดูการกระทำในชาตินี้ ทุกอย่างในโลกนี้เป็นเหตุเป็นผลกัน มันจะเกี่ยวโยงกันไปตามลำดับ ไม่มีอะไรที่ไม่มีความสัมพันธ์กันเลยน่ะ ถ้าแหล่งที่มาของความคิด ที่ศูนย์กลางกายไม่บริสุทธิ์ ความคิดก็ไม่บริสุทธิ์ คำพูดก็ไม่บริสุทธิ์เร่าร้อน การกระทำก็ไม่บริสุทธิ์ ความสุขความสำเร็จก็ไม่เกิดขึ้น ความคิดคำพูดก็ดี ผ่านลมหายใจเข้าออกภายในตัวของเรา ลมหายใจของเราก็สานกับบรรยากาศภายนอก บรรยากาศภายนอกเกี่ยวโยงกับต้นไม้ภูเขาเลากากับคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปน่ะ ตลอดจนกระทั่งจักรวาลต่าง ๆ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวนะ

 

 

               เพราะฉะนั้นสมัยใดก็ตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ ยุคใดสมัยใด มนุษย์ไม่มีศีลไม่มีธรรม ก็คือแหล่งที่มาของความคิดที่อยู่ภายในไม่บริสุทธิ์ ไม่มีศีล ไม่มีธรรม มีแต่ความคิดเบียดเบียน คำพูดเบียดเบียน การกระทำเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ยุคนั้นสมัยนั้นดินฟ้าอากาศก็แปรปรวน ผลหมากรากไม้ก็ถอยรสโอชาลงมา โรคภัยไข้เจ็บก็จะเกิดขึ้น มนุษย์ก็จะอายุสั้นลงมา โรคร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดก็จะเกิด รักษายาก สรรพคุณของสรรพว่านยาก็ถอยโอชารส ถอยสรรพคุณไป มนุษย์ก็อายุสั้นลงไป ฤดูกาลอะไรต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ฝนตกผิดฤดู อากาศร้อนก็ผิดฤดู อากาศหนาวก็ผิดฤดูกัน ตลอดจนกระทั่งก็ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพง แห้งแล้งเหี้ยนเตียนอะไรต่าง ๆ ไปหมด มันแปรปรวนไปหมดเลย มันแปรไปหมดจนกระทั่งไปดลบันดาลให้ดวงอาทิตย์มีความร้อนมากเข้า ๆ จนมันแตกมาเป็น ๒ ดวง นั้น พอแตกออกมาเป็น ๒ ดวง แค่ดวงเดียวเราก็ร้อนเกือบตายแล้ว พอแตกออกมา ๒ ดวงหนักเข้ามันก็ร้อนไปหมดทั้งโลก ไฟก็ลุกท่วมโลกขึ้นมา ท่วมไปหมดที่เราเรียกว่าไฟบรรลัยกันต์ เรื่องนี้มีอยู่ในพรหมชาลสูตร

 

 

               พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ ถ้ายุคใดสมัยใดมนุษย์มีศีลมีธรรมประจำใจดี ประพฤติปฏิบัติธรรม แหล่งที่มาของความคิดก็จะบริสุทธิ์จะมีแต่ความคิดในทางสร้างสรรค์ มองใครก็มองด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา มีความคิดที่อยากจะให้ทุก ๆ คนมีความสุข ไม่คิดเบียดเบียนกัน คำพูดที่พูดออกมาก็ส่งเสริมกำลังใจให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ให้สร้างความดีเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน การกระทำก็สนับสนุนในการสร้างบารมีซึ่งกันและกัน ผลออกมาก็คือความสุขความสำเร็จ เราได้ทราบเมื่อกี้นี้ว่าลมหายใจเข้าออกของเราประสานกับจักรวาลกับสิ่งแวดล้อม ถ้าหากมันออกมาด้วยความบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมก็บริสุทธิ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ต้นหมากรากไม้ที่มีรสโอชา มนุษย์ก็อายุยืนเพราะร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม สุขภาพกายสุขภาพจิตก็ดี ความเครียดต่าง ๆ มันก็ไม่มี มันหมดไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างในโลกนี้ก็จะอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีความผาสุก สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างนี้น่ะ ก็เกิดมาจากแหล่งที่มาของความคิดที่ได้เรียนให้ทราบอย่างนั้น

 

 

               เราจะคอยโอกาสนี้ให้เกิดขึ้นอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า หรือ ๒๐๐ ก็ดี ร้อยปีข้างหน้า หรือว่าจะให้เกิดขึ้นในตอนนี้ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือก จะให้สันติสุขนั้นบังเกิดขึ้นวันนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ หรืออีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าก็ได้ เพราะเราทราบวิธีการทำแล้วนี่ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเร่าร้อนก็ดี จะมีสันติสุขก็เพราะว่าเรามาปรับปรุงแหล่งของความคิดที่อยู่ภายในตัวของเรานี่ให้มันดี ให้มันมีประสิทธิภาพ มีสันติสุขภายใน ถ้าเราจะรอ ๑๐๐ ปีข้างหน้านั้น เราก็ปล่อยมันไปแบบที่เราเป็นมันอยู่น่ะ เคยคิดเบียดเบียนก็เบียดเบียนมันต่อกันไป เคยทำอะไรที่ไม่ดีก็ทำไม่ดีต่อไป แล้วผลก็จะสะท้อนไปถึงลูกถึงหลานเหลนต่อไปในอนาคต แต่ถ้าเรา ถ้าเราอยากจะให้สันติสุขนั้นเกิดขึ้นในวันนี้ วินาทีนี้ ให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย ปรับปรุงแหล่งที่มาของความคิดที่อยู่ภายในของพวกเราของแต่ละคนนะ ให้มีความสะอาด ให้มีความบริสุทธิ์ ให้มีความผ่องใส ให้มีความคิดในทางสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีงาม รู้จักการให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ผูกโกรธ ไม่ผูกพยาบาท ไม่คิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ตรึกอยู่ในธรรมอย่างนี้แหละ ถ้าได้อย่างนี้แล้ว ไม่ช้าสันติสุขที่เราเกิดขึ้นจากจุดเล็ก ๆ น้อย ที่เราเริ่มตอนนี้เนี่ยมันก็จะแผ่ขยายไปทั่วโลกได้ แสงหิ่งห้อยที่เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายในวันนี้จะโชติช่วงชัชวาลในวันข้างหน้าได้


               เพราะฉะนั้นการที่เราฝึกจิตปฏิบัติธรรม ทำภาวนา สัมมาอะระหัง ทุกวันอย่างน้อยเช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง ก็คือการปรับปรุงแหล่งที่มาของความคิดนี้ให้บริสุทธิ์นั่นเอง ให้บริสุทธิ์ให้ผ่องใสแล้วก็ได้ชื่อว่าเราได้สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกทุกวันทุกคืน ที่เราทำภาวนาทุกวันน่ะ เช้าหนหนึ่งเย็นหนหนึ่งคือการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกภายนอก และก็สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกภายใน เพราะฉะนั้นอีกไม่กี่วันจะเข้าพรรษาแล้ว เราก็ควรจะเริ่มมาพิจารณาตัวของเราเนี่ย ว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วเราควรจะปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไปโดยเปล่าประโยชน์หรือว่าจะทำสิ่งมีประโยชน์ให้มันเกิดขึ้น ใครที่ผ่าน ๆ มาแล้วน่ะ ไม่ได้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ปล่อยชีวิตให้เหมือนสวะลอยน้ำน่ะ ตั้งใจซะใหม่นะ อีก ๒ วันจะเข้าพรรษาแล้วน่ะ ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าเข้าพรรษาแล้วปีนี้เราจะนั่งปฏิบัติธรรมะไม่ให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว เราเคยโกรธเคยผูกโกรธใครก็ตามเคยกระทบกระทั่งใครก็ตาม ด้วยกายวาจาด้วยใจก็ตาม เราจะหยุด เราจะเลิก เราจะสร้างคุณธรรมให้บังเกิดขึ้นมาภายในพรรษาเนี้ย ทุกวันทุกคืน ทุกเวลา ทุกวินาที ตั้งปณิธานกันเอาไว้อย่างนี้นะ แค่คิดอย่างนี้ สันติสุขก็เกิดขึ้นภายในตัวของเราแล้ว แล้วก็มีผลสะท้อนสู่โลกภายนอกด้วย แค่เราคิดอยู่แค่นี่แหละ หนทางที่จะไปสู่พระนิพพานก็ใกล้เข้ามา คิดทุกวัน คิดทุกคืนน่ะ เราจะเกิดความปีติเบิกบานใจทุกวัน พอพรรษานี้ผ่านไปแล้วเนี่ยออกพรรษาถึงวันทอดกฐิน เราตามระลึกนึกถึงผลของการกระทำที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๓ เดือนว่าเราไม่เคยบกพร่องเลย ถ้าไม่บกพร่องอย่างนี้ เราจะเกิดความปีติความปราโมทย์ ความดีใจอิ่มใจอย่างที่ที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน ความอิ่มใจอย่างนี้เงินก็ซื้อไม่ได้ อะไรก็ซื้อไม่ได้ทั้งนั้น มาแลกเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นตั้งใจกันให้ดีนะ

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0013857841491699 Mins