
พระอาจารย์ : วันนี้เรามาคุยกันต่อในกาลามสูตร ที่เราพูดถึงโดยภาพรวมเมื่อวานไปแล้วว่า คนที่ฟังคนอื่นไม่เป็น แล้วรีบเหยียดคนอื่นเนี่ย สุดท้ายเนี่ย มันก็พังพินาศ หรือแม้แต่โยมก็ยังสงสัย ว่าสุดธรรมะไหนควรเชื่อนะ ในเมื่อเขามาถึงก็ซัดคนอื่นเลยโดยที่เหมือนไม่ได้ฟัง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย... มาเถิดท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนั้นได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่ายึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว อย่าได้ยึดถือโดยผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความเชื่อถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา"
คำถาม : ทำไมพระพุทธเจ้าชวนให้เราสงสัย?
พระอาจารย์ : เวลาเกิดปัญหา ทำไมอยู่ดีๆ ท่านชวนว่า สงสัยมาเลย สงสัยมาได้เลย ไม่เป็นไร... ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วอะ ความสงสัยเนี่ยเป็นสิ่งที่ขวางกั้นความดี แต่ก็ถ้ามันยังสงสัยอะ ก็ต้องมีพื้นที่ให้สงสัย
หลายคนพออยู่ในศาสนาพุทธไปอะ เราไม่ค่อยเปิดพื้นที่ให้คนอื่นสงสัย คือจะกำจัดวิจิกิจฉาต้องยอมรับว่ามีวิจิกิจฉา จะกำจัดความโกรธต้องยอมรับว่าโกรธ... เช่นหากเราจะกำจัดความโกรธ เราต้องกล้าเริ่มต้นยอมรับก่อนว่า เราโกรธอยู่นะ เรารู้สึกโกรธนะ แล้วการยอมรับความรู้สึกโกรธ ณ ตอนนี้เนี่ยนะ มันจะเป็นทุนในการที่ทำให้เราถอนรากความโกรธได้
คำถาม : สงสัยให้สงสัยเลย แล้วมันจะถอนรากความสงสัยด้วยเหรอหลวงพี่?
พระอาจารย์ : ใช่ สงสัยอะปล่อยให้ความสงสัยออกมาเลยแล้วอยู่กับมันฮะ ไม่ใช่ต้องรีบดับความสงสัยนะ ต้องเข้าใจก่อน ปล่อยให้ความสงสัยออกมากับดับความสงสัยเป็นคนละความหมาย ปล่อยให้ความสงสัยออกมาคือ สงสัยใช่ไหม เอาออกมาเลย ยอมรับมาเลยว่าสงสัย ยอมรับมาเลยว่าอึดอัด ยอมรับมาเลยว่ามันเกิดอะไรภายในใจ ยอมรับมันออกมา
ถ้าไม่สงสัยและเก็บไว้ มันจะวายป่วงอยู่ข้างใน แต่ถ้าสงสัย แล้วกล้าเอามันออกมา มันจะคลายครับ... ในช่วงต้น เราอาจจะงง มันจะคลายยังไง มันจะได้เหรอหลวงพี่ มันได้แน่นอน มันคลายแน่นอน เพียงแต่ว่า มันจำเป็นนะ ต้องใช้เวลาสักนิดนึง ถึงจะคลาย ถึงจะสิ้นสงสัยไปได้
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/DPw2fWu8jdQ?si=3Pr-oCrM5Gp0yuhV