
พระอาจารย์ :เรื่องหนึ่งที่เราเคยเล่ากันไปแล้ว วันนี้หลวงพี่อยากเอานิทานเรื่องนี้มาเล่าให้ทุกคนฟังก็คือ ทุกคน วันหนึ่งครับ มีคนพูดตรงๆ แล้วก็ เขาบอกว่า คนนี้ขวานผ่าซาก เดินไปติดเตร่ในเมือง แล้วก็แบบว่า ชอบตําหนิตรงๆ กล้วยนี่หน้าตาไม่ดี เธอนี่ยังไม่สวยเลยนะ อีกนิดนึงก็น่าจะดีกว่านี้ เป็นคนชอบวิจารณ์คนอื่น ซึ่งคนในหมู่บ้าน เขาก็ไม่ได้ทําอะไรผิด เขาแค่พูดเฉยเฉย ก็ไม่ได้แบบไม่ได้ว่าร้ายด้วยก็พูดตรงตรงเฉยเฉย แต่มันทําให้บรรยากาศในหมู่บ้านนั้นเอือมระอานและทุกคนเหนื่อยหน่ายหมดกําลังใจในการใช้ชีวิต
รู้ไปจนถึงแบบหัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่าชายคนนี้เนี่ยเป็นคนชอบพูดตรง ไม่ทําร้ายคนอื่นแต่กลายเป็นว่าเป็นบรรยากาศที่แย่แย่ให้กับคนอื่น หัวหน้าวันจึงคิดวิธีการสอนเขา จึงเรียกเขามาว่า มานี่ มานี่ มานี่ เสร็จแล้ว ทันใดนั้นหัวหน้าบ้านบอกว่า มีเค้กอยากให้กิน กินไหม กินสิ กินสิ หัวหน้าบ้านก็เลยบอก หยิบเค้ก มีเค้กอยู่ในนั้น เขาตัดเค้ก หัวหน้าบ้านตัดเค้ก เชฟก็เอาจานรองรับ หัวหน้าบ้านหยิบเค้กขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วปาใส่หน้า เลอะตรงหน้าเลยอ่ะ
อันนั้นงง แล้วก็ตกใจ มันบอกว่ากินเลยกินเลย มันก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้วไง จากนั้นก็งงเลยทีนี้ อายด้วย จะเดินหนีแต่ว่าเป็นหัวหน้าวันก็เกรงใจอยู่ ยังมีความเกรงใจมีความเขาเรียกว่าทั้งงงทั้งเกรงใจครับ แต่มันเลอะใช่ไหม อ๋อกินแบบนี้มันเลอะอะอะ เดี๋ยวเราพาไปล้างหัวหน้าวันพาไปล้างหน้าล้างน้ําอุ่น เสร็จแล้ววะใส่จาน ลืมให้เราเห็นอะไรครับ แล้วนี่สอนอะไรครับ สะท้อนอะไรครับ reflex อะไรครับ กําลังทําให้เราเห็นอะไรครับ นิทานเรื่องนี้ อยากให้เราลองสํารวจดูได้ไหมครับ กับโลกภายในของเรา ที่มัน reflex มันสะท้อน มันวนกลับเข้ามาใส่ตัวเรา
ฉะนั้น พวกเรา ลอง กลับมาสํารวจดูนะครับ ลอง กลับมาสํารวจโลกภายในดู หลวงพี่อยากให้ลองสํารวจนะ ว่าโลกภายในของเราจริงๆ มันเป็นแบบไหน มันเป็นอย่างไร เรากําลังพูดกับเขาว่ามันตรงอ่ะ แต่มันตรงมีได้หลายแบบจริงไหม ในชีวิตเราเป็นไหมครับ แต่ละคน คําว่าตรงมันก็มีตรงหลายแบบ คําว่าตรงมันมีได้หลายด้านจริงไหม คําว่าตรงไม่ต้องเป็นแบบเดียวก็ได้จริงไหมครับ
ฉะนั้นหลวงพี่คิดว่า ลองสํารวจดูนะ เวลาเราบอกว่า เราอยาก อย่างนั้นเราอยากอย่างนี้ ลองค่อยกลับมาดูก่อนนะครับ ค่อยกลับมาดูก่อน กลับมาดูโลกภายในสักนิดหนึ่งครับ แล้วเราจะได้เลือกพูดได้ถูก สื่อสารได้ถูก เพราะไม่ว่าจะเอาเค้กปาหน้าจะยื่นเค้กให้ หรือจะใส่กล่องให้ ก็เป็นเค้กก้อนเดียวกันและกินได้เหมือนกันครับ ครับ เอาล่ะ ฟังแล้วได้อะไรบ้างครับคุณใหม่
คุณใหม่ : หาของใหม่ ก็ได้ว่า เวลาที่เราให้ แม้ว่าจะให้สิ่งๆเดียวกัน แต่ว่ามันมีวิธีการให้ได้หลายแบบ เพราะฉะนั้นก็เหมือนเป็นการที่เราให้เหมือนกัน แต่ให้ไม่เหมือนกัน เพราะว่ามันต่างกัน และก็ส่งผลไปถึงคนที่ได้รับค่ะ ต่อให้รับสิ่งเดียวกัน แต่เขาก็จะรู้สึกเหมือนการได้รับนี้มันได้รับไม่เหมือนกัน ได้รับต่างกัน เพราะว่าคุณค่าของวิธีการให้ ส่งผลต่อคุณภาพทางใจที่เขาได้รับด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ใหม่ ใช่ค่ะ
พระอาจารย์ : เหมือนเราเอาเค้กไปเขย่าแล้วก็ยื่นให้อ่ะ กับเรายื่นเค้กให้อ่ะ หลวงพี่ว่ามันก็คือเค้กเหมือนกัน ส่วนผสมเหมือนกันทุกอย่างเลย แต่ความรู้สึกต่อการน่ากินหรืออารมณ์ที่เกิดมันเหมือนกันไหมครับ เชฟกัญจะบอกว่าการที่เราประณีตในการให้อะครับ คือคือหลวงพี่คงไม่ได้บอกว่าการพูดตรงเป็นเรื่องแย่แล้วเราไม่ควรพูดตรงนะเพราะว่าหลวงพี่คิดว่าบางครั้ง การที่เราตัดสินใจพูดตรง หลวงพี่ว่ามันคงมีเหตุผลแหละ แล้วบ่อยครั้งมันก็มี มีสิ่งที่ทําแล้วเวิร์คอะนะ
แต่หลวงพี่คิดว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่ การพูดตรงเป็นเพียงความเอาแต่ใจที่มีทางเลือกแต่ไม่เลือก การพูดตรงเป็นความเอาแต่ใจ ที่จริงๆ แล้วทั้งที่เรามีทางเลือก แต่เราไม่ได้เลือกครับ ซึ่งไอ้เรื่องเนี้ย คือเรื่องใหญ่ต่างหากว่า เรามีทางเลือกไหม เรามีทางเสนอไหม เออ แต่ว่าตัวเรา อืม ทํายังไงครับ ก็คือหมายความว่า เวลาที่เราสื่อสารเนี่ย วิธีสังเกตว่าเราเอาแต่ใจอยู่หรือเปล่า ก็คือเรายึดว่า ก็ฉันจะสื่อสารด้วยวิธีแบบนี้ แต่ไม่ได้คํานึงถึงใจของเขาอย่างงี้หรือเปล่า ที่ว่าเอาแต่ใจ งั้นเราสามารถคํานึงได้ แต่เราเลือกไม่คํานึงหรือเปล่า หลวงพี่ว่านั่นต่างหากคือเรื่องใหญ่ครับ
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/Rvf6CzlS9eA?si=T0G8733i8ADxj7tI