ฟังตัวเองให้เป็นก่อน

วันที่ 03 กพ. พ.ศ.2569

3-2-69_b63%283%29.png

พระอาจารย์ : เจริญพรทุกท่านครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการพระไตรปิฎกยามเช้า รับอีกครั้งเข้าสู่เข้าสู่ทุกๆ คนเลยที่เราได้มาฟังธรรมในเช้าวันนี้ด้วยกันนะ เจริญพรทุกท่านนะครับ เจริญพรทุกท่านเลย วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องอะไรกัน ก่อนอื่นเลย วันนี้เรามาอยู่กันในหัวข้อที่ว่า ฟังตัวเองให้เป็นก่อน เพราะเราทุกคนเคยไหม เคยที่เราได้ยินคําคําหนึ่ง แต่เราตีความไปอีกคําแล้วทําร้ายตัวเองอย่างมหาศาล หรือเคยไหม เราพูดกับคนบางคนด้วยคําบางคํา แต่กลายเป็นว่าเขาคิดไปเป็นอีกคํา

 

เธอยังมีงานที่ต้องพัฒนานะ แต่เขากลับรู้สึกว่าเรานี่มันช่างใช้ไม่ได้ เรื่องนี้ของเธอเป็นเรื่องที่ต้องจัดการนะ เขาไม่พอใจในตัวเราแล้ว เสียงในหัวของเขา หรือหลายคนอาจจะเป็นเองก็ได้นะครับ เสียงในหัวมันบอกว่าเรา เสียงปรุงแต่งในหัวพูดกับเราว่าเราไม่ดีพอแล้ว เราช่างจะเจ็บปวดเคยไหมเนาะ นี่คุณสุวรรณีพูดว่าอยากฟังธรรมเรื่องการเห็นคุณค่าในชีวิตนี่แหละ เริ่มต้น เดี๋ยวเราค่อยอธิบายกันไป ขอบคุณนะครับที่ยังอยู่ฟังกัน

 

เคยไหม ทําผลงานได้ไม่ดี เราก็ได้ยินกับตัวเองว่า เรานี้ช่างไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายในชีวิตเสียเหลือเกิน เคยไหม แค่ถูกหักอกก็รู้สึกว่าต่อไปนี้คงไม่มีใครรัก และเคยไหมที่เราคุยกับคนอื่น แล้วเราพูดด้วยคําบางคํา แต่เขากลับเข้าใจไปอีกทาง เคยไหมครับ ถ้าเคยไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเราเองที่ทําให้เราไม่ได้ยินความจริง ไม่ว่าใครก็ต่างเคยกันทั้งนั้นแหละ ต่างเคยพลาดกันทั้งนั้นแหละ เพราะการได้ยินเสียงแล้วรู้สึกถูกถูกรบกวน ถูกทําให้หลุดโฟกัส ถูกกระทบเนี้ยเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ ไม่ว่าใครก็เกิดได้

 

หัวใจหลักมันจะเป็นว่า เราฟังตัวเองเป็นก่อนหรือยัง คําว่าฟังตัวเองให้เป็นก่อนคือ เราเคยมีเวลาได้ตั้งใจฟังเสียงในหัวตัวเองไหม ตั้งใจฟังอะไร ฟังเสียงในหัว ได้ยินไหม ได้ยินเสียงในหัวเมื่อกี้ไหมครับ

 

อาจจะมีคนสงสัยว่าพระอาจารย์เงียบทําไม อาจจะมีคนสงสัยว่า ให้เราฟังเสียงในหัวหรือเปล่า อาจจะมีคนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ได้ยินไหมครับ เสียงในหัวที่ทําให้เราไม่สามารถจัดการตัวเอง แล้วถ้าใครเป็นผู้บริหารเป็นหัวหน้าอยู่ ไม่สามารถจัดการรับมือกับงาน กับคน กับสามี กับภรรยา กับสิ่งที่เกิดที่บ้านได้ ก็เพราะว่าฟังเสียงตัวเองไม่เป็น เลยปล่อยให้เสียงนั้นมีอํานาจเหนือเรา แล้วคําในยุคนี้ที่เขาชอบใช้กันคือ แพ้อะไรครับ แพ้เสียงในหัว

 

แต่การแพ้เสียงในหัวของหลวงพี่ไม่ได้หมายถึงแค่การลั่นพูดออกไป คําว่าแพ้เสียงในหัวคือ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ปล่อยมาให้เสียงในหัวมีอํานาจเหนือเรา ปล่อยมาให้เสียงในหัวมีอิทธิพลเหนือเรา ปล่อยมาให้เสียงในหัวทําตัวเราให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่เราควรใช้ ลองกลับมาจัดการเรื่องของเสียงในหัวดู เริ่มต้นของการจัดการเสียงในหัว เริ่มต้นจากการฟังมันให้ออก อย่าเป็นทาสของเขา

 

ทุก ๆ ครั้งเลย ใครที่รู้สึกว่าท้อแท้ ให้เราฟังก่อนเสียงในหัวมันบอกอะไรเรา ใครที่รู้สึกว่าไม่มีกําลังใจ ให้เราลองฟังก่อนว่า เสียงในหัวมันกําลังสื่อสารอะไรกับเรา มันกําลังทํางานกับเราอย่างไร ใครที่มีเสียงในหัว ใครที่รู้สึกว่าเสียงในหัวกําลังทํางาน ก็สามารถค่อยๆ ลองฟัง ลองจับได้ ได้ยินไหม ได้ยินการตั้งใจฟังเสียงในหัวไหม ความรู้สึกของเสียงในหัวที่มันทํางานกับเรามันเป็นยังไง ฉะนั้นอย่าให้เราทุกๆ ท่านเลย ลองค่อยๆ ฟังเสียงในหัวตัวเองให้ทัน จับอารมณ์ ที่เกิดจากเสียงในหัวให้ได้ และลองดูว่าเราจะค่อยค่อยอยู่โดยที่ไม่เป็นมันยังไง คนส่วนใหญ่อ่ะ จับเสียงในหัวตัวเองยังไม่ได้เลยครับ

 

เช่นวันนี้ครับ ฟังตัวเองให้เป็นก่อน คนฟังตัวเองไม่เป็น ทุกครั้งที่เราได้ยินคนอื่น เราจะได้ยินแต่ตัวเอง ที่ยากที่สุดและที่น่ากลัวที่สุดคือ เราไม่รู้ด้วยซ้ําว่าเราได้ยินตัวเอง เราจะคิดว่าเราได้ยินคน ๆ อื่น เป็นคํา ๆ นั้นจริง ๆ แล้วมันก็ทําให้ทั้งความสัมพันธ์ ความรู้สึก ทุกอย่างพังไปหมด บางทีเขาแค่บอกว่า หิวแล้วเตรียมข้าวให้หน่อย เรากลับได้ยินว่า อ้าวนี่ว่าฉันเหรอ ว่าฉันเตรียมข้าวไม่ดีเตรียมไม่ทัน ทําไมถึงไม่สนใจกันเลย บางทีเราได้ยินว่า เออ จะเดินทางเมื่อไหร่ จะเดินทางกลับมาเมื่อไหร่ เราได้ยินว่าไม่ไว้ใจกันอีกแล้ว เพราะเสียงในหัวเรามันบอกแบบนั้น ซึ่งเขาอาจจะไม่ไว้ใจจริงก็ได้ แต่ที่อันตรายที่สุดคือเราเชื่อไปแล้วโดยไม่ทันได้ถาม ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

 

เพราะประสบการณ์เก่าของเรามันทํางานจนกระทั่งทําให้เราได้ยินเสียงแบบนั้นออกไป เสียงในหัวของเรา มันทํางานกับเราตลอดเวลา เพราะว่าเราเอง ก็พยายามตีความและปรุงแต่งสิ่งที่เข้ามา สิ่งสําคัญไม่ใช่การที่เรารู้ทันแค่การตีความและปรุงแต่ง แต่เรารู้ทันไหมถึงการตีความและการปรุงแต่งของสิ่งที่เข้ามา เรื่องเนี้ยแหละครับคือเรื่องใหญ่ ชนะเสียงในหัวของตัวเองด้วยการเริ่มจากรู้ทัน ว่าทุกทุกครั้งที่เราฟังคนอื่น เรากําลังได้ยินตัวเองด้วยไหมว่าเราพูดอะไร ถ้าทําอย่างงี้ได้ แค่การใช้งานใจของเราแค่เนี้ยก็จะเบาขึ้น

 

ทีนี้สําหรับคนที่บอกว่า อยากฟังเรื่องการเห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง ก็ต้องบอกว่ามันคงมีเสียงแหละทุกทุกครั้งที่เราเจอเรื่องต่างต่าง ทําให้เราไม่สามารถเห็นคุณค่าในชีวิตของตัวเองได้ ถ้าจะเอาเข้ากับหัวข้อนี้เนาะ ค่อยๆ กลับมาตรอง การเห็นคุณค่าชีวิตตัวเองไม่ได้เริ่มจากการที่มีเรื่องราวดีๆ อะไรเกิด ถ้าหัวใจมันยังรู้สึกว่าต้องการเป็นที่รักไงวะ แม้มีเรื่องราวดีดีเกิด ก็กระทบกระเทือน

 

แต่ถ้าตัวเราเริ่มค่อยค่อยอยู่กับตัวเองและยอมรับว่า อะไรจะเกิด เราก็จะรักนะ อะไรจะเกิด เราก็จะยอมรับนะ อะไรจะเกิดเราก็จะรู้สึกดีนะ แค่รู้สึกดี ทําความเข้าใจตัวเองให้ดี รับมือกับอารมณ์ให้ดี ยอมรับทุกๆ เรื่องให้ดี แค่รู้สึกดี แค่ยอมรับและจัดการอารมณ์ ด้วยความรู้สึกว่าวันนี้เสียงของเรา ความคิดของเรา เราไม่โทษใครแล้ว ยอมรับ รู้สึกดีที่ตัวเราในวันนี้ก็ดีที่สุดแล้ว ชมเคยชมตัวเองบ้างไหม เราปล่อยให้เสียงของการปรุงแต่งอันเกิดจากความไม่รู้ทํางานมานานแค่ไหน ลองค่อยๆ เงี่ยหูฟัง ทําความเข้าใจเสียงในหัวเสียงข้างใน และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแต่เราจะวางมันไป แล้วเราก็ใช้ชีวิตวันเนี้ยให้ดีที่สุดครับ

 

พระอาจารย์สัจจาธิโก

 

ฟังเพิ่มเติมได้ที่

https://www.youtube.com/live/_oF6e5Q1ctM?si=kcwZ7E-o1cEWh2Bw

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00079409678777059 Mins