
คุณตอง: ค่ะ หัวข้อนี้เกิดมาจากช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ที่ตองเจอปัญหามากมาย และเห็นคนอื่นเจอปัญหาเยอะแยะไปหมดเลย หวังว่าตอนนี้ทุกอย่างจะได้รับการบริหารจัดการโอเคแล้ว ถือว่าผ่านไปแล้ว แต่มันทำให้เกิดข้อคิดที่อยากนำมาแชร์กันค่ะ
เวลาเกิดปัญหา สิ่งแรกที่หลายคนทำมักไม่ใช่การแก้ แต่เป็นการ "หลบ" ก่อน เช่น หลบไม่รับสาย ไม่เปิดอีเมล ไม่คุย ไม่ตอบคำถาม ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วหวังว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง เหมือนรอให้พายุมันพัดผ่านไป แต่ในชีวิตจริง ปัญหาส่วนใหญ่มันไม่หายไป แต่มันรอเราอยู่ที่เดิม และบางครั้งมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมด้วยเพราะไม่ได้รับการจัดการ
ตองอยากชวนคิดว่า ปัญหาหลายอย่างโดยตัวมันเองก็หนักอยู่แล้ว แต่จะหนักยิ่งกว่าถ้าเราปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตองเห็นว่า "การไม่ตัดสินใจจัดการปัญหา" ก็คือการตัดสินใจแบบหนึ่ง คือการเลือกปล่อยให้ปัญหานั้นดำเนินต่อไป พอเวลาผ่านไป ปัญหาก็เหมือนก้อนสโนว์บอล (Snowball) ที่เริ่มจากลูกกลมๆ เล็กๆ แต่พอม้วนตัวไหลลงจากภูเขา มันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนดินพอกหางหมูที่พอกไปเรื่อยๆ จนลุกลามบานปลายเกินกว่าจะรับมือได้ง่ายๆ
ตอนแรกปัญหายังไซส์จิ๋วพอจัดการได้ แต่พอเราหลบหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปัญหาก็ใหญ่ขึ้นจนจัดการยาก หรือบางทีก็เกินความสามารถที่เราจะจัดการได้ไปเลย ทีนี้ ปัญหามีไว้เพื่ออะไร? จุดที่ตองคิดคือ "มันมีไว้ให้เราได้รับผิดชอบ" ค่ะ ความรับผิดชอบไม่ได้หมายความว่าเราต้องแก้ได้ทุกเรื่องหรือรับไหวคนเดียว แต่หมายถึงการเริ่มจากการไม่หนี ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และถามตัวเองว่าจะรับมืออย่างไรดี
แม้บางปัญหาจะแก้ไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เรายังรับผิดชอบได้ เช่น ผ่อนหนักเป็นเบา ขอความช่วยเหลือ เจรจาขอความเห็นใจ หรือถ้าเหนือมือจริงๆ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาอย่างมีสติ ดีกว่าปล่อยให้มันพังแบบไม่มีทิศทาง นี่คือสิ่งที่ตองคิดเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของการรับผิดชอบค่ะ
คุณตอง: ตองอยากชวนพระอาจารย์คุยสองเรื่องค่ะ เรื่องแรกคือในมุมมองทางพุทธศาสนา การหนีปัญหาต่างจากการวางหรือปล่อยอย่างไร เพราะบางทีเราอาจสับสน ตองคิดว่าจุดตัดน่าจะอยู่ที่ "การยอมรับ" คือการหนีปัญหามันมีความไม่ยอมรับอยู่ในนั้น แต่การปล่อยหรือวางมันมีความยอมรับอยู่ จุดตัดคือเรื่องนี้ใช่ไหมคะ?
พระอาจารย์: โอเค จุดตัดคือการยอมรับใช่ไหม? จริงๆ คงไม่มีคำตอบใดที่ถูกทั้งหมดนะ แต่ถ้าหลวงพี่จะบอกอะไรสักอย่างหนึ่ง คงจะบอกว่าจุดตัดจริงๆ ไม่ใช่ที่ว่าเราต้องไปทำอะไรกับมัน แต่จุดต่างของการปล่อยวางปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อเราสำรวจดีแล้ว เรายอมรับได้ไหมว่า "เรารู้สึกอะไร" (ไม่ใช่แค่ยอมรับตัวปัญหานะ) ยอมรับว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิด ยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น และมันเป็นอย่างไร ยอมรับจนหมด แล้วมาสำรวจว่าเราทุกข์อะไร
เมื่อเราจัดการความทุกข์นั้นได้ เราจึงค่อยมองปัญหาอีกทีหนึ่ง คนส่วนใหญ่ที่ทำให้ปัญหามันบานปลายเพราะเราอยากจัดการปัญหา เนื่องจากเราเชื่อว่า "ปัญหาเท่ากับความทุกข์" หรือเราหนีปัญหา เพราะเราหวังว่าจะหนีสิ่งที่เรียกว่า "ความทุกข์"
ขอให้แยกก่อนนะ ปัญหากับความทุกข์มันแยกกัน
ถ้าเราแยกออกจากกันได้ แล้วค่อยๆ จัดการความทุกข์ก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าปัญหานี้ต้องทำอย่างไร สมมติว่าวันนี้เราไม่ได้ทุกข์แล้วที่แม่บ่น แต่อยากช่วยแม่จัง วิธีการเข้าไปจัดการปัญหาจะเปลี่ยนไป หากเราจัดการปัญหาในขณะที่ยังทุกข์ เราจะผูกติดกันไว้และมันจะไม่ค่อยแก้ ดังนั้นเมื่อแยกปัญหากับความทุกข์ออกได้ การจัดการจะเป็นไปด้วยท่าทีของความเมตตา เราจะรู้เองว่าควรยุ่งกับปัญหานี้ไหม หรือเรียนรู้ที่จะไม่ยุ่ง การไม่ยุ่งไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป และการยุ่งก็เป็นเรื่องของสถานการณ์
ลองนึกภาพเพื่อนสองคนติดยา เราไปเตือนคนแรกเขาเลิกยาได้ แต่พอไปเตือนคนที่สอง เขาเลิกคบเราและฆ่าตัวตายเพราะไม่มีใครข้างๆ คำถามคือทำไมผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว? มันไม่มีคำตอบที่ถูกว่าสถานการณ์ไหนควรใช้ท่าไหนในการแก้ไข แต่มันมี "ใจที่ถูก" ในการเจอสถานการณ์นั้นๆ ที่จะทำให้เราไม่ทุกข์ งงไหม?
คุณตอง: ไม่งงค่ะ แต่ขอขยายความนิดนึงค่ะ หลวงพี่บอกว่าเราหนีปัญหาเพราะไม่อยากทุกข์ และที่เราไปจัดการปัญหาก็เพราะไม่อยากทุกข์เหมือนกัน สรุปคือทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจเราว่ารู้สึกอย่างไรใช่ไหมคะ?
พระอาจารย์: ถูกต้องครับ สมมติว่าเราวางเรื่องนี้ไปแล้ว แต่กลับมาเจอเรื่องเดิมในอนาคต เรายังเจ็บแค่ไหน? ถ้าลึกๆ ยังอยากวิ่งหนีอยู่ เช่น เราเป็นหัวหน้างาน แล้วลูกน้องลาออก เราไม่ชอบที่เขาปฏิเสธเรา ถ้าเจอเรื่องเดิม 5 รอบแล้วยังไม่ชอบทั้ง 5 รอบ แปลว่านั่นแหละคือปัญหาของเราแล้ว ถ้าเจอคนดูถูกแล้วเจ็บทุกครั้ง แม้จะบอกว่าช่างมันแต่เจอใหม่ก็เจ็บอีก อันนี้คือยังมีปัญหาครับ
คุณตอง: ตองเข้าใจเรื่องคนหนีปัญหาแล้วค่ะ แต่คนที่จัดการปัญหาด้วยใจที่ไม่ถูกล่ะคะ ทั้งที่เขาก็ชนและเผชิญหน้าหาทางแก้ แต่มันยังทุกข์อยู่ การแก้ปัญหาด้วยใจที่ผิดเป็นอย่างไรคะ?
พระอาจารย์: คือการแก้ด้วยใจที่เกลียดหรือต่อต้านปัญหาครับ เคยไหมที่แก้ปัญหาด้วยความรู้สึกว่า "อย่าให้ฉันต้องมาแก้เรื่องนี้อีกนะ ฉันรำคาญ" แบบนี้ปัญหาก็ยังเป็นความทุกข์เหมือนเดิม การชนปัญหานั้นอาจแก้ได้ในระยะยาว แต่สิ่งที่น่ากลัวของการหนีคือเรื่องไม่จบจริงและจะกลับมาหลอกหลอน ส่วนปัญหาของการแก้ด้วยใจที่ทุกข์ แม้จะรู้สึกสบายใจที่แก้ได้ แต่คนอื่นอาจได้รับผลกระทบระยะยาว เช่น เกลียดหัวหน้าแล้วไปชนกับหัวหน้าเลย
จริงๆ ทุกท่าทางในการรับมือ (ชน, หนี, หรือนิ่ง) เป็นสิ่งที่คนเราเคยทำแล้วได้ผลมาก่อน แต่ตราบใดที่ยังไม่จัดการความทุกข์ข้างใน ไม่ว่าจะใช้ท่าไหนมันก็ทำให้เกิดทุกข์ เหมือนหญ้าขึ้นในสนาม ถ้าเราแค่ถอนหรือตัดแต่ไม่ถอนราก หญ้าก็ขึ้นใหม่ การปล่อยหญ้าตาย (ทำเป็นไม่เห็น) สวนก็ดูไม่เรียบร้อย ส่วนคนตัดหญ้าอาจดูได้รับคำชมว่าสวนเตียนดี แต่รากก็ยังอยู่ การชนปัญหาอาจทำให้ดูเหมือนปัญหาหายไปจากผิวหน้า แต่ข้างล่างยังไม่หาย เราหลีกหนีความทุกข์ข้างในไม่ได้หรอกครับ
ยกตัวอย่าง แม่ลำเอียงใช้งานเรามากกว่าพี่ ถ้าเราหนีคือไม่สน แต่ความน้อยใจก็ยังอยู่ทุกครั้งที่เห็น หรือถ้าเราชนด้วยการโวยวาย ปัญหาอาจถูกแก้แต่เราก็เครียดทุกครั้งที่ต้องโวยวาย แต่ถ้ามีสติ เราจะไม่น้อยใจ แล้วมาคุยกับแม่หาทางออก หรือแค่ยิ้มแล้วบอกว่า "แม่ใช้งานพี่เถอะ หนูไม่ให้ใช้หรอกนะ" โดยที่เราไม่ทุกข์และถอยออกมาได้ ดังนั้นการปล่อยวางจะแอ็กชัน (Action) หรือไม่ มันเป็นผลที่ตามมา แต่การปล่อยวางจริงๆ คือการ "ดีแทค" (Detach) ออกจากปัญหาก่อน
คุณตอง: เข้าใจเลยค่ะ หลวงพี่อธิบายว่าเราหนีหรือแก้เพราะไม่อยากทุกข์ ดังนั้นต้องเริ่มจากยอมรับและสำรวจความรู้สึกตัวเองก่อนจัดการ เพราะถ้าทำด้วยใจที่เกลียดหรือต่อต้าน ข้างในก็ยังแย่อยู่ดี พอเราแยกปัญหาและความทุกข์ออกจากกันได้ โลกของเราจะกว้างขึ้น เห็นทางแก้มากขึ้น และนั่นคือความหมายของ "การปล่อยวางจากความทุกข์" ส่วนปัญหามีไว้ให้เรา Take Action ตามที่ควรจะเป็น
คุณตอง: ขอต่ออีกนิดค่ะ วันก่อนหลวงพี่สอนว่าเส้นทางการสร้างบารมีเป็นเส้นทางคนเดียว ทุกข์ก็ต้องเจอเอง บุญก็ต้องทำเอง ทีนี้เรื่องความรับผิดชอบในทางธรรม มันหมายถึงการต้องแบกหรือเผชิญทุกอย่างคนเดียวหรือเปล่าคะ?
พระอาจารย์: ต้องสโคป (Scope) นิดนึงครับ หากเป็นความรับผิดชอบต่อ "อารมณ์" ของเรา อันนี้เป็นเรื่องที่เราเจอคนเดียวแน่นอน โลกภายในความทุกข์ไม่มีใครมาเจอร่วมกับเราได้ ทุกคนเป็นกัลยาณมิตรได้ แต่สุดท้ายเป็นเส้นทางเดียวของเรา
พระพุทธเจ้ามิอาจบีบบังคับให้พระเทวทัตเจอตัวเองได้ถ้าเขาไม่อยากเจอ แต่พระพุทธเจ้าบีบพระวักกลิได้เพราะท่านพร้อม พระวักกลิโดนตำหนิจนอยากฆ่าตัวตายและบรรลุธรรมตอนนั้น พระพุทธเจ้าเลือกเส้นทางบีบท่านเพราะรู้ว่าเวิร์ค แต่กับพระเทวทัต แม้พูดประโยคเดียวกันท่านก็ไม่แคร์ ดังนั้นแม้จะมีกัลยาณมิตรมากมาย แต่สุดท้ายตัวเราจะจัดการอย่างไร ไม่เกี่ยวกับคนอื่น กัลยาณมิตรเป็นเพียงผู้ให้สติเท่านั้น
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/sl0RuJYU014?si=jmTgIMfAObLmYa8_