เปลี่ยนคนขี้เกียจให้เป็นคนสำเร็จ

วันที่ 03 กค. พ.ศ.2569

3-07-69_3B.pngเปลี่ยนคนขี้เกียจให้เป็นคนสำเร็จ

3-07-69_3B.png?_t=1783053267

ภาพประกอบสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ ใช้เพื่อสื่อสารเนื้อหาเท่านั้น

สรุปเนื้อหาและแนวคิดจากคลิปวิดีโอรายการทันโลก ทันธรรม "เปลี่ยนคนขี้เกียจให้เป็นคนสำเร็จ | EP 407" โดย ผศ.ดร.สุวัฒน์ อาทิจฉนากร และ พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ) ไว้อย่างละเอียดและยาวเป็นระบบ ดังนี้ครับ

คลิปนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ มุมมองด้านพฤติกรรมศาสตร์ระดับสากล (ทันโลก) และ มุมมองการปรับใช้หลักธรรมะเพื่อแก้สันดานขี้เกียจ (ทันธรรม)

ส่วนที่ 1: มุมมอง "ทันโลก" – 9 เทคนิคเปลี่ยนคนขี้เกียจสู่ความสำเร็จ

ในการเสวนาปูพื้นฐานว่า "คนขี้เกียจ" สามารถสำเร็จได้หากขี้เกียจอย่างถูกวิธี (ขี้เกียจอย่างก้าวหน้า คือคิดนวัตกรรมทำน้อยได้มาก) แต่สำหรับคนขี้เกียจประเภทเสเพลหรือไม่ยอมพัฒนาตนเอง ดร.สุวัฒน์ ได้เสนอ 9 เทคนิคระดับสากลในการดัดนิสัยและเปลี่ยนตัวเอง ดังนี้:

  1. ต้องยอมรับตัวเองก่อน: จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการสำรวจจน "มองทะลุ" และยอมรับว่าตัวเองมีนิสัยขี้เกียจ รวมถึงตระหนักถึงผลร้ายที่จะตามมาหากปล่อยไว้แบบเดิม หากไม่รู้ตัวหรือปฏิเสธความจริง จะไม่มีทางแก้ได้

  2. ฝืนใจทำตามคนขยัน: คนขี้เกียจมักขาดแรงบันดาลใจในการเริ่มทำอะไรเอง วิธีแก้คือการเกาะกลุ่มหรือไปร่วมกิจกรรมตามคนอื่น เช่น เพื่อนชวนไปเรียนทำอาหาร ชวนไปฟังสัมมนาหุ้น ให้ฝืนใจเดินตามไป เพราะเราจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด

  3. เริ่มทำด้วยความสนุก: รากเหง้าของความขี้เกียจคือความเบื่อหน่าย ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นควรเลือกทำกิจกรรมที่มีความสนุกสนานปนอยู่ด้วย หรือหาเพื่อนไปทำร่วมกัน จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้อยากลงมือทำ

  4. นึกอะไรออกให้ทำทันที ไม่ต้องมั่วจัดลำดับ: สำหรับคนขี้เกียจทั่วไป การต้องมานั่งเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง (Prioritization) มันใช้พลังงานสมองเยอะและน่าเบื่อ ชวนให้ล้มเลิกได้ง่าย วิธีแก้คือ นึกอะไรออกตอนนั้นให้ทำเลย ทำอันนั้นให้เสร็จไปทีละอย่าง

  5. ตั้งเป้าหมายต่อเนื่องแค่ 10 วันพอ:ตามหลักจิตวิทยาคนทั่วไปมักบอกให้สร้างนิสัยใหม่ใน 21 วัน แต่สำหรับคนขี้เกียจเป้าหมายนั้นยาวเกินไปจนท้อแท้ ดร.สุวัฒน์ แนะนำให้ซอยเป้าหมายเหลือเพียง "ต่อเนื่อง 10 วัน" เมื่อทำก้าวแรกสำเร็จค่อยต่อ 10 วันรอบถัดไป

  6. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ (ทำน้อยแต่ได้มาก): หาเทคนิคที่เห็นผลเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ท้อ เช่น การออกกำลังกาย แทนที่จะหักโหมหลายชั่วโมง ให้เน้นท่าทางและเทคนิคที่ถูกต้อง (High Quality) แค่วันละ 30 นาที แต่มีความสม่ำเสมอ

  7. เฟ้นหาสิ่งที่ชอบมาเป็นแรงจูงใจ:ทุกคนรวมถึงคนขี้เกียจต้องมีสิ่งที่ชอบ เช่น ถ้าเป็นคนชอบการแข่งขัน ก็ให้ใช้การแข่งขันมาสร้างแรงกระตุ้นในงาน แข่งกับเพื่อนร่วมงานว่าใครจะทำเสร็จก่อน หรือถ้าขี้เกียจเพราะ "ชอบนอน" ก็ให้ใช้การนอนเป็นรางวัล โดยคิดทางลัดทำอย่างไรให้งานเสร็จเร็วที่สุดเพื่อจะได้มีเวลานอนมากขึ้น

  8. บริหารเวลาด้วยเดดไลน์ย่อย (Sub-deadline): คนขี้เกียจมักมีนิสัย "ผัดวันประกันพรุ่ง" ชอบไปเร่งทำเอาตอนใกล้กำหนดส่งสุดท้าย ส่งผลให้งานไม่มีประสิทธิภาพ วิธีแก้คือการตั้งเดดไลน์ย่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ เมื่อผ่านเป้าหมายย่อยแล้วให้เฉลิมฉลองเล็ก ๆ เพื่อสร้างกำลังใจ

  9. ใช้คนใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์ (เช่น เลือกหัวหน้าตามจิก): หากทำงานในองค์กร ควรเลือกผู้ร่วมงานหรือเจ้าหน้าที่/หัวหน้างานที่มีลักษณะคอยติดตามงาน (Follow-up) อย่างต่อเนื่อง แรงจิกหรือแรงกระตุ้นภายนอกนี้จะบังคับให้เราขี้เกียจไม่ได้และต้องทำส่งตามเวลา

ส่วนที่ 2: มุมมอง "ทันธรรม" – หลักธรรมสร้างพลังและตัดขาดวงจรขี้เกียจ

พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ) ได้ให้หลักคิดและข้อเตือนใจทางธรรมที่ลึกซึ้ง โดยเน้นย้ำถึงกลไกในใจของมนุษย์ไว้ 3 ประการ:

  • 1. การเห็นประโยชน์อย่างยิ่งยวด (ตระหนักถึงวิกฤตและความก้าวหน้า):

    • พระอาจารย์ยกตัวอย่าง "คนจีนเสื่อผืนหมอนใบ" ที่อพยพหนีความอดอยากและสงครามกลางเมืองมาเมืองไทยในปี 2490 ในเวลานั้นคนเหล่านั้นไม่มีอารมณ์ขี้เกียจเลย เพราะความหิวและความตายบีบคั้น การมีงานทำจึงเท่ากับทางรอดชีวิต พวกเขาจึงขยันทำงานหนักทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน

    • ในทางกลับกัน มนุษย์ในปัจจุบันที่ติดสบาย ทำงานเฉื่อยชาอู้งานไปวัน ๆ เป็นเพราะ "เห็นประโยชน์ไม่จริงจัง" หรือมีความคิดแบบปล่อยชีวิตลอยตามน้ำสิ้นเดือนรับเงินเดือน วิธีแก้คือต้อง "ตั้งเป้าหมายชีวิตให้สูงส่ง" เพื่อสร้างเงื่อนไขขับเคลื่อนให้ตัวเราอยากก้าวหน้า

    • หากเป็นหัวหน้างาน ก็ต้องมีการกระตุ้น ตักเตือน หรือลงโทษบ้าง เพื่อให้ลูกน้องตื่นตัว เปรียบเหมือน "ต้นไม้ที่สมบูรณ์เกินไปจะแตกใบแต่ไม่ยอมออกลูก" ชาวสวนต้องแกล้งงดน้ำหรือเอาโพรงมีดไปเฉาะลำต้น [13:43] เพื่อให้มันตื่นตัวว่ากำลังจะตาย มันจึงจะรีบออกดอกออกผลเพื่อสืบพันธุ์ มนุษย์เราบางครั้งก็ต้องการวิกฤตมาบีบคั้นสร้างความขยันเช่นกัน

  • 2. ลงมือทำทันที อย่าคิดนาน (ตัดข้ออ้างขี้เกียจ):

    • โบราณกล่าวว่า "คิดมานาน งานน้อย" การวางแผนด้วยปัญญาเป็นเรื่องดี แต่การคิดนานเกินไปจะกลายเป็นการรีรอจนไม่ได้ทำ วิธีแก้คือ "เริ่มแตะก้าวแรกให้เร็วที่สุด"เช่น งานเขียน ให้จรดปากกาเขียนอักษรตัวแรกลงกระดาษทันที แล้วใจจะเริ่มจดจ่อ ความฟุ้งซ่านจะลดลง และไอเดียจะไหลออกมาเอง หรือถ้าจะทำความสะอาดบ้าน ให้หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดมุมแรกก่อนทันที หากไม่ทำทันที กลไกของจิตใจคนขี้เกียจจะสร้าง "ข้ออ้าง" ขึ้นมาผัดวันประกันพรุ่งได้ตลอดเวลา เช่น หนาวไป ร้อนไป เดี๋ยวเหงื่อออก เพิ่งกินอิ่มเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย กำลังหิวไม่มีแรง อากาศดีไปนอนเล่นก่อนดีกว่า รอตอนเย็น พอตอนเย็นก็บอกว่าทำไม่ทันไว้วันพรุ่งนี้แล้วกัน จิตใจมนุษย์หาข้ออ้างหลีกเลี่ยงงานได้ไม่มีที่สิ้นสุด

    •  
  • 3. ระวังและตัดขาด "อบายมุข 6 ประการ" (ข้าศึกของความขยัน):

    • อบายมุขคือตัวกร่อนทำลายความเพียรและสร้างนิสัยขี้เกียจโดยตรง ได้แก่ ดื่มน้ำเมา, เที่ยวกลางคืน, ดูการละเล่นเป็นนิจ (เช่น ยุคนี้คือติดเกมคอมพิวเตอร์/โซเชียล), เล่นการพนัน, คบคนชั่วเป็นมิตร, และความเกียจคร้าน

    • พระอาจารย์ชี้ให้เห็นสัจธรรมชีวิตว่า คนจีนเสื่อผืนหมอนใบที่ขยันจนเริ่มรวยเป็นเถ้าแก่หรือเจ้าสัว แต่เหตุใดบางคนไปหยุดอยู่แค่นั้นและบางคนก้าวไปเป็น "มหาเศรษฐี" ได้ ตัวชี้วัดคือกลุ่มที่หยุดอยู่กับที่หรือล้มละลาย มักเริ่มหาความสบายเมื่อรวยขึ้น แวะเข้าหาอบายมุข เล่นไพ่นกกระจอก กินเหล้าเฮฮา มีบ้านเล็กบ้านน้อย ความวิริยะจึงค่อย ๆ ลดลง ส่วนคนที่ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะนอกจากมีปัญญาแล้ว พวกเขา "ไม่หลงทางแวะออกข้างทางไปหาอบายมุข" แต่ยังคงทุ่มเทมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป

    • อบายมุขพวกนี้ยุคนี้รวมถึง "เกมคอมพิวเตอร์" ด้วย พอเล่นชนะก็อยากชนะอีก พอแพ้ก็อยากแก้มือ สุดท้ายพัวพันจนดึกดื่นถึงสว่าง ร่างกายอ่อนเพลีย ขาดความสดชื่นแจ่มใส สุดท้ายทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจและเสียงานในที่สุด

บทสรุปการบ้านพัฒนาตนเอง: ไตรตรองให้รอบคอบ ตั้งเป้าหมายให้สูง และเมื่อคิดเสร็จแล้วให้ "ลงมือทำทันที" อย่าปล่อยให้ข้ออ้างหรืออบายมุขเข้ามาแทรกแทรงในชีวิตครับ

รับชมวิดีโอเต็มได้ที่

https://youtu.be/tQDd96pvGY0?si=i-lN3hXtTWKE5Fmm

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0058554331461589 Mins