
พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฒิวํโส
ผู้อำนวยการสํานักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
สื่อสารองค์กร
ภารกิจที่ท้าทายกับจิตใจที่มั่นคง

ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน มีข่าวลบเกี่ยวกับวัดเยอะ ได้ยินได้ฟังแล้วก็อยากมาหาความจริงคนอื่นเขาตั้งใจมาบวชเพื่อศึกษาธรรมะ หรือมาบวชตอบแทนพระคุณพ่อแม่ หากแต่ของหลวงพี่ตอนนั้น ก็ตั้งใจมาบวชฝึกสมาธิประการหนึ่ง และประการที่สอง คือ “มาจับผิดวัด"
วันเปิดโครงการอบรมหลวงพ่อทัตตชีโวมาปฐมนิเทศ ท่านบอกว่าเรามาอยู่รวมกันเป็นพัน คือ ร้อยพ่อพันแม่ ถ้าเรามาจับผิดกันจะได้ความผิดของคนเป็นร้อยเป็นพันกลับไป สองเดือนที่มาบวช จะไม่มีประโยชน์เลย

แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองใหม่ คือ ทั้งพันกว่าคนมีแต่ข้อดี จับดีคนอื่นแล้วดูว่าข้อดีนั้น ๆ เรามีอยู่ในตัวแล้วหรือยัง ถ้าความดีนั้นมีอยู่ในตัวแล้ว ก็พัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าความดีนั้นยังไม่มี ก็น้อมนำความดีเหล่านั้นมาฝึกให้กับตัวเอง แล้วเราจะมีความดีที่เราพร้อมจะฝึกตัวเองเป็นพันข้อ ดังนั้นสองเดือนนี้ เราจะเป็นศูนย์รวมแห่งความดีของเพื่อนเป็นพันคน
โอวาทปฐมนิเทศครั้งนั้น หลวงพี่จำฝังใจ แล้วประทับใจจริง ๆ ในคำสอนที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ เพราะเราตั้งใจจะมาจับผิดวัด แต่ท่านสอนให้จับถูก แล้วให้มองโลกในแง่ดี ทำให้ตั้งแต่นั้น อคติที่มีต่อวัดก็หายไปเลย กลับยิ่งทำให้รู้สึกว่า “วัดนี้สอนดีจังเลย สอนให้เราฉลาดขึ้น สอนให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาเป็นจับดี แล้วก็พัฒนาตัวเอง”
หลังจากบวชแล้ว ก็เข้าใจมโนปณิธานของหลวงพ่อธัมมชโยว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อการหมดกิเลสนั้น ถ้าทำคนเดียว ก็จะได้ประโยชน์แค่คนเดียว แต่ว่าโลกนี้มีสรรพสัตว์ไม่มีประมาณทั่วแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ดังนั้นถ้าเรา.. มาร่วมสร้างบารมีกับหลวงพ่อและหมู่คณะจะได้ช่วยกันรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปที่สุดแห่งธรรมด้วยกันเป็นทีม
การอ่านข่าวเหมือนการกวาดลานวัด
กฎระเบียบวัดพระธรรมกายมีข้อหนึ่ง คือห้ามอ่านหรือนำหนังสือพิมพ์หรือสิ่งตีพิมพ์ซึ่งนำมาเพื่อความร้อนใจเข้ามาภายในวัด หลวงพี่ในฐานะผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรยังจำเป็นต้องติดตามข่าวสารจากทุก ๆ สื่อ ในขณะที่พระเพื่อนรุ่นเดียวกัน เป็นพระอาจารย์อบรมธรรมทายาทในแต่ละเช้าของท่านก็จะเปิดพระไตรปิฎกเพื่อหาพระสูตรนำไปเทศน์สอนตรงกันข้าม ในแต่ละเช้าของหลวงพี่ก็จะเปิดหนังสือพิมพ์ ๒๐ ฉบับ ๆ ละ ๒๐ หน้า และทั้ง ๒๐ ฉบับในยุคปี พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๒ เป็นยุคที่สื่อลงข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายแทบทุกวัน
หลวงพี่ต้องปรับใจมองการอ่านข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ในแต่ละวันให้เป็นบุญ คิดเสียว่าเหมือนกับการกวาดลานวัด การอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ก็เหมือนได้กวาดใบไม้ เพื่อรักษาความสะอาดให้กับวัด จึงรับภารกิจพิเศษนี้ในการดูแลเรื่องข่าวให้กับองค์กรด้วยความปลื้มปีติใจ



พระประมวล กุลเมโธ
ที่ปรึกษาฝ่ายโภชนาการ สำนักองค์ประธาน วัดพระธรรมกาย
การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า

หลวงพี่เกิดจังหวัดชุมพร ในครอบครัวชาวจีน มีพี่น้องรวม ๙ คน หลวงพี่เป็นลูกคนโตเนื่องจากครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย พอจบ ม.ศ. ๕ หลวงพี่ต้องไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักที่กรุงเทพฯต้องหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงพี่ได้ทำงานที่ บริษัท อิตัลไทยตั้งแต่งานขาย ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแก๊ส ตู้เย็น ฯลฯ จนได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าฝ่าย
ด้วยว่า หลวงพี่ต้องการสร้างความก้าวหน้าให้กับชีวิตเพิ่มขึ้น จึงได้สมัครงานใหม่ที่ บริษัทการบินไทย ซึ่งช่วงแรกเป็นแค่พนักงานทั่วไป มีหน้าที่แพ็คอาหารบ้าง ล้างภาชนะบ้าง ฯลฯ แต่ด้วยความขยัน อดทน ไม่ย่อท้อ เอาจริงเอาจัง และคิดพัฒนางานตลอดเวลา

หลวงพี่ได้รับการส่งเสริมให้เลื่อนขั้นทุกปี และได้รับความไว้วางใจให้เข้าอบรมพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ จากองค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาครัวการบินไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วยความขยัน เอาการเอางาน ไม่หยุดงานเลยตลอดทั้งปี จึงได้รับรางวัลเหรียญทอง ฝ่ายโภชนาการ พนักงานผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และถูกเสนอชื่อให้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๕ ชื่อ เบญจมาภรณ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙
เข้าวัดครั้งแรกและเข้าตลอดไป
ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย กับชมรมพุทธการบินไทยเป็นเวลา ๓ วัน ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อทัตตชีโว ทำให้รู้สึกศรัทธาวัด หลังจากนั้นจึงได้พาครอบครัวมาวัดตลอด ต่อมามีโอกาสไปนั่งสมาธิกับหลวงพ่อธัมมชโย ที่ดอยสุเทพ ท่านชวนหลวงพี่ให้ไปทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มชวนคนมาวัด โดยให้ใช้ชื่อท่าน ตั้งเป็นชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มธรรมชัย” ช่วงนั้นหลวงพี่ยังไม่ได้บวช จึงยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำหน้าที่ ไม่รู้ว่าจะไปชวนคนมาวัดได้อย่างไร จึงเริ่มจากการเปิดบ้านตัวเองให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ร่วมกับโยมแม่บ้านปราณี สุวัธนเมธากุล จัดรถไปรับคนมานั่งสมาธิที่บ้าน จัดรถพาคนมาวัด ทำอย่างนี้กว่า ๑๐ ปีทำให้สามารถชวนคนใหม่ ๆ เข้าวัดได้เป็นจำนวนมาก
ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ขณะที่หลวงพี่ยังอยู่การบินไทย หลวงพ่อท่านแต่งตั้งให้หลวงพี่เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และให้ออกแบบครัวหอฉันฯ ดูแลการก่อสร้างจนแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ หลังจากนั้นหลวงพี่จึงตัดสินใจบวชในโครงการบูชาธรรม ๖๑ ปี หลวงพ่อธัมมชโยเมื่อบวชแล้ว หลวงพ่อท่านบอกหลวงพี่ว่า “ไม่ต้องสึกแล้ว ให้อยู่ช่วยงานหลวงพ่อ” หลวงพี่ก็ทำตามคำท่าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
มาร้อยเลี้ยงร้อย...มาล้านเลี้ยงล้าน
หลวงพี่ได้มาสร้างระบบการรับบุญภายในครัว ตามประสบการณ์ที่ได้จากการบินไทย โดยเริ่มจากระบบการจัดซื้อ-ตรวจรับ การนำเครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรง และย่นย่อเวลาในการทำงานการคัดสรรวัตถุดิบ การควบคุมปริมาณการผลิต ฯลฯ รวมถึงการสร้างบุคลากรในระดับหัวหน้างาน แบ่งโครงสร้างการทำงานให้เป็นระบบ มีขอบข่ายหน้าที่การรับบุญที่ชัดเจน ใช้เอกสารดำเนินงาน สามารถติดตาม ตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ครัวมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับนโยบาย “มาร้อยเลี้ยงร้อย มาล้านเลี้ยงล้าน” ได้จริง
ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๓ หลวงพ่อปรารภเหตุจะเลี้ยงพระและโยมล้านงานบุญใหญ่ จึงดำริให้หลวงพี่ออกแบบสร้างครัวใหม่ ที่สามารถรองรับการขยายงานในอนาคตได้ ซึ่งหลวงพี่ได้มีส่วนในการประชุม วางผัง ประสานงาน ผลักดัน จนสร้างครัวใหม่ได้สำเร็จ โดยหลวงพ่ออนุมัติให้ใช้ชื่อครัวนี้ว่า โรงครัว ๗๑ ปีฯ ขณะสร้างอยู่ก็ได้เริ่มใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ช่วงเหตุการณ์ ม. ๔๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่วัดโดนปิดล้อม ช่วงโรคติดต่อโควิด-๑๙ ระบาด ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ต้องปิดวัดเพื่อควบคุมโรค งานบุญพิเศษ และงานบุญใหญ่อีกหลาย ๆ งานบุญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งโรงครัว ๗๑ ปีฯ นี้ สามารถรองรับการผลิตอาหารได้เป็นจำนวนมากเพียงพอสำหรับบุคลากรทั้งวัด และสามารถส่งไปช่วยเหลือวัดกัลยาณมิตร หรือชุมชนรอบวัดในช่วงวิกฤติได้ด้วย เป็นบุญที่หลวงพี่นึกถึงเมื่อใด ก็จะปลื้มใจทุกครั้ง
หลวงพี่โชคดีที่ได้มาเจอหลวงพ่อ ได้มาเจอคุณยาย ทำให้หลวงพี่ได้มีโอกาสสร้างบารมีตามท่าน เวลาที่เจออุปสรรค ปัญหา หลวงพี่จะนึกถึงคุณยาย อธิษฐานขอให้คุณยายช่วย คุณยายจะช่วยคลี่คลายความกังวลทุกอย่างได้เสมอ หลวงพี่จึงรักและเคารพท่านมาก และตั้งใจทำหน้าที่รับบุญดูแลครัวให้ดีกว่าดีที่สุด ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจ คุณยายเคยกล่าวไว้ว่า... “อยู่ในครัวเนี่ยนะสร้างบารมีทุกภพ ทุกชาติ จะได้อยู่แนวหน้า จะได้เป็นผู้นำตลอด”


พระมหาวุฒิชัย วุฑฒิชโย (ป.ธ.๙, ดร.)
ผู้อำนวยการสํานักการศึกษา วัดพระธรรมกาย
ธรรมกาย คือ เป้าหมายชีวิต

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาของชีวิต เรียกได้ว่า เป็นการบวชและสร้างบารมีกับหมู่คณะไปด้วยกัน นับเป็นความโชคดีที่หลวงพี่มาทันทั้งคุณยายอาจารย์ฯ หลวงพ่อธัมมชโย และหลวงพ่อทัตตชีโว
จึงมีโอกาสเห็นปฏิปทา วัตรปฏิบัติ และฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะในเรื่องของเป้าหมายชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ตอนที่มาวัดครั้งแรก ๆ จำได้ว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือคำว่า “เราเกิดมาสร้างบารมี”และ “ธรรมกาย คือ เป้าหมายชีวิต” เป็นตัวหนังสืออยู่บนป้ายโค้ง ๆ บนสะพานข้ามมาสภาหลังคาจาก ซึ่งตอนนี้...ไม่มีแล้ว เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนทุกครั้งที่เดินผ่านว่า ชีวิตของเราเกิดมา ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะทำมาหากิน ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน

เป้าหมายชีวิตของเรา คือ การเข้าถึงพระธรรมกาย เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน แม้ตอนเด็กโยมแม่ โยมยายจะพาเข้าวัดและทำบุญอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่สอนและได้ตอกย้ำเรื่องความเป็นจริงของชีวิต เรื่องเป้าหมายชีวิต เรื่องภพในอดีตภพนี้ ภพหน้ามีจริง สามารถเข้าถึงได้ ไปรู้เรื่องราวของชีวิตตัวเองได้ ด้วยการเข้าถึงพระธรรมกายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจว่า เราจะบวชอยู่สร้างบารมี และเราจะต้องปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ และทำให้ได้เข้ามาอยู่ในเส้นทางของการบวชเป็นนักสร้างบารมีอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในใจของท่านมีเรื่องเดียว คือ การสร้างบารมี
ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ หลวงพ่อสร้างวัด จากทุ่งนาฟ้าโล่ง กลายเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ ให้พวกเราได้อยู่อาศัย สร้างงานพระศาสนาด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย ให้พวกเราได้สร้างบุญและบารมีในสถานที่แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น

หลวงพ่อสร้างลูกพระ ลูกเณรอยู่ในวัด ใต้ร่มเงาบารมีธรรมของท่าน ลูกพระ ลูกเณร๓,๐๐๐ รูป ทั้งสาขาในประเทศ ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่อุบาสก อุบาสิกา และเจ้าหน้าที่กว่า 4,000ชีวิต ที่มาอยู่รวมกัน ภาพที่ปรากฏเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่เกิดจากใครคนหนึ่งที่ทุ่มเทเสียสละทั้งแรงกายและแรงใจ
หลวงพ่อท่านบอกว่า ในใจของท่านมีเรื่องเดียว คือ การสร้างบารมี จึงนับเป็นความโชคดีของตัวเอง ที่หลวงพ่อท่านให้โอกาสนักศึกษาคนหนึ่ง ได้เข้ามาเรียนรู้ ปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของชมรมพุทธฯ จนกระทั่งมีเป้าหมายชีวิตและได้บวช ถ้าหลวงพ่อไม่มีโครงการให้พวกเราได้เข้ามาทำงานพระศาสนา และปลูกฝังอุดมการณ์ให้ไปพร้อม ๆ กัน หลวงพี่และพวกเราทุกคนก็คงไม่มีโอกาสมาเข้าใจเป้าหมายชีวิตแบบนี้
หลวงพ่อ คือนักสร้างบารมี ผู้มีหัวใจของการเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านอุทิศตน เพื่อชาวโลกอย่างแท้จริง ทุกโครงการที่เกิดขึ้น ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ท่านสอนให้ทุกคนเห็นคุณค่าของบุญ และก็พร้อมจะสละทรัพย์มาสร้างบารมี ที่สำคัญ แม้จะมีงบประมาณร้อยล้าน พันล้าน แต่บางโครงการเขาก็ยังทำไม่ได้ แต่หลวงพ่อทำได้ เพราะสิ่งที่หลวงพ่อท่านทำ ท่านไม่ได้ใช้งบประมาณอย่างเดียว ท่านใช้ใจ ใช้กำลังใจ ใช้หัวใจของพวกเราทุก ๆ คน ที่ท่านหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และทุ่มเททำงานพระศาสนาไปด้วยกัน อย่างที่เรียกว่า “นักสร้างบารมี”


พระมหานพพร ปุญฺญฺชโย ป.ธ.๙, พธ.ด.
• ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย • รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร
วัดเหมือนบ้านที่อบอุ่น

ในช่วงวัยเด็กประมาณ ๑-๒ ขวบ โยมแม่พามาวัด สมัยก่อนโยมแม่ทำงานเกี่ยวกับรถโดยสาร บริษัท ขนส่ง จำกัด การมาวัดสมัยก่อน การคมนาคมขนส่งไม่ได้ดีมาก เพราะฉะนั้นการที่พระจากต่างจังหวัดจะมาวัดพระธรรมกายต้องมาโดยรถทัวร์ หรือรถโดยสารที่วิ่งอยู่ทั่วประเทศโชคดีโยมแม่ทำงานอยู่ตรงนั้นอาตมภาพจึงได้รับบุญในการจัดรถพาพระภิกษุทั่วประเทศมาวัดพระธรรมกาย หลังจากนั้นก็ได้เป็นผู้นำบุญต่อเนื่องเรื่อยมา
เราเป็นเด็กอาจไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรมาก แต่เห็นที่บ้านมาวัด ร่วมกิจกรรมวัด เราก็มาพร้อมครอบครัว ถือว่าเป็นความโชคดี รู้สึกว่าวัดเป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของเรา ในสมัยเด็ก ๆ ได้มากราบหลวงพ่อ หลวงน้า พระอาจารย์ พบพี่ๆ อุบาสก อุบาสิกา ทำให้เกิดความอบอุ่นเป็นกันเอง

หลวงพ่อ คือ หลักชัย หลักใจ
และแรงบันดาลใจ
สมัยเด็กอายุประมาณ ๗-๘ ขวบ มีโอกาสได้ตามโยมแม่ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพสมัยนั้นเราน่าจะเด็กที่สุด ครั้งหนึ่งเมื่อพบหลวงพ่อ ได้ยินหลวงพ่อพูดกับโยมแม่ว่า “ฝากเลี้ยงไว้ก่อนนะ เดี๋ยวพอโตแล้ว หลวงพ่อจะมาเอากลับคืน” โยมแม่ก็จำคำนี้มาตลอด เราก็จำที่ท่านพูด และรู้สึกว่ามีความผูกพันกับหลวงพ่อ เพราะว่าได้ปฏิบัติธรรมกับท่านในช่วงอายุ ๑๐-๑๕ ปีด้วย
เวลาปิดเทอมมักจะได้รับโอกาสให้ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพกับหลวงพ่อเป็นประจำบางครั้งในช่วงที่ท่านไปต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด ท่านก็พาเราติดรถไปด้วย ทำให้ได้ไปเห็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ท่านตั้งใจว่า จะสร้างให้กับลูก ๆ การได้โอกาสตรงนี้ ทำให้รู้สึกผูกพันกับท่านไปโดยปริยาย
อีกทั้งมีเพื่อนที่ไปนั่งสมาธิวัยเดียวกัน ต่อมาเมื่อหลวงพ่อท่านปรารภว่า ช่วงนี้หลวงพ่อปรารถนาให้ลูก ๆ มาศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างจริงจังแล้ว ใครที่อยากมาอยู่กับหลวงพ่อ ก็มาเลย จึงตัดสินใจมาบวชเป็นสามเณรกับเพื่อน ๆ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ แต่ก็มาอยู่กับหลวงพ่ออาตมภาพมีหลวงพ่อเป็นหลักชัย หลักใจ เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างบารมีมาจนถึงปัจจุบันนี้
นักสร้างบารมีรุ่นใหม่
ให้เชื่อใน “เป้าหมายและมโนปณิธาน”
เราทุกคนที่มาวัด จะมาก่อนหรือมาทีหลังไม่สำคัญ ขอให้มาแล้วเปิดใจ เพื่อที่จะรับรู้ และเข้าใจเป้าหมายมโนปณิธานในการสร้างวัด ถ้าเราเปิดใจ เข้าใจ เราจะสร้างบารมีต่อไปอย่างมีความสุข ให้เราหาแรงบันดาลใจในการสร้างบารมีให้เจอ
คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน มีความชอบไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรามีความเชื่อและมีเป้าหมายมโนปณิธานเดียวกันในสิ่งที่ดี ก็จะสามารถทำให้เราสร้างบารมีได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในการสร้างบารมี ในรูปแบบของเรา
คนเราอาจจะไม่ต้องทำเหมือนกันทุกอย่าง แต่ว่าขอให้เรารู้คุณค่าในตัวเอง แล้วเอาคุณค่านั้นออกมา เพื่อสนองงานของหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย มหาปูชนียาจารย์ และองค์กรที่เรารัก ก็จะสามารถทำให้เราสร้างบารมีอย่างตลอดต่อเนื่องได้
