ณ กรุงสาวัตถีพระเจ้าโกศลกับพระนางมัลลิกาเทวีเกิดความไม่เข้าใจกันจากเรื่องที่เคยเล็ก กลับกลายเป็นความบาดหมางพระราชาทรงกริ้วพระมเหสีมาก ถึงขั้นไม่ยอมทอดพระเนตร ไม่ตรัสด้วย และไม่สนพระทัยเหมือนแต่ก่อนพระนางมัลลิกาทรงเสียพระทัยแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้พระราชาคลายความโกรธพระนางได้แต่คิดว่า"พระพุทธองค์จะทรงทราบหรือไม่ว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา..."

แน่นอนว่า พระพุทธองค์ทรงทราบเช้าวันรุ่งขึ้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี และเสด็จไปถึงพระราชวังพระเจ้าโกศลทรงรับเสด็จด้วยพระองค์เองหลังถวายภัตตาหารเรียบร้อย พระพุทธองค์จึงตรัสถามขึ้นว่า"มหาบพิตร วันนี้พระนางมัลลิกาอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่เห็นพระนาง?"

พระราชาทรงตอบด้วยความขุ่นพระทัยพระพุทธองค์จึงตรัสว่า"มหาบพิตร...""เหตุใดพระองค์จึงปล่อยให้ความโกรธทำให้ต้องห่างจากคนที่รัก?"จากนั้นทรงกล่าวถึงเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง"ในอดีต พระองค์เคยเกิดเป็นกินนร""ครั้งนั้น เพียงต้องพลัดพรากจากคู่รักแค่คืนเดียว...""พระองค์ยังจดจำความทุกข์ของคืนนั้นอยู่ถึงเกือบเจ็ดร้อยปี" พระเจ้าโกศลทรงนิ่งไปพระองค์อยากรู้ว่าเรื่องนั้นเป็นมาอย่างไรพระพุทธองค์จึงทรงเล่าเรื่องในอดีต...


แต่ท่ามกลางสถานที่งดงามนั้น...พระเจ้าภัลลาติยะกลับได้ยินเสียงร้องไห้พระองค์หยุดเดินแล้วมองไปยังริมแม่น้ำที่นั่นมีสิ่งมีชีวิตสองตนยืนกอดกันอยู่รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์พวกเขาคือ กินนรและกินรีทั้งคู่กอดกันแน่นบางครั้งมองหน้ากันแล้วยิ้มแต่เพียงครู่เดียวก็กลับร้องไห้อีกพระราชาทรงสงสัย "ในเมื่อได้อยู่ด้วยกันแล้ว เหตุใดจึงยังเศร้าถึงเพียงนี้?"

พระองค์ส่งสัญญาณให้สุนัขทั้งหมดหลบอยู่ในพุ่มไม้จากนั้นวางคันธนูและอาวุธไว้ใต้ต้นไม้ แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปหา"พวกเจ้าเป็นใคร?" เมื่อเข้าไปใกล้ พระราชาจึงตรัสถาม"พวกเจ้าเป็นใคร?" "รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ดูไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป" นางกินรีเป็นฝ่ายตอบ"พวกเราเป็นกินนร อาศัยอยู่ตามแม่น้ำและภูเขาในดินแดนแห่งนี้"พระราชาพยักหน้าแต่สิ่งที่พระองค์สงสัยจริง ๆ ยังไม่ได้รับคำตอบจึงถามต่อว่า"เราเห็นพวกเจ้ากอดกัน""เห็นว่าพวกเจ้ารักกัน""แต่เหตุใดจึงร้องไห้ไม่หยุด?" นางกินรีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยเสียงเศร้า

"เพราะครั้งหนึ่ง...""เราสองคนเคยต้องจากกันหนึ่งคืน" พระราชาทรงขมวดคิ้ว "หนึ่งคืน?""พวกเจ้าร้องไห้เพราะต้องจากกันเพียงคืนเดียวหรือ?" นางกินรีพยักหน้า "ใช่...""เพียงคืนเดียว""แต่เป็นคืนที่เราสองคนไม่เคยลืม" วันที่แม่น้ำพรากเราจากกันนางกินรีมองไปยังแม่น้ำเบื้องหน้าแล้วเริ่มเล่าความทรงจำในอดีตวันนั้นเป็นช่วงฤดูฝนนางกับสามีเดินทางมาด้วยกันตามปกติเมื่อมาถึงแม่น้ำสายนี้ สามีของนางข้ามไปอีกฝั่งก่อนเขาคิดว่าเดี๋ยวนางก็คงตามมาส่วนตัวนางยังอยู่ฝั่งเดิมเพราะเห็นดอกไม้กำลังบานเต็มป่านางจึงคิดว่า"คืนนี้เราจะทำให้เป็นคืนที่สวยงาม" นางเริ่มเก็บดอกไม้ทีละดอกทั้งดอกปรูดอกลำดวนดอกมะลิและดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดนางคิดถึงสามีขณะเก็บทุกดอก"ดอกนี้จะให้เขาทัดผม"

"ดอกนี้เราจะเอาไว้ประดับตัวเอง" "แล้วคืนนี้เราจะได้นอนอยู่ข้างกันท่ามกลางกลิ่นดอกไม้" นางจึงเก็บต่อไปจากหนึ่งกำมือกลายเป็นสองจากสองกลายเป็นกองใหญ่จากนั้นนางยังเก็บดอกสาละมาร้อยเป็นพวงมาลัยพวงหนึ่งสำหรับสามีอีกพวงสำหรับตัวเองแล้วยังทำพวงดอกไม้เตรียมไว้ปูเป็นที่นอนสำหรับคืนนี้เท่านั้นยังไม่พอนางนำกฤษณาและจันทน์แดงมาบดกับหินตั้งใจจะนำมาประพรมร่างกายให้หอมทุกอย่างที่ทำ...นางทำด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวคืนนี้เราจะได้อยู่กับคนที่เรารักแต่ระหว่างที่นางมัวเลือกดอกไม้...ท้องฟ้าก็เปลี่ยนไป

ทุกอย่างถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ...ระดับน้ำกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่นาน แม่น้ำที่เคยตื้นก็กลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากนางรีบวิ่งไปยังริมฝั่งและที่อีกฟากหนึ่ง...สามีของนางกำลังยืนรออยู่ทั้งคู่มองเห็นกันแต่ไม่มีใครข้ามไปหาอีกฝ่ายได้

คืนที่ยาวนานที่สุดท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งแม่น้ำไม่มีสะพานไม่มีทางข้ามมีเพียงเสียงน้ำคำรามอยู่ตรงกลางบางช่วงที่แสงยังพอมองเห็นใบหน้ากันทั้งสองก็ยิ้มราวกับจะบอกอีกฝ่ายว่า "ไม่เป็นไรนะ เรายังอยู่ตรงนี้" แต่เมื่อความมืดเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นกัน...นางกินรีก็ร้องไห้

อีกฝั่งหนึ่ง สามีของนางก็ร้องไห้เช่นกันเสียงน้ำดังจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายยังอยู่ตรงนั้นหรือไม่ตลอดทั้งคืนทั้งคู่ได้แต่รอไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไรไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและไม่รู้ว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึง...คนที่รักจะยังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือไม่คืนเดียวกลับรู้สึกยาวนานราวกับหลายปีเช้าวันที่ได้กอดกันอีกครั้งจนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันใหม่ปรากฏขึ้นฝนหยุดแล้วระดับน้ำเริ่มลดจากสายน้ำเชี่ยวกราก ค่อย ๆ กลับมาตื้นเหมือนเดิมทันทีที่สามารถข้ามได้ทั้งสองรีบวิ่งเข้าหากันไม่มีคำพูดใดออกมาพวกเขาเพียงกอดกันแน่นแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีกครั้งแล้วก็ร้องไห้ก่อนจะหัวเราะออกมา

จากนั้นก็ร้องไห้อีกเพราะตลอดคืนที่ผ่านมา...พวกเขาเพิ่งได้รู้ว่าการมองเห็นคนที่รักอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถเข้าไปหาได้ มันทรมานเพียงใด "เรื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร?" พระเจ้าภัลลาติยะฟังมาถึงตรงนี้ก็เริ่มสงสัย"แล้วเรื่องที่พวกเจ้าพลัดพรากกัน เกิดขึ้นนานเท่าไรแล้ว? "นางกินรีตอบว่า"ประมาณ 697 ปีมาแล้ว" พระราชาทรงชะงัก"หกร้อยเก้าสิบเจ็ดปี?""พวกเจ้ายังจำเรื่องคืนเดียวเมื่อเกือบเจ็ดร้อยปีก่อนได้อยู่อีกหรือ?" นางกินรีพยักหน้า "เรายังจำได้"
"และทุกครั้งที่นึกถึงคืนนั้น เรายังรู้สึกเศร้า" คำตอบนั้นทำให้พระราชายิ่งประหลาดใจพระองค์จึงถามอีกว่า"แล้วกินนรอย่างพวกเจ้ามีอายุยืนเพียงใด?" นางตอบว่า "ประมาณหนึ่งพันปี" "ตลอดชีวิตของเราแทบไม่มีโรคร้าย มีความทุกข์น้อย และมีความสุขมาก" "แต่ถึงจะมีชีวิตยาวนานถึงพันปี..."นางหันไปมองสามี"สุดท้าย เราก็ต้องจากกันอยู่ดี"
จากนั้นนางจึงมองพระราชาและพูดประโยคที่ทำให้พระองค์นิ่งไป"ชีวิตของมนุษย์อย่างท่าน มีเพียงประมาณร้อยปีเท่านั้น""เมื่อชีวิตสั้นถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงจะยอมเสียเวลาอยู่ห่างจากคนที่ตนรัก?"พระราชาผู้ลืมเรื่องล่าสัตว์พระเจ้าภัลลาติยะไม่ได้ตรัสอะไรอยู่พักใหญ่ก่อนหน้านี้พระองค์เดินทางออกจากเมืองเพราะอยากล่าสัตว์ทิ้งราชกิจทิ้งพระราชวังทิ้งผู้คนมากมายที่รอพระองค์อยู่เพียงเพื่อความสนุกชั่วคราวแต่กินนรสองตนตรงหน้า...มีอายุถึงหนึ่งพันปีกลับยังเสียดายคืนเดียวที่ต้องห่างกัน
พระองค์เริ่มคิดถึงชีวิตของตัวเอง"ชีวิตมนุษย์มีเพียงเท่านี้...""แล้วเหตุใดเราจึงใช้เวลาที่มีไปกับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า?"ทันใดนั้น การล่าสัตว์ที่เคยดูสนุก กลับไม่มีความหมายอีกต่อไปพระเจ้าภัลลาติยะเก็บอาวุธเรียกสุนัขทั้งหมดกลับมาแล้วหันหลังให้ป่าหิมพานต์พระองค์ไม่ล่าสัตว์ต่อแต่เสด็จกลับกรุงพาราณสีทันทีสิ่งที่พระราชานำกลับมาจากป่าเมื่อกลับถึงพระนคร เหล่าอำมาตย์ต่างเข้ามาถาม"พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งอัศจรรย์อะไรในป่าหิมพานต์หรือ?"

พระเจ้าภัลลาติยะจึงเล่าเรื่องกินนรสองสามีภรรยาให้ทุกคนฟังแต่สิ่งที่พระองค์นำกลับมาจากป่า ไม่ใช่เขาสัตว์ไม่ใช่หนังสัตว์และไม่ใช่ชัยชนะจากการล่าสิ่งที่พระองค์นำกลับมา...คือความเข้าใจว่าชีวิตนั้นสั้นกว่าที่เราคิดนับจากวันนั้น พระเจ้าภัลลาติยะทรงเลิกหมกมุ่นกับการล่าสัตว์
กลับมาตั้งใจปกครองบ้านเมืองทำทานสร้างกุศลและใช้เวลาที่เหลือให้มีคุณค่ามากกว่าเดิมกลับสู่พระราชวังแห่งสาวัตถีเมื่อพระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องจบพระเจ้าโกศลและพระนางมัลลิกาต่างนิ่งฟังพระพุทธองค์จึงตรัสเตือนว่า"มหาบพิตรทั้งสอง""แม้กินนรที่ไม่ใช่มนุษย์ พลัดพรากจากคนรักเพียงคืนเดียว ยังจดจำความทุกข์นั้นมานานหลายร้อยปี""พระองค์ทั้งสองจึงไม่ควรปล่อยให้ความโกรธและความบาดหมาง ทำให้ต้องเสียเวลาที่ควรได้อยู่ร่วมกัน"
คำสอนนั้นทำให้ความโกรธที่เคยอยู่ในพระทัยค่อย ๆ คลายลงพระนางมัลลิกาทรงยกพระหัตถ์ประนมความกระวนกระวายที่มีอยู่ก่อนหน้านี้สงบลงและนับจากวันนั้นพระเจ้าโกศลกับพระนางมัลลิกาก็กลับมาคืนดีกันอีกครั้งพระพุทธเจ้าทรงเฉลยเมื่อจบพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยว่า
กินนรผู้เป็นสามี ในครั้งนั้นคือ พระเจ้าโกศล
นางกินรีผู้เป็นภรรยาคือ พระนางมัลลิกาเทวี
ส่วน พระเจ้าภัลลาติยะ ผู้พบทั้งสองในป่าหิมพานต์
คือ พระพุทธองค์ เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์