อานิสงส์โปรยดอกไม้เป็นพุทธบูชา

วันที่ 12 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์โปรยดอกไม้เป็นพุทธบูชา
 

อานิสงส์โปรยดอกไม้เป็นพุทธบูชา

 

     คำสอนในพระพุทธศาสนานั้น เป็นคำสอนที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะทุกถ้อยคำของพระบรมศาสดา เป็นประดุจถ้อยคำแห่งอัญมณี อันประเสริฐที่กลั่นออกมาจากใจที่ใสบริสุทธิ์ปราศจากอาสวกิเลส ออกมาจากศูนย์กลางของพระธรรมกายที่ละเอียดที่สุด ที่หยุดนิ่งอย่างดีแล้ว ไม่มีอคติ จิตบริสุทธิ์ตั้งมั่นเป็นหนึ่งทีเดียว การที่เราทั้งหลายได้ดำรงตนอยู่ในคำสอนของพระองค์ท่าน จึงนับว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐแก่ตัวของเราเอง เพราะจะทำให้กาย วาจา ใจของเราสะอาดบริสุทธ์ผ่องใส จนกระทั่งได้เข้าถึงพระธรรมกาย มีความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะตามพระองค์ไปด้วย


มีวาระแห่งภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจาคมนิยเถราปทาน ความว่า
 
   
 “ผู้ใดตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดีในพระตถาคต ด้วยจิตอันเลื่อมใส
ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นการมาดีแล้วหนอ
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑๗ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพละมาก
ทรงพระนามเดียวกันว่า สุจารุทัสสนะ”


     ถ้อยคำที่หลวงพ่อกล่าวข้างต้นนั้น เป็นคำรำพึงของพระอรหันตเถรเจ้าองค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่ท่านได้รับอานิสงส์ที่น่าอัศจรรย์ใจด้วยอานุภาพแห่งการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยวัตถุอันเล็กน้อย แต่มหานิสงส์นั้น มากมายเกินกว่าคำบรรยายใดๆ หลวงพ่ออยากจะให้พวกเราได้รับทราบเอาไว้ เมื่อทราบแล้ว ทุกๆ ครั้งที่มาวัด มาบูชามหาธรรมกายเจดีย์ เราจะได้เกิดมหาปีติในสิ่งที่เราได้บูชาพระรัตนตรัย
 
     ก่อนที่จะเล่าเรื่องนี้ หลวงพ่อขอยกอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมากล่าวเพื่อเปรียบเทียบกันว่า โอกาสแห่งการทำความดีนั้น ไม่ถูกจำกัดด้วยภาวะเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือนอกเหนือจากมนุษย์ หากได้พบเนื้อนาบุญแล้วได้สร้างบุญ ก็จะได้รับอานิสงส์อย่างแน่นอน เรื่องของภาวะที่เป็นอยู่ไม่ใชว่าจะสร้างบารมีไม่ได้ อย่างเรื่องประวัติการสร้างบารมีของ
พระอโวปุปผิยเถระ
 
     
* พระเถระได้เกิดมาในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี  ได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ตอนนั้น พระสิขีพุทธเจ้าได้ประกาศพระสัทธรรมไปทั่วชมพูทวีป มีผู้มีดวงตาเห็นธรรมกันเป็นจำนวนมาก
 
     พระเถระท่านได้มีโอกาสได้ฟังธรรมจากสำนักของพระพุทธองค์ ที่ทรงแสดงให้เห็นถึงโทษของการทำบาปอกุศล มีผลให้ตกไปสู่อบายภูมิ และผลแห่งการสร้างบุญ ส่งให้ไปบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์ ท่านก็คิดว่า การที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมีชีวิตอยู่อย่างผู้ประมาทนี้ไม่สมควรเลย จึงได้ถือเอาดอกไม้นานาชนิดโปรยถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น แม้เป็นเพียงการโปรยดอกไม้ถวายเป็นพุทธบูชา ก็ส่งผลให้ท่านได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก เสวยทั้งสวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอันเลิศ ไม่ว่าจะเหยียบไปที่ใดก็ตาม ก็มีดอกไม้ผุดขึ้นมารองรับ และก็เป็นที่เคารพบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย 
 
     จนมาถึงสมัยพุทธกาลนี้ ท่านก็ได้บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เมื่อเจริญวัยแล้ว  และด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ท่านจึงออกบวช เมื่อบวชได้ไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระเถระจึงปรากฏนามว่า
อโวปุปผิยเถระ เพราะท่านได้โปรยดอกไม้ไปในอากาศเป็นพุทธบูชา หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ย้อนอดีตกลับไป ได้เห็นบุพกรรมที่ท่านได้สร้างเอาไว้ ก็เกิดความอัศจรรย์ ในผลบุญอันเล็กน้อยที่ได้ทำ เกิดปีติโสมนัสเปล่งอุทานว่า 
 
     “พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี เสด็จออกจากวิหารแล้วขึ้นไปในที่จงกรม ทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมฤตบท ณ ที่จงกรมนั้น เราได้ฟังพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เกิดความปีติอันไม่มีประมาณ ได้ซัดดอกไม้โปรยขึ้นไปในอากาศ น้อมบูชาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ด้วยบุญที่ได้โปรยดอกไม้ในครั้งนั้น ตั้งแต่บัดนั้นมา ก็มีแต่สุคติภูมิเป็นที่ไป ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ นี้เป็นผลอันน่าอัศจรรย์ แห่งการถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระราชาพระนามว่าสุเมธะ  เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ทรงมีพละมาก ภพชาติสุดท้าย ก็ได้คุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖  นี้เป็นผลแห่งบุญที่ได้ทำในครั้งนั้น”
 
     นั่นเป็นเรื่องราวของพระอโวปุปผิยเถระ และยังมีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของสัตว์ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง แต่หัวใจไม่ได้เล็กดังตัวเลย แถมยังรู้จักขวนขวายแสวงบุญกุศลด้วยเช่นกัน เรื่องนี้เป็นประวัติของการสร้างบารมีของพระอรหันตเถรเจ้ารูปหนึ่งซึ่งท่านมีนามว่า
พระปัจจาคมนิยเถระ   แต่ตอนที่ท่านได้สร้างบุญนั้น ท่านไม่ได้เกิดเป็นคน เป็นเพียงนกตัวหนึ่งเท่านั้น 
 
     * เรื่องมีอยู่ว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้บังเกิดในกำเนิดแห่งสัตว์เดียรัจฉาน ด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมเก่า จึงมาเกิดเป็นนกน้อยตัวหนึ่ง อยู่อาศัยใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ แม้จะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่บุญเก่าของท่านก็ยังพอมีอยู่ จึงได้คอยตักเตือนไม่ให้สร้างบาปอกุศลเพิ่ม ไม่กินสัตว์มีชีวิต กินแต่เพียงสาหร่ายและพืชที่มีอยู่ในแม่น้ำ
 
     จนกระทั่งวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เสด็จจาริกไปประกาศพระสัทธรรมเพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ท่านได้เสด็จผ่านไปในที่นั้น เวลาเดียวกัน นกน้อยนั้นกำลังหากินอยู่พอดี ได้มองเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระฉัพพรรณรังสีเปล่งออกมาจากพระวรกาย รุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก เหมือนพระอาทิตย์ที่สว่างไสว จึงคิดว่า มหาสมณะรูปนี้งดงามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ชะรอยจะเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรที่จะเอาบุญกับท่าน
 
     พอคิดได้อย่างนี้แล้ว ก็ใช้จะงอยปากเด็ดดอกสาหร่ายที่มีอยู่ในแม่น้ำนั้น แล้วบินเข้าไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมบูชาดอกไม้นั้นลงแทบบาทพระพุทธองค์ ด้วยจิตที่เลื่อมใสไม่มีประมาณ นกน้อยพอละจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติในกามาวจรภูมิ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วก็มาเกิดในมนุษยโลก เสวยมหาสมบัติได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นมหาเศรษฐีอีกนับชาติกันไม่ถ้วนทีเดียว
 
     จนมาถึงสมัยพุทธกาลนี้ ก็ได้บังเกิดในตระกูลสูงตระกูลหนึ่ง เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ออกบวช พอออกบวชได้ไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญในกาลก่อนว่า ปัจจาคมนิยเถระ เพราะเหตุที่เคยเป็นนก ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็นำดอกไม้มาบูชา เมื่อท่านได้บรรลุธรรมแล้วก็ระลึกถึงบุพกรรมของตน จึงเกิดปีติโสมนัสในอานุภาพแห่งบุญได้เปล่งอุทานว่าขึ้นมา
 
     “แม้เราเป็นเพียงสัตว์เดียรัจฉาน มีสาหร่ายเป็นภักษา ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีคือกิเลสเสด็จไปในอากาศ จึงเอาจะงอยปากคาบดอกสาหร่าย บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ใดตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดีในพระตถาคตเจ้า ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เราได้มาพบและได้สร้างบุญในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นการมาดีแล้วหนอ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่เคยรู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑๗ ก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพละมาก ทรงพระนามเดียวกันว่า สุจารุทัสสนะ คุณวิเศษทั้งหลาย เราก็ทำได้แจ้งแล้ว 
 
     เราจะพบว่า ในเนื้อนาบุญที่ดี แม้หว่านพืชเพียงเล็กน้อย ก็ได้ผลเกินควรเกินคาด ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่าบุญเขตในพระพุทธศาสนา ดังเรื่องทั้งสองที่หลวงพ่อได้นำมาเล่าในครั้งนี้  ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กันในเพศภาวะใดก็ตาม จะเป็นมนุษย์หรือไม่ใช่มนุษย์ หากได้สร้างบุญถูกเนื้อนาบุญแล้ว จะประสบความสุขและความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิต ทำให้บุญที่สร้างไปนั้นทับทวีเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีประมาณ  ดังนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาทั้งหลาย ต้องรู้จักทำบุญกับบุญเขตอันเยี่ยมให้ยิ่งขึ้นไปเถิด

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๒๔๔
* มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๒๔๗