อานิสงส์สร้างศาลาต้อนรับพระ

วันที่ 16 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์สร้างศาลาต้อนรับพระ
 

อานิสงส์สร้างศาลาต้อนรับพระ
 

 
     สถานการณ์ในเมืองไทยหรือไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก ต่างกำลังประสบปัญหาที่คล้ายๆ กัน คือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือภาวะเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งปัญหาการว่างงาน หรือแม้มีงานทำแต่ประสบความสำเร็จ หลายชีวิตต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาที่หนักหน่วงจนแทบจะยอมแพ้ ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น หากเราได้ศึกษาโดยละเอียดจะพบว่า บุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ดี มีความสุขเสมอในการทำภารกิจหน้าที่การงาน และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนา คือมีบุญทั้งในอดีตและปัจจุบันช่วยเกื้อหนุน ผลักดันให้ประสบความสุขและความสำเร็จ ฉะนั้นเราต้องหมั่นสั่งสมบุญไว้มากๆ เพื่อจะได้สำเร็จสมปรารถนาในชีวิตกัน ทุกคน


มีวาระแห่งพระคาถาที่มาใน ปาราสริยคาถา ว่า
 
 
  " บุคคลพึงเว้นกิจอันไร้ประโยชน์ พึงเป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่องในสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ แล้วยึดเอาแต่สิ่งที่ควร ประกอบด้วยประโยชน์ มีความยินดีในธรรมที่พึงประพฤติ
เพราะความยินดีในธรรมเป็นความยินดีอันสูงสุด "


     สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ มีทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ มีทั้งสาระและไม่มีสาระ มีทั้งที่ควรทำและไม่ควรทำ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกทำสิ่งใดตามกำลังสติปัญญาของตน ส่วนผู้ที่มีปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ประมาทในชีวิต จะเลือกทำแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์เท่านั้น สิ่งไม่ดี ไร้สาระ จะไม่ยอมทำเด็ดขาด จะรีบรุดทำแต่ความดี ทำใจให้ใสบริสุทธิ์ มีความยินดีในธรรมตลอดเวลา
 
     
ความยินดีในธรรม ผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นความยินดีอันสูงสุด เพราะธรรมะทำให้ใจผ่องแผ้ว สะอาดบริสุทธิ์ มีความสุข ช่วยยกจิตใจของผู้ปฏิบัติให้สูงขึ้น จากปุถุชนสามารถก้าวสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้ ดังเช่นเรื่องของมหาอุบาสิกาท่านหนึ่ง ที่ท่านเป็นผู้ยินดีในธรรม เรื่องมีอยู่ว่า 
 
     * ในกาลแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ครั้งเมื่อพระองค์ประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร เขตเมืองสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดเวไนยสัตว์มากมายให้ได้บรรลุอมตธรรม ทุกเช้าสายบ่ายค่ำ มหาชนจากทั่วจตุรทิศจะเดินเข้าออกกันขวักไขว่เพื่อบำเพ็ญบุญ แม้ระยะทางจากกรุงพาราณสีจะห่างไกลกัน แต่ผู้คนก็ยังคงสัญจรไปมาเป็นประจำ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตเพื่อมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
 
     บริเวณใกล้ๆ กับประตูเมืองพาราณสี มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านเกวัฏ มีหญิงสาวผู้หนึ่งนามว่า
ลขุมากุลธิดา  เป็นบุตรีของคฤหบดีท่านหนึ่ง เธอเป็นกุลสตรีที่เฉลียวฉลาด มีปัญญามาก และมีปฏิภาณไว ทุกเช้าตรู่ เธอจะเฝ้าดูพระภิกษุสงฆ์เดินผ่านประตูเมืองพาราณสี เพื่อเข้าไปบิณฑบาตด้วยความเลื่อมใสยิ่งนัก
 
     เธอมีศรัทธาใคร่จะถวายอาหารบิณฑบาตบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร จึงไต่ถามท่านผู้รู้ถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้อง จากนั้น เธอได้จัดเตรียมอาหารบิณฑบาตถวายแด่พระสงฆ์ด้วยอาการนอบน้อม มากด้วยความเคารพในปฏิคาหก ได้จัดแจงถวายด้วยมือตนเอง ด้วยใจที่ผ่องใสไม่มีอารมณ์หงุดหงิดขุ่นมัว และได้มีโอกาสสร้างมหาทานบารมีอย่างนี้ทุกวัน
 
     ครั้งนานวัน เธอเริ่มคุ้นเคยกับพระภิกษุ ประกอบกับความเฉลียวฉลาดของเธอ จึงได้ไต่ถามและศึกษาความรู้ในพระพุทธศาสนา พระคุณเจ้าก็ เมตตาแนะนำวิธีการสร้างบุญกุศลตามวาระโอกาสอันควร เธอก็เริ่มบำเพ็ญสาธารณกุศล ด้วยการสร้างศาลาโรงฉันไว้หน้าหมู่บ้าน พร้อมจัดเตรียมอาสนะไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ได้แวะพักตามอัธยาศัย และเพื่อได้ใช้ประกอบพิธีบุญต่างๆ และมีที่นั่งพักสำหรับผู้คนที่เดินสัญจรผ่านไปมา โดยแบ่งแยกกันเป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม
 
     เมื่อถึงวันธรรมสวนะ  เธอได้ทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร ชักชวนหมู่ญาติและเพื่อนสนิทมิตรสหายไปฟังธรรม สมาทานรักษาศีล ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน พร้อมประกาศตนเป็นอุบาสิกา มีศีล ๕ เป็นปกติและตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ เมื่อสั่งสมบุญสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง ชีวิตเธอก็มีแต่ความสุข และความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น
 
     ครั้นอินทรีย์ของเธอเริ่มแก่กล้า เธอก็ได้เริ่มปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา ตามคำแนะนำของพระสงฆ์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่มีความลังเลสงสัย ไม่มีคำถามมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงธรรม รวมใจเป็นหนึ่ง ฝึกฝนอบรมตามพระท่านไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นมหาอุบาสิกาอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ได้เป็นต้นบุญต้นแบบให้มหาชนได้ทำความดีตาม ชีวิตของเธอก็ประสบความสุขความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม โลกก็ไม่ช้ำธรรมก็ไม่เสีย เพราะเป็นผู้ไม่ประมาท และยังฉลาดในการดำเนินชีวิต
 
     เมื่อละโลกไป บุญได้หนุนนำให้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทพนารีอริยะบุคคลผู้มีรัศมีกายสว่าง พรั่งพร้อมไปด้วยทิพยสมบัติ และเทพบริวารมากมายห้อมล้อมอยู่ทุกทิวาราตรี และมีนามเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวสวรรค์ว่า
ลขุมาเทพนารี
 
     วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระบรมไตรโลกนาถ ได้ท่องเทียวไปในแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผ่านไปเห็นวิมานของเทพธิดาท่านนี้ จึงไต่ถามถึงบุพกรรมที่เธอได้ทำมาในสมัยที่เป็นมนุษย์
 
     เทพธิดาได้เล่าถึงบุพกรรมของตนด้วยความร่าเริงเบิกบานใจให้พระเถระฟัง และเนื่องจากท่านมีอัธยาศัยใคร่ในธรรม มีปัญญาดี มีปฏิภาณไว จึงดำริอยู่ในใจว่า การมาของพระมหาเถระผู้ทรงคุณวิเศษเป็นโอกาสอันดีเลิศ  เราควรจะให้ท่านแนะนำสั่งสอนเรา เพื่อจะได้บรรลุธรรมขั้นสูงยิ่งขึ้นไปกว่านี้  จึงน้อมกายก้มลงกราบแทบบาททั้งสองของพระมหาโมคคัลลานะ และขอความเมตตาพระเถระ ให้ช่วยแนะนำสั่งสอนธรรมะที่สูงขึ้นไปกว่านี้
 
     พระเถระเห็นความตั้งใจจริงของเทพธิดาจึงฉลองศรัทธา ด้วยแนะนำวิปัสสนาอันเป็นคุณวิเศษชั้นสูงยิ่งขึ้นไป เทพธิดาได้น้อมใจปฏิบัติตามด้วยดวงจิตที่เคารพเลื่อมใส มีใจผ่องแผ้ว ในเวลาจบเทศนา มหาอุบาสิกาก็ได้บรรลุสกิทาคามิผล เป็นเทพธิดาสกิทาคามีบุคคล สัมฤทธิผลดังที่ปรารถนาทุกประการ
 
     เราจะเห็นว่า  ผู้ยินดีในธรรม รักในการสร้างบารมี จะไม่ปล่อยโอกาสดีๆให้หลุดลอยไป จะหมั่นแสวงหาแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ มีสาระอยู่ตลอดเวลา แม้เป็นเทพธิดายังไม่ยอมหยุดยั้งในการทำความดี ไม่มัวไปประมาทเพลิดเพลินในสุคติโลกสวรรค์ จิตใจจึงสูงส่งขึ้นจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้นความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตในภพสามนี้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดทั้งของมนุษย์และเทวา ขอพวกเราทั้งหลายอย่าได้ประมาทในชีวิต ให้หมั่นสั่งสมบุญไว้มากๆ ธุรกิจกับจิตใจต้องไปด้วยกัน แล้วเราจะสมปรารถนากันทุกๆ คน

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) 
* มก. เล่ม ๔๘ หน้า ๑๖๕