ดำเนินชีวิตแบบเหตุผลนำอารมณ์

วันที่ 04 ธค. พ.ศ.2558

ดำเนินชีวิตแบบเหตุผลนำอารมณ์


        ถ้าตั้งแต่เริ่มต้นมัวแต่คิดว่า เราจะดำเนินชีวิตแบบเหตุผลนำอารมณ์ ก็อาจจะทำให้รู้สึกฝืนใจจนเกินไป
ถ้าเครียดเกินไปจะทำให้เรารู้สึกว่า ทำอะไรตามใจตนเองไม่ได้เลย ต้องใช้เหตุผลทุกอย่าง เหมือนกับว่าเราต้องฝืนใจตลอดเวลา เพราะคนเราโดยทั่วไปนั้นอารมณ์จะนำเหตุผล แต่ให้เราค่อยๆทำแบบสบายๆ มีสติในการคิด พูด ทำสิ่งที่ถูกต้อง ให้มากขึ้น ค่อยๆฝึกจะทำได้ไปเอง กลายเป็นปกติธรรมดาในที่สุดให้ลองดูชีวิตของเด็กนักเรียนที่เรียนเก่งระดับทีมชาติ เปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนท้ายห้องที่เรียนได้ที่โหล่ตกซ้ำชั้นอยู่เสมอๆ แล้วเราจะพบว่ามีความแตกต่าง คนที่เรียนไม่ดี ตกๆ หล่นๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ไม่ใส่ใจในการเรียน เช่น โดดเรียนบ้าง ไม่ทำการบ้านบ้าง หนีไปเล่นเกมบ้าง เที่ยวเตร่เฮฮากับเพื่อนๆบ้าง นอนดึกตื่นเช้าก็ง่วงตื่นไม่ไหวบ้าง พอเข้าเรียนก็นั่งหลับบ้าง การเรียนจึงไม่ดี ถามว่า ชีวิตแบบนี้ที่ได้ทำตามใจตนเองนั้นมีสีสันหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตของคนที่เรียนดี และเข้าเรียนก่อนเวลาเสมอๆ 


       สมัยที่อาตมภาพเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปโรงเรียนแต่ละวัน ต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพราะบ้านอยู่ไกล ถ้าออกจากบ้านสายก็ต้องเจอรถติด เพราะฉะนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ฟ้าเริ่มสางก็ออกจากบ้านแล้ว ขึ้นรถเมล์วิ่งฉิวรู้สึกสบายใจ อากาศเย็นๆ ถนนโล่ง แค่ครึ่งชั่วโมงราว 6 โมงครึ่งก็ถึงโรงเรียนแล้ว เราว่าตนเองมาเช้าแล้วนะ พอเดินเข้าโรงเรียนไปปรากฏว่า มีคนอื่นมาถึงก่อนไม่น้อยเลย ห้องสมุดก็ยังไม่เปิด ห้องเรียนก็ยังไม่เปิด จึงไปนั่งที่อัฒจันทร์สนามกีฬานั่งดูหนังสือกันเป็นแถว ๆ นี่คือเด็กที่ตั้งใจเรียน พอเลิกเรียนหลายคนเล่นกีฬา บ้างเล่นบาสเก็ตบอล  บ้างเล่นวอลเล่ย์บอล บ้างเล่นฟุตบอล หรือวิ่งแข่ง แล้วแต่ว่าใครจะชอบอะไร แล้วก็กลับบ้านอาบน้ำ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ รุ่งเช้าก็ตื่นมาเรียนหนังสือกันใหม่ 


       ถ้าถามว่าชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่มีเหตุผลมากเกินไปหรือไม่ ถ้าเทียบกับเด็กที่เรียนตกๆ หล่นๆ ถ้าเราพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า ชีวิตของเด็กที่เรียนดี และทุกอย่างที่ดำเนินไปอย่างมีระบบระเบียบ กลับเป็นชีวิตที่มีความสุขมากกว่า ให้เราลองสังเกตดูใบหน้าของเด็กเรียนดี ส่วนใหญ่เขาจะมีใบหน้าที่เบิกบาน มีแววตาที่สุกใส มีความมั่นใจในตนเอง เพราะเขามองไปข้างหน้าก็เห็นอนาคตที่งดงามรออยู่ แต่เด็กที่ทำอะไรตามใจตนเอง โดดเรียนบ่อยๆ พอสอบก็ทำไม่ได้ คุณครูถามอะไรก็ตอบไม่ได้ มันก็เศร้าเซ็ง แล้วพอเกรดออกมาต่ำๆ ก็ยิ่งทำให้ไม่อยากเรียนไปกันใหญ่ เพราะเรียนแล้วไม่รู้เรื่องจึงเตลิดไปตามใจตนเอง กลับมีชีวิตที่ไม่มีความสุข
    

       ถ้าเรามองไปถึงเนื้อแท้จริงๆ แล้วจะพบว่า การทำสิ่งที่ควรทำนั้นเป็นเรื่องดี ในชีวิตของคนเราที่ทำทุกอย่างได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่เป็นการดำเนินชีวิตด้วยเหตุผล ซึ่งค้านกับอารมณ์ แต่เป็นการดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลกับอารมณ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เฉพาะช่วงวัยเรียน แม้จะเป็นช่วงวัยทำงานก็เป็นทำนองเดียวกัน เปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำตามใจตนเอง ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยเต็มไปหมด เขาต้องคอยหลบซ่อนไม่ให้รถไฟชนกัน ต้องคอยปกปิดซุกซ่อนความผิดไว้ เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ข้างกายตลอดเวลา เพราะกลัวว่าภรรยาอาจจะไปเจอความลับอะไรในนั้น ถามว่าชีวิตอย่างนี้มีความสุขหรือไม่ สู้คนที่รักเดียวใจเดียว รับผิดชอบครอบครัว ดูแลทุกอย่างได้ดี กลับมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่า เพราะเขาไม่ยอมทำตามอำนาจกิเลสนั่นเอง คนที่มีความสุขกับความรับผิดชอบของตนเอง ได้เห็นภรรยามีความสุข ตนเองก็มีความสุขไปด้วย ได้เห็นลูกยิ้มแย้มแจ่มใส ตนเองก็มีความสุขไปด้วย รู้สึกว่าเราได้ทำหน้าที่สามีที่ดี ทำหน้าที่ของพ่อที่ดี อย่างนี้ดีกว่า เพราะทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และเหตุผลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 


        เพราะฉะนั้นเราอย่ามองอะไรผ่านๆ ทำตามอารมณ์เพียงเพราะรู้สึกว่าน่าจะสนุกดี คนที่มีเหตุผลมันเครียดเกินไปในความเป็นจริงมันกลับตาลปัตร ผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุมีผล คือคนที่มีความสุขในชีวิต แล้วเป็นความสุขที่ " อารมณ์กับเหตุผลไปด้วยกัน " 

-----------------------------------------------------------------

หนังสือ " The Lover รักเป็นจะเห็นใจ "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ