ภาพแรกและหน้าที่อันยิ่งใหญ่

วันที่ 08 พค. พ.ศ.2560

ภาพแรกและหน้าที่อันยิ่งใหญ่

 

 

                  เมื่อแรกพบคุณยาย ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า

                 ข้าพเจ้ามาวัดครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ด้วยความพยายามพากเพียรชักชวนจากรุ่นพี่ และเพื่อนชมรมพุทธศาสน์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ การมาวัดครั้งแรกของข้าพเจ้าล้วนแล้วมีแต่ภาพแห่งความประทับใจ

                ข้าพเจ้าประทับใจในความสะอาด ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ความเขียวครึ้มและร่มรื่นของต้นไม้ภายในวัด ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพ่อธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ที่ศาลาดุสิต พร้อมกับเพื่อน สมาชิกชมรมพุทธ ฯ หลังจากกราบกันคนละครั้งสองครั้ง ไม่พร้อมกัน หลวงพ่อก็พูดทักทายว่า "มาจากไหนกราบใหม่พร้อม ๆ กันสิจ๊ะ" ข้าพเจ้าประทับใจในความสว่างและผ่องใสของท่านมาก ข้าพเจ้ายังได้ไปกราบหลวงพ่อทัตตชีโว (พระภาวนาวิริยคุณ) ขณะที่ท่านกำลังฉันเพลร่วมกับพระภิกษุสงฆ์อีกประมาณ ๖-๗ รูป ที่ครัวยามา๑ ระหว่างนั้นรุ่นพี่ก็พา สวดมนต์ทำวัตรเช้า ซึ่งเป็นความประทับใจ เนื่องด้วยข้าพเจ้าไม่เคยสวดมนต์ยาว ๆ อย่างนี้มาก่อนเลย

                แต่การมาวัดครั้งแรกของข้าพเจ้า ไม่ได้พบ ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้ยินแม้แต่ชื่อของคุณยาย จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าและ เพื่อนเดินผ่านไปทางครัวยามา ด้านแท้งค์น้ำ ได้เห็นแม่ชีท่าน หนึ่งดูมีอายุ ร่างเล็ก ๆ ผิวคล้ำ ใส่แว่นตาสีชาอันโต นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย ๆ ข้างหน้ามีอุบาสกนั่งเรียงแถวอยู่กับพื้น ๓๔ คน แม่ชีท่านนั้นกำลังพูดคุยอะไรอยู่ไม่ทราบ แต่ดูเป็นกันเอง

               ทันใดนั้นเอง เพื่อนที่เดินไปกับข้าพเจ้าก็พูดด้วยเสียงตื่นเต้นระคนด้วยความดีใจอย่างที่สุดว่า

              "คุณยายจันทร์ ๆ อาจารย์ของหลวงพ่อ" พร้อมกับฉุดให้ ข้าพเจ้านั่งลงพนมมือไหว้

               เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้รู้จักคุณยาย และได้พนมมือไหว้ ท่านในระยะห่าง ๆ ข้าพเจ้านึกสงสัยในใจว่า อาจารย์หลวงพ่อ ทำไมเป็นผู้หญิง ท่านสอนอะไรหนอ ถึงเรียกท่านว่าเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ

เพื่อนของข้าพเจ้าบอกด้วยเสียงที่ยังไม่คลายจากความดีใจ ว่า คุณยายท่านนี้เป็นอาจารย์ สอนธรรมะหลวงพ่อ ท่านเป็นผู้มีธรรมะสูง และมีธรรมะละเอียด คำว่า "มีธรรมะสูง" "มีธรรมะละเอียด" ก็เป็นคำใหม่สำหรับข้าพเจ้าในตอนนั้น

              เพื่อนพาข้าพเจ้าเดินไปขอหนังสือ "เดินไปสู่ความสุข" จากอาคารประชาสัมพันธ์ (หินอ่อน) เมื่อได้อ่านแล้วความสงสัยต่าง ๆ จึงค่อย ๆ คลายไป ทำให้เข้าใจกระจ่างขึ้น โดยเฉพาะ ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า เหตุใดคุณยายท่านนี้จึงได้เป็นอาจารย์สอนธรรมะหลวงพ่อทำให้นึกถึงบทกวีที่ว่า

 

 "ใช่ว่าชายจะปราญ์เปรื่องกระเดื่องฤทธิ์

เป็นบัณฑิตไปทุกแห่งก็หาไม่

แม้สตรีมีปัญญาปรีชาไว

ก็ควรให้เป็นบัณฑิตฤทธิ์ตรี"

                   พระธรรมโกษาจารย์

 

             ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นบุญยิ่งนัก ที่ได้มาพบท่านในวันนั้น

             จากภาพแรกก็เป็นภาพต่อ ๆ มา จากที่เพิ่งเคยได้ยินคำว่า "คุณยายจันทร์" ข้าพเจ้าก็เริ่มคุ้นเคยกับคำว่า "คุณยาย" มากขึ้น เมื่อข้าพเจ้าได้มาเป็นอาสาสมัครแผนกโภนาการ ในวันอาทิตย์ก็จะมาช่วยแจกข้าวให้สาธุชน เข้าไปช่วยล้างภาชนะที่ครัวหลัง๑ บ้าง ไปช่วยจัดอาหารที่ครัวหน้า๒ บ้าง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้พบคุณยายบ่อยนักแต่ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับคำว่า "คุณยาย" ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคุณยายเป็นคนดูแลจัดแจง วางแบบแผน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่าง ๆทั้งหลายในครัว ข้าพเจ้ามักจะได้ยินผู้ที่มาช่วยงานอยู่ก่อนบอกว่า คุณยายท่านสอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ก็ข้าวของต้องวางต้องเก็บให้ถูกที่เป็นหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ เดี๋ยวคุณยายจะมาตรวจ ครัวของคุณยายมองไปทางไหนจึงมีแต่ความสะอาดเรียบร้อย

              การจัดอาหารจัดผลไม้ถวายพระก็เช่นเดียวกันทุกอย่าง ทำด้วยความระณีตสวยงาม

              ข้าพเจ้าได้พบ ได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงามต่าง ๆ มากมาย ที่ยังไม่เคยพบเห็น และที่สำคัญข้าพเจ้าได้พบ ได้เข้าใกล้บุคคลผู้เป็นต้นแบบแห่งความดีงามทั้งหลายทั้งปวงเข้ามาเรื่อย ๆ จากพนมมือไหว้ไกล ๆ ก็ได้เข้ามาพนมมือไหว้ใกล้ ๆ ข้าพเจ้าได้มองเห็นแววตาแห่งความเมตตา และความจริงใจอันอบอุ่นจากท่าน สายตาของท่านเป็นสายตาที่อยู่ในใจของทุก ๆ คน

              เวลามาวัดข้าพเจ้ามักจะนำช็อคโกแลต หรือขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมาด้วย เผื่อพบท่าน ข้าพเจ้าจะได้ถวาย และเมื่อข้าพเจ้านำของไปถวาย คุณยายจะพูดสั้น ๆ เช่น "ให้ได้บุญ กับยายเยอะ ๆ นะไอ้หลาน" "โชคดีนะ" "ขอบคุณมาก" ฯลฯ พร้อมกับมองข้าพเจ้า

              ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงสายตาของคุณยายที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความรู้สึกขอบคุณที่ข้าพเจ้าเอาของไปถวาย แม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเด็กก็ตาม บางครั้งขณะที่ข้าพเจ้าพนมมือไหว้ท่านอยู่ สองมือของท่านก็มาจับมือข้าพเจ้า ไว้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปีติและอบอุ่นใจยิ่งนัก ข้าพเจ้ารู้สึกรักคุณ ยายมาก...เช่นเดียวกับทุกคนที่ได้มารู้จักคุณยาย

              เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบได้ทำงานแล้ว ก็ยังคงถือศีล   และ มาวัดอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอาทิตย์ไหนข้าพเจ้าช่วยงานวัดจนกระทั่ง เย็นหรือมาพักค้างเพื่อช่วยงานที่วัด ข้าพเจ้ามักจะเห็นคุณยายกับพี่อารีพันธุ์เดินผ่านมาทางครัวข้างหลัง บางครั้งคุณยายก็จะแวะหยุดยืนคุยกับหลวงพี่อิทธิจินตโก (พระรังสฤษดิ์ อิทธิจินฺตโก)ซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่บริเวณนั้น ดูเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เสร็จแล้วพี่อารีพันธุ์ก็จะพาคุณยายเดินต่อไปทางบ้านพักข้างหลังครัว ข้าพเจ้าก็ได้แต่นั่งพนมมือไหว้คุณยาย และ เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น

             ข้าพเจ้าชอบมองและชื่นชมภาพที่พี่อารีพันธุ์เดินจูงมือไป กับคุณยายมาก และมักจะมองตามหลังจนภาพนั้นลับหายไปจากสายตา นึกอยู่แต่ในใจว่า คุณยายท่านแลดูเป็นธรรมาติและเป็นผู้สูงอายุที่น่าเข้าใกล้ อยากเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ คุณยายอย่างนั้นจังเลย โดยไม่คาดคิดเลยว่า...ในวันข้างหน้าจะได้มีโอกาสมาช่วยงานพี่อารีพันธุ์และมาอยู่ใกล้ ๆ คุณยายเช่นนี้บ้าง

             ช่วงก่อนที่จะเข้ามาอยู่วัดประมาณ ๓ เดือน ข้าพเจ้าฝันเห็นคุณยายท่านมายืนอยู่ที่ตรงหน้า และพูดด้วยเสียงเมตตาว่า "ให้ขยันนั่งสมาธินะ" ข้าพเจ้าดีใจมากที่ฝันเห็นคุณยาย แม้ตื่นขึ้นมา ภาพความฝันนั้นก็ยังชัดเจนอยู่เหมือนภาพที่เกิดขึ้นจริง ข้าพเจ้าจึงได้ขยันนั่งสมาธิเป็นการใหญ่

              นอกจากนี้ในวันอาทิตย์ที่ไปวัด ข้าพเจ้ายังได้รับบุญพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง คือช่วยขัดพระพุทธรูปซึ่งทางวัดหล่อขึ้นด้วยเรซิน ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว ฐานพระทำเป็นรูปกลีบดอกบัว สีแดงที่ถอดออกมาจากพิมพ์ยาง หลวงพี่อิทธิจินตโกจะให้นำมาแต่ง ให้เรียบร้อย ขัดด้วยกระดาษทรายทั้งหยาบและละเอียด ก่อน ที่จะนำไปพ่นเคลือบเงาต่อไป

              ช่วงนั้นใจของข้าพเจ้าอยู่ในบุญตลอด ประกอบกับได้ฟังธรรมะจากหลวงพี่วิชเชสโก (พระมหาสุวิทย์ วิเชสโก ป.ธ. ๙  ) เรื่องการตอบแทนพระคุณบิดามารดาว่า จะเป็นการตอบแทนที่ประเสริฐสุด ถ้าเราได้ชักชวนท่านให้ได้มาเห็นแสงสว่างในทางธรรม ได้ชักชวนให้ท่านรู้จักการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่มาช่วยงานที่วัดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ครั้งแรกตอนเรียนจบใหม่ ๆ ข้าพเจ้าเคย ขออนุญาตท่านมาช่วยงานที่วัดแล้ว แต่ท่านไม่อนุญาตด้วยเหตุผลว่า "เดี๋ยวใครเขาจะหาว่าเรามาพึ่งวัด"ท่านอยู่ต่างจังหวัด ไม่เคยมาวัด สุดที่ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ

              มาขออนุญาตครั้งนี้ ข้าพเจ้าเตรียมเหตุผลไว้อธิบายให้ท่านฟังมากมาย แต่แล้วเหตุอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้าบอก ท่านว่าอยากจะขอเลี่ยนงานไปทำงานที่ข้าพเจ้าชอบ (คือไปทำงานที่วัด)ท่านไม่ได้มีคำคัดค้านหรือโต้แย้งใด ๆ มีเพียงคำถาม เดียวที่ท่านถามข้าพเจ้าว่า "แล้วลูกจะแต่งงานหรือเล่า" ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าพเจ้าจะยืนยันขันแข็งว่าไม่แต่ง แต่วันเวลาสอนให้ข้าพเจ้าหาคำตอบที่เป็นกลาง ๆ มาตอบ เพื่อถนอมน้ำใจท่าน ว่า "สุดแล้วแต่บุญของลูก"ท่านตอบตกลงกับข้าพเจ้า "ตามใจลูกแต่ต้องขอเวลาทำใจพอสมควร" ข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านเป็นห่วง กลัวว่าเวลาแก่เฒ่าจะไม่มีใครดูแลข้าพเจ้า

              ความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตรนั้นยิ่งใหญ่และมากล้น แต่ข้าพเจ้ามั่นใจยิ่งนักว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ประเสริฐที่สุดและเป็นเส้นทางที่จะตอบแทนพระคุณท่านได้อย่างสูงสุด

             วันเสาร์ที่ ๒  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้าพเจ้าได้มาอยู่วัด มาช่วยงานพระศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิ ข้าพเจ้าช่วยงานที่ครัว และก็ช่วยหลวงพี่อิทธิจินตโกทำพิมพ์ยางสำหรับหล่อพระพุทธรูปเรซิน ที่พอทำเสร็จออกมาแล้วจะเป็นองค์พระธรรมกายใสฐานกลีบบัวสีแดง

             ทุกวันข้าพเจ้าจะนั่งทำพิมพ์ยางอยู่ที่ห้องครัวหลัง ตรงประตูจะเป็นไม้กับกระจกทำให้มองเห็นะลุเข้าไปในห้องได้ ตอนเย็น ๆ พี่อารีพันธุ์จะพาคุณยายเดินไปบ้านข้างหลังครัว ก็จะผ่านห้องนี้ บางครั้งคุณยายก็หยุดยืนดู มองลอดกระจกเข้ามา บางครั้งก็เปิดประตูเดินเข้าไปดูข้าพเจ้าทำพิมพ์ยางองค์พระ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจและอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้พบคุณยาย

            มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่คงเนื่องด้วย ผสมตัวเร่งยางที่ใช้ทำพิมพ์คลาดเคลื่อนไป ต้องนั่งปาดยางไป ปาดยางมาตั้งนาน ยางก็ยังไม่แข็งตัวสักที ข้าพเจ้าก็ยังใจเย็น นั่งทำต่อไปเรื่อย ๆ จนประมาณเกือบ  ๙ โมง คุณยายเดินเข้า มาในห้องกับพี่อารีพันธุ์ มายืนดูข้าพเจ้าปาดยางแต่งองค์พระอยู่ท่านพูดว่า "ได้บุญเยอะนะทำพระให้คนเขากราบไหว้" แล้วก็บอกข้าพเจ้าว่า "ไปหาข้าวปลากินก่อน..."

             ข้าพเจ้าซาบซึ้งในความเมตตาของท่านมาก และในขณะเดียวกันนั้นก็นึกสงสัยอยู่ในใจว่า คุณยายทราบได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้ายังไม่ทานข้าว ทำไมคุณยายไม่นึกว่าข้าพเจ้าทานข้าว เสร็จแล้วจึงมานั่งทำงาน ท่านช่างเป็นผู้ที่มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก ข้าพเจ้ารู้สึกปีติ และมีความชุ่มเย็นเบิกบานอยู่ในใจ คิดในใจว่า นี่คงเป็นเพราะเราได้ตั้งใจทำความดีด้วยจิตอันบริสุทธิ์ผ่องใสจึงทำให้ได้พบเหตุการณ์อันทำให้ปีติ และมีกำลังใจในการสร้างความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเช่นนี้  

             วันเวลาผ่าไปได้ไม่เท่าไร พี่อารีพันธุ์ได้มาบอกกับข้าพเจ้าว่า อยากจะหาคนมาช่วยงาน เนื่องจากคุณยายท่านอายุมากขึ้น การดูแลสุขภาพก็ต้องคอยระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้มีแต่พี่อารีพันธุ์คนเดียวรับบุญดูแลทั้งกลางวันและกลางคืน อยากให้ทดลองช่วยงาน

           พี่อารีพันธุ์ได้ให้คำแนะนำว่า "งานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบคอบ และต้องคอยระมัดระวังในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคอยระวังอย่าให้ท่านหกล้มเป็นอันขาด เพราะการหกล้มของผู้สูงอายุแต่ละครั้งนั้น จะมีผลตามมาหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เป็นไปในทางที่เสื่อมลง ยากที่จะแก้ไขให้เหมือนเดิมได้" และยังแถมท้ายบอกข้าพเจ้าอีกว่า "คุณยายท่านชอบคนซื่อและขยัน"

           ต่อมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อธัมมชโยที่หน้าโรงปั้น วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นวันที่ข้าพเจ้าจะลืมไม่ได้อีกวันหนึ่งในชีวิต หลวงพ่อได้ซักถามและให้โอวาทในการทำหน้าที่แก่ข้าพเจ้าหลายอย่าง ซึ่งข้าพเจ้าได้จดและจำไว้เป็นอย่างดี มีอยู่ตอนหนึ่งท่านบอกว่า

          "การทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ ต้องมีความละเอียดอ่อน อันที่จริงหลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ต้องมีหน้าที่รับใช้ปรนนิบัติครูบาอาจารย์ ถ้าหลวงพ่อเป็นหญิงจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด แต่หลวงพ่ออยู่ในเพศภาวะที่ไม่เหมาะ มี่จะทำหน้าที่นี้ได้สะดวก จึงให้พวกเราทำหน้าที่นี้แทน..."

           เมื่อได้เข้ามากราบหลวงพ่อ ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าทราบถึงความเคารพรักที่หลวงพ่อมีต่อคุณยาย โอวาทที่ท่านให้แสดงถึงความละเอียดอ่อน รอบคอบ และมองการณ์ไกลยิ่งนัก

 

เมื่อวันเวลาผ่านไป

ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในโอวาทของท่าน

และถือเป็นโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์

ที่จะประคับประคองข้าพเจ้าให้ทำหน้าที่ได้สำเร็จ

อย่างบริสุทธิ์และบริบูรณ์