วินาทีสุดท้ายของพ่อ

วันที่ 25 พค. พ.ศ.2560

วินาทีสุดท้ายของพ่อ
 

หลักการสร้างความสุขในครอบครัว , Pre-Degree , วัดพระธรรมกาย , DOU , ธรรมกาย , ปริญญาตรี , พรีดีกรี , พระพุทธศาสนา , พุทธศาสตร์ , พระไตรปิฎก , บั้นปลายชีวิต , วินาทีสุดท้ายของพ่อ

    วันหนึ่ง มีหญิงสาวมากราบปรึกษาปัญหาเรื่องพ่อของเธอกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง และเนื่องจากเรื่องนี้เป็นความรู้ที่สำคัญต่อการดูแลผู้มีพระคุณในยามคับขันของชีวิต จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจ และเป็นแนวทางการดูแลวินาทีสุดท้ายในชีวิตของท่านอย่างถูกหลักวิชชาในพระพุทธศาสนา

    เธอเล่าว่า "เมื่อตอนที่ดิฉันอายุ 10 ขวบ พ่อกับแม่ก็แยกทางกัน แม่ดูแลดิฉันมาตามลำพังโดยตลอด แม่เป็นคนเชื่อเรื่องบุญกรรม ท่านจึงขยันตักบาตรทุกเช้าส่วนพ่อไม่เคยแวะมาดูแลดิฉันเลย แม้ดิฉันจะรู้ว่า พ่อย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่เคยไปหาพ่อเลย ได้เพียงแค่โทรศัพท์คุยกันเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น

    ตอนนี้ พ่อล้มป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหันตอนกลางดึก ดิฉันจึงไปเยี่ยมพ่อ หมอบอกว่า พ่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง อีกไม่กี่เดือน ก็คงจะจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ดิฉันจะช่วยพ่ออย่างไรดีคะ ถ้าหากลูก ๆ ทำบุญให้ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้รับไหมคะ เผื่อว่าจะทุเลาอาการทรมานได้บ้าง "

     หลวงพ่อท่านอธิบายให้เขาฟังว่า

  "ในการดูแลผู้ป่วยใกล้ตาย ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ก่อนอื่น คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราก่อนตายก็คือ ใจต้องไม่มีเรื่องเศร้าหมองถ้าเศร้าหมองเมื่อไร มีทุคติหรืออบายเป็นที่ไป

     เรื่องนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นพุทธพจน์เอาไว้ว่า

"จิตฺเต สงฺกิลิฏเสทุคติ ปาฏิกงฺขา" แปลว่า "เมื่อจิตเศร้าหมอง ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป"

   เพราะฉะนั้น ตลอด องเดือนจนถึงวินาทีสุดท้ายที่พ่อมีชีวิตอยู่นี่ อย่าให้ท่านมีเรื่องเศร้าหมองจิตอย่างเด็ดขาด แล้วเรื่องที่ทำให้ใจคนเราผ่องใสได้ดีที่สุด ก็คือเรื่องการทำบุญ

     ในกรณีที่คุณพ่อไม่ชอบทำบุญนี้ ถ้าลูกเป็นคนทำให้ แล้วท่านจะได้บุญหรือไม่ 

     คำตอบคือ ท่านก็ได้เหมือนกัน ถ้าท่านอนุโมทนาบุญกับเราเป็น แต่ได้น้อย ต้องให้ท่านทำเอง

    คนที่ไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แต่เชื่อว่าชาติหน้าไม่มีตายแล้วสูญพวกนี้พอบาปตามมาทัน ก่อนตายก็ต้องได้รับทุกข์ทรมานมากกันทุกคน

    ในฐานะที่เราเป็นลูก ก็ควรเฝ้าดูแลอยู่ใกล้ ๆ ได้โอกาสก็ชวนท่านคุยเรื่องธรรมะบ้างนำดอกไม้ธูปเทียนมาให้ท่านบูชาพระตอนเช้า ตอนเย็น และก่อนนอน แรก ๆ ท่านอาจจะไม่ยอมทำตาม แต่เราก็ต้องค่อย ๆ พูดให้ท่านเข้าใจเรื่องบุญบาป บอกให้พ่อไหว้พระและสวดมนต์ทุกวัน ๆ เท่าที่จะทำได้

    ถ้าท่านลุกนั่งไม่ขึ้น ก็ให้นอนสวดบนที่นอนนั้นแหละ เมื่อก่อนตอนที่ท่านยังสบายดีอาจจะไม่เชื่อ แต่พอเจ็บหนักใกล้ตายเข้า ลูกบอกให้ขอให้พระช่วย ท่านอาจจะยอมเชื่อ

    หรือเราอาจจะเตรียมข้าวปลาอาหาร ผลไม้ ดอกไม้ ไว้ให้ท่านใส่บาตร ถ้าเรานิมนต์พระมารับถึงห้องได้เลยก็ดี แต่ถ้าพระมาไม่ได้หรือแถวนั้นไม่มีพระ เราก็ไปตักบาตรแทนท่าน แล้วกลับมาเล่าให้ท่านฟังว่า ได้ไปทำบุญทำทานมาให้ท่านอย่างนี้ ๆ

  ถ้าท่านยังพอมีบุญอยู่บ้างก็จะคล้อยตาม อาการป่วยที่ทุรนทุรายก็จะลดลงหากท่านไม่ยอมสักอย่าง ก็จนปัญญา ก็ขอไปทดแทนคุณกันชาติหน้าก็แล้วกัน ชาตินี้คงช่วยอะไรไม่ได้

   เมื่อหลายปีก่อน มีคนที่หลวงพ่อรู้จักคนหนึ่งเป็นมัคทายก ป่วยเป็นโรคเบาหวานจนถึงต้องตัดขา หลังจากตัดใหม่ ๆ ประมาณบ่าย 2 โมงของทุกวัน จะปวดแผลมากทำอย่างไรก็ไม่หาย

   แต่เนื่องจากการที่เคยเข้าวัดมาก่อน จิตใจเชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปอยู่แล้ว พอหลวงพ่อไปเยี่ยม ก็เอาเทปนำสวดมนต์และนั่งสมาธิไปให้ หลังจากรับประทานอาหารเช้าก็ให้หลับพักผ่อน จนกระทั่งถึงบ่ายโมงครึ่งใกล้เวลาที่เริ่มปวด จึงเปิดเทปบทสวดมนต์ให้ท่านสวดคลอตามไป พอเวลาล่วงไปจนเลยบ่ายสองโมง ท่านเลยลืมอาการปวดไปได้ ทำอย่างนี้ทุกวันจนกระทั่งแผลหายดี นี่ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เคยทำได้ผลมาแล้ว

  เรื่องนี้ก็เป็นข้อคิดว่า ใครที่ยังขี้เกียจสวดมนต์อยู่ ขอให้เริ่มหัดสวดไว้ เมื่อถึงคราวป่วยไข้หากต้องพบกับ ภาพเช่นนี้ จะได้รีบสวดมนต์ปะทะไว้ก่อน เมื่อใจแน่วแน่เกาะติดอยู่กับการสวดมนต์ จะได้ลืมอาการเจ็บปวด นี่ก็เป็นวิธีที่ทดลองทำได้ผลมาแล้ว

   อย่างไรก็ตาม การที่เราตัดสินใจมาดูแลพ่อตอนเจ็บป่วย ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าท่านจะไม่เคยสนใจมาดูแลเรากับคุณแม่เลยก็ตาม เพราะว่าพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งต่อเรา

   ประการที่ 1 พ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีของลูก คือเป็นผู้ให้รูปร่างมนุษย์ที่เหมาะสมในการสร้างความดีทุกรูปแบบ ดังนั้นแม้พ่อแม่จะไม่เลี้ยงดูบุตร ก็ได้ชื่อว่ามีพระคุณอยู่แล้ว และถ้าท่านเลี้ยงดู ทำหน้าที่ของพ่อแม่ดีที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ พระคุณของท่านก็จะยิ่งมากมายสุดจะนับจะประมาณได

  ประการที่ 2 พ่อแม่เป็นผู้ให้อภัยแก่ลูกอยู่เสมอ ไม่ผูกโกรธ แม้จะดุด่าว่ากล่าวหรือเฆี่ยนตีลูกบ้าง ก็เป็นเพราะความรัก ความห่วงใย ต้องการสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ทุกครั้งที่ไม้เรียวกระทบเนื้อลูก เชื่อเถอะว่า เหมือนมีมีดกรีดลงบนหัวใจของพ่อแม่ด้วย ในโลกนี้ไม่มีใครที่รักลูก เป็นมิตรแท้ต่อลูกเหมือนพ่อแม่ เพราะท่านคิดแต่จะให้เพียงอย่างเดียว ลูก ๆ ไม่ต้องหวาดระแวงเลยว่าพ่อแม่จะทรยศหักหลังเหมือนคนอื่น

   ประการที่ 3 พระคุณของพ่อแม่มีมากมายเกินกว่าจะตอบแทนได้หมด ลูกที่ดีต้องสำนึกในพระคุณของพ่อแม่ให้เปียมล้นในใจอยู่เสมอ ปฏิบัติต่อท่านให้ดีที่สุด ให้ มกับที่ท่านเป็นพระในบ้าน

    หน้าที่ของลูกที่ควรปฏิบัติต่อพ่อแม่ กล่าวโดยย่อ คือ

1) คอยดูแลท่านให้ดี ตั้งแต่เรื่องอาหารเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยามเจ็บป่วย ก็ช่วยพยาบาลรักษาให้ดีที่สุด ทำให้สม่ำเสมอตราบจนวาระสุดท้ายของท่าน

2) ประพฤติตนเป็นคนดีสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล ให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ

3) ประพฤติตนให้เหมาะสมกับการที่จะเป็นผู้รับมรดก

4) ทำกิจการงานแทนท่านไม่ให้บกพร่อง

5) ชักชวนหรืออำนวยความสะดวกสนับสนุนให้ท่านได้มีโอกาสทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา จะได้เป็นบุญติดตัวท่านไปในภพเบื้องหน้า เป็นการถางหนทางไปสู่พระนิพพานของท่านเอง หน้าที่นี้เป็นหน้าที่สำคัญที่สุดที่ลูกทุกคนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่

   แม้ที่สุดเมื่อท่านละโลกไปแล้วก็ต้องทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ อีกประการหนึ่งด้วย"

   ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้ เป็นข้อคิดเตือนใจว่า ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีอยู่นั้น ก็จะต้องไม่ลืมไปทำหน้าที่ลูกต่อพ่อแม่ของตัวเอง หรือปู่ย่าตายายของลูกด้วยเพื่อให้ลูกได้เห็นตัวอย่างว่าเขาควรจะปรนนิบัติต่อพ่อแม่ของเขาอย่างไรในยามแก่เฒ่า และในช่วงวินาทีสุดท้ายของพ่อแม่มาถึง ก็รู้จักดูแลภาวะจิตใจของพ่อแม่ให้ผ่องใสจะได้ไปสู่สุคติได้อย่างถูกหลักวิชชาในพระพุทธศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เราทำให้ลูกดู จะย้อนมาสู่ตัวเราในคราวที่ต้องเผชิญวินาทีสุดท้ายของเรานั่นเอง

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 001 หลักการสร้างความสุขในครอบครัว
หนังสือเรียน หลักสูตร Pre-Degree

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร