เหตุการณ์บ้านเมือง

วันที่ 05 กค. พ.ศ.2560

เหตุการณ์บ้านเมือง

 

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ ,   สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , นิพพาน , เหตุการณ์บ้านเมือง

 

                     หลวงพ่อเกิดปี พ.ศ.๒๔๒๗  ตรงกับรัชกาล ที่ ๕ และมรณภาพปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ตรงกับรัชกาลที่ ๙ ในช่วงชีวิตของท่าน ซึ่งผ่านมาถึง ๕ รัชกาล บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงมากมาย ในขณะที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง มีวิกฤติการณ์ต่างๆ แต่หลวงพ่อยังสามารถปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกายได้ ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นของละเอียดลึกซึ้ง ยากที่ใครๆ จะเข้าถึงได้ง่ายๆ

                     หลวงพ่อทำได้ในขณะที่บ้านเมือง ก็ใช่ว่าจะเรียบร้อยไปทั่ว นี่ก็น่าจะเรียก ว่าเป็นคุณวิเศษของท่านอย่างหนึ่ง

                     ตามรอย จะขอแสดงลำดับ เหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นใน ระหว่างอายุ  ๗๕ ปี ของหลวงพ่อ ดังนี้

                     หลวงพ่อเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในขณะที่ยังมีทาสอยู่ในแผ่นดินไทย แต่หลวงพ่อเป็นอิสระ เกิดมามีชีวิตเป็นไป ไม่ใช่ทาสนี่ก็นับเป็นบุญอย่างหนึ่งของท่าน ทาสนั้นเริ่มหมดตอนปลายรัชกาลที่ ๕

                     ในรัชกาลนี้ บ้านเมืองมีการพัฒนาก้าวหน้ามาก มีการสร้างถนนขนาดใหญ่เจ้านายบางพระองค์มีรถยนต์ใช้ มีการขุดคลองมากสาย มีการทำประตูน้ำ เพื่อให้เรือ ผ่านคลองได้สะดวกตลอดปี ในแม่น้ำมีเรือกลไฟ ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่าเรือพาย เรือแจวมีการพัฒนาด้านการทหาร การแพทย์ การศึกษา พระราชโอรสหลายพระองค์เดิน ทางไปศึกษาที่อังกฤษ ฝรั่งเศสพระองค์ท่านเอง ก็เสด็จประพาสยุโรปถึง ๒ ครั้ง ในเวลานั้นหลวงพ่อได้รับการศึกษา ตามพื้นฐานความรู้ที่มีสอนกันอยู่ในสมัยนั้น จนมีความเข้าใจในภาษาไทยและภาษาขอมเป็นอย่างดี

                     เมื่อหลวงพ่ออายุ ๑๔ ปี ก็ต้องมาเป็นพ่อค้าข้าวแทนบิดาที่สิ้นชีวิตลง บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า การค้าก็ดี แต่เมื่ออายุ ๑๙  ปี หลวงพ่อกลับตั้งใจจะเลิกอาชีพค้าข้าวแล้ว จะออกบวช พออายุได้ ๒๒ ปี ก็ได้บวชครองผ้ากาสาวพัสตร์

                     ในสมัยรัชกาลที่ ๖ อยู่ในช่วง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ในขณะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในระหว่างสงครามโลก หลวงพ่อได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง และได้บรรลุธรรมในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยังไม่สิ้นสุด

                     ในช่วงกลางของรักาลที่ ๖ หลวงพ่อได้มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

                     ในรักาลที่  ๗ ปี พ.ศ.๒๔๗๔ หลวงพ่อเริ่มรวมทีมทำวิชชา โดยการปฏิบัติธรรมตลอด ๒๔ชั่วโมง ในสถานที่ที่ท่านเรียกว่า "โรงงานทำวิชชา"

                     ๑ ปี ถัดมา คือ พ.ศ.๒๔๗๕ บ้านเมืองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ คือ การเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลวงพ่อยังคงอยู่ที่วัดปากน้ำ ปฏิบัติธรรมของท่านเรื่อยมา

                     ลุถึงปี พ.ศ.๒๔๗๗   รัชกาลที่ ๗  ก็ทรงสละราชสมบัติ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ได้เสด็จไปยังต่างประเทศ จนกระทั่ง สวรรคตนอกผืนแผ่นดินไทย ในปีนี้เอง รัชกาลที่ ๘  ก็เสด็จขึ้นครองราชย์

                     ในสมัยรัชกาลที่ ๘  ประเทศชาติอยู่ในช่วงวิกฤติ คือการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองทหารญี่ปุ่นรุกเข้ามาในแผ่นดินไทย บ้านเมืองระส่ำระส่าย ลูกระเบิดถูกทิ้งมาในย่านสำคัญๆ ที่มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาอาศัย และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์

                      ในช่วงสงครามโลกนี้เองที่ คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง ได้มาพบกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ และหลวงพ่อได้กล่าวทักขึ้นมาว่า "มึงมันมาช้าไป" แล้วส่งเข้าโรงงานทำวิชชาในวันนั้นทันที

                      หลวงพ่อวัดปากน้ำยังคงอยู่ที่วัดปากน้ำ ในขณะที่ชาวบ้านบางคนที่หลบออกไปต่างจังหวัดได้ ก็พากันอพยพ ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีทหารญี่ปุ่น พวกที่หนีไปที่อื่นไม่ได้ ก็หาที่กำบัง หลบอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากอาวุธสงครามต่างๆ แต่หลวงพ่อได้สั่งให้ปิดประตูโรงงานทำวิชชา ห้ามเข้าออก ถ้าวิชชาธรรมกายไม่จริงช่วยบ้านเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายอยู่ในนี้ทั้งหมด

                      เสียงหวอ...สัญญาณบอกให้รู้ว่าจะมีเครื่องบินทิ้งระเบิด บินมาในละแวกที่อยู่นี้ให้หาที่กำบังโดยเร็ว แม้กระนั้นหลวงพ่อ และผู้ปฏิบัติธรรมในโรงงานทำวิชชาก็ไม่ได้ หลีกหนีไปไหน ยังคงอยู่พิสูจน์วิชชาธรรมกาย โดยเอาชีวิตเข้าแลก

                      สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองชาวบ้านได้การกล่าวขานถึงอภินิหารต่างๆ ที่เกิดจากแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อ ในวัดปากน้ำช่วยบ้านเมืองให้รอดพ้นอันตราย

                      ในปลายสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๘๗   พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้มาเกิดแล้วที่ จ.สิงห์บุรี

                     ปลายปี พ.ศ.๒๔๘๘  สงคราม สงบแล้ว ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๘๙   รัชกาลที่   ก็ถูกปลงพระชนม์ ยังความสะท้านสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ

                    เมื่อมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ สงครามเกาหลีก็เริ่มขึ้น ประเทศไทยส่งทหารไปร่วมรบในสงครามนี้ด้วย และปีนี้หลวงพ่อเริ่มแจกพระของขวัญรุ่นที่ ๑ ปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๔ ก็มีพระของขวัญรุ่นที่ ๒ ออกมาอีก ทหารหลายคนที่ไปให้สงครามเกาหลี ได้มีพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำไปด้วย หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังในเทศนา อธิบายพระของขวัญของท่านว่า

                     "...ถ้าจะเล่าเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้ฟังสามชั่วโมงเห็นจะไม่จบ เขาเล่าให้ฟังมากมายก่ายกอง ที่เขาเล่าในทางเกาหลี ทหารอังกฤษ อเมริกัน ทหาร ฝรั่งเศส กำลังคุยกันอยู่ ที่ทหารไทยอยู่บ้าง ลูกระเบิดทำลายมันตกกลางประชุมกำลังคุยกันนั้น ปึงเดียวเท่านั้นตายหมด เหลือตายอยู่คนเดียว ที่อยู่ในนั้นเหลือไทยคนเดียว นอกนั้นไม่เหลือ ตายหมด ไทยคนเดียวมีพระของขวัญอยู่ในตัว ฝรั่งให้เหรียญกล้าหาญ ให้เหรียญกล้าหาญแก่ ไทยคนนั้น ยังปรากฏอยู่ นี่ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น..."

                       จวบจนมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๖ สงครามเกาหลีก็สิ้นสุดลง

                        ปี พ.ศ.๒๔๙๗   หลวงพ่อเริ่มเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปต่างประเทศ โดยในวันที่ ๘  พ.ย.๒๔๙๗   หลวงพ่อได้ส่งพระกปิลวัฑโฒ ชื่อเดิมของท่านคือศาสตราจารย์วิลเลี่ยม ผู้ซึ่งได้ธรรมกายแล้วขึ้นเครื่องบินไปเผยแพร่ยังประเทศอังกฤษ

                        ปี พ.ศ.๒๔๙๙   เริ่มมีการทำพระของขวัญรุ่นที่ ๓ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อ สร้างขึ้นเอง

                       ในปีนี้เอง หลวงพ่อเริ่มอาพาธ และถึงปี พ.ศ.๒๕๐๒ หลวงพ่อก็มรณภาพ จากโลกนี้ไปอย่างนักสร้างบารมีที่แกร่งกล้า

                       ชีวิตของหลวงพ่อเหมือนประหนึ่งว่าจะเกิดมาในช่วงที่บ้านเมืองวิกฤติ เพื่อมาช่วยเหลือบ้านเมือง เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก ในยามที่โลกเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่น และเปี่ยมด้วยภัยอันตรายต่างๆ มากมาย

                        หลวงพ่อได้พูดถึงเหตุแห่งความยากลำบากในช่วงสงครามโลกไว้ในเทศนาของท่าน เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗   ว่า

                        "...ในสองประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นทุกข์แน่ ไม่ใช่ เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศข้างเคียงไม่ใช่น้อย ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่ เรียกว่า สงคราม ล่วงแล้วสองครั้ง ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว พอปลายสงคราม ข้าวของแพงเกินส่วน ของหายากเกินส่วน เครื่องอุปโภคบริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน ต่างประเทศถึงกับเดือนร้อนถึงความตาย นี้เป็นได้แล้ว ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้..."

                       แต่บัดนี้เล่า หมดทั้งสากลโลก หมดประเทศไทย หมดประเทศอเมริกา หมดประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย ฯลฯ ถ้ามีศีลห้าด้วยพร้อมๆ กัน เป็นไง มีศีล ๕ พร้อมกันเสีย บริสุทธิ์พร้อมกัน ไม่มีรองเสียด้วยกันทั้งนั้น โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง

                      โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว ประเทศใครๆ อยู่ อู่ใครๆ นอนไป สบายอกสบายใจ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก..." พระผู้เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลกทำให้ชาวโลกได้รู้หนทางการดำเนินชีวิตที่ถูก ต้องท่านปรารถนาที่จะสร้างโลกนี้ให้มีสันติสุข ดังคำเทศนาที่ท่านกล่าวไว้

                      แต่ช่วงชีวิตคนหนึ่งนั้นสั้นเหลือเกิน หลวงพ่อได้จากโลกนี้ไปในขณะที่สันติสุขที่แท้จริง กำลังคืบคลานมาสู่โลกนี้ได้นิดเดียว

                     คงเหลือไว้แต่มโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ในรุ่นหลังๆ นี้ได้ช่วยกันสานต่องานสร้างสันติสุขที่แท้จริง ให้บังเกิดขึ้นในโลกนี้ต่อไป