21 กันยายน วันสันติภาพโลก

วันที่ 21 กย. พ.ศ.2560

21 กันยายน วันสันติภาพโลก
International Day of Peace หรือ World Peace Day

21 กันยายน วันสันติภาพโลก International Day of Peace หรือ World Peace Day

        วันสันติภาพสากล (อังกฤษ : International Day of Peace หรือ World Peace Day) ตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี จัดขึ้นเพื่ออุทิศแก่สันติภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราศจากสงคราม บ้างถือเป็นโอกาสพิเศษกำหนดหยุดยิงชั่วคราวในพื้นที่ที่ยังสู้รบกันอยู่ มีการเฉลิมฉลองวันสันติภาพสากลในบรรดาชาติ กลุ่มการเมือง กลุ่มทางทหาร และประชาชนทั้งหลาย วันสันติภาพสากลจัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2524

     ในการเริ่มวันดังกล่าว มีการเคาะ "ระฆังสันติภาพ" ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระฆังนั้นถูกหล่อขึ้นจากเหรียญที่รับบริจาคมาจากเด็กทั่วโลก มันถือเป็นของขวัญโดยสมาคมสหประชาชาติแห่งญี่ปุ่น และถูกกล่าวถึงว่าเป็น "เครื่องเตือนใจมนุษย์ถึงมูลค่าแห่งสงคราม" มีข้อความ "สันติภาพโลกเบ็ดเสร็จจงเจริญ" จารึกอยู่ด้านข้างของระฆัง

   แต่เดิมวันสันติภาพโลกไม่ได้มีวันที่แน่นอนอย่างในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1981 คณะกรรมการสหประชาชาติได้ประกาศมติที่รับรองโดยคอสตาริกา ให้ทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือนกันยายน ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสามัญ เป็นวันสันติภาพโลกหรือวันสันติภาพสากล เพื่อให้ความสำคัญกับสันติภาพ

          จากนั้นในปี ค.ศ. 2001 หรืออีก 20 ปีต่อมา ก็มีมติใหม่จากสหราชอาณาจักรและคอสตาริกา กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันยุติการสู้รบและประกาศให้เป็น "วันสันติภาพโลกหรือวันสันติภาพสากล" (The International Day of Peace) เพื่อขอให้ประชาชนทุกประเทศหยุดยิง ลดใช้ความรุนแรงกันทั่วโลกและหยุดการทำสงครามตลอดทั้งวัน รวมทั้งมีการเชิญประเทศสมาชิก หน่วยงานต่าง ๆ มางานเฉลิมฉลองและร่วมมือกันสร้างสันติภาพทั่วโลก และกำหนดให้ ค.ศ. 2001-2010 เป็นทศวรรษสากลเพื่อวัฒนธรรมสันติภาพและความไม่รุนแรงเพื่อเด็กของโลกโดยมีจุดมุ่งหมาย 6 ประการ ดังนี้

1. ให้ความเคารพต่อชีวิตทั้งมวล เคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล โดยไม่แบ่งชนชั้นหรือลำเอียง

2. ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

3. แบ่งปันกับผู้อื่นอย่างมีน้ำใจ เพื่อขจัดการแบ่งแยก ความไม่ยุติธรรม และการกดขี่ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

5. สงวนรักษาผืนโลก ฝึกดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบและเคารพต่อทุกชีวิตในโลก เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติบนผืนโลก

4. รับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน เคารพเสรีภาพในการแสดงออก และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม

6. สร้างความสมานฉันท์ เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย และให้โอกาสทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะสตรี

             โดยจุดมุ่งหมายทั้ง 6 ประการ มีเป้าหมายให้ผู้คนในสังคมทุกกลุ่มอายุได้ตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพภายใน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมสันติภาพที่เกิดจากความสงบเงียบภายในจิตใจของแต่ละคน เพื่อให้เราได้รู้จักตนเองและแหล่งพลังชีวิตที่สามารถใช้ปัญญาเป็นเครื่องชี้นำทางในการขจัดทุกข์และสร้างสันติสุขให้แก่ตนเองรวมทั้งแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น

คำขวัญวันสันติภาพโลก

              นอกจากในวันนี้ของทุกปีจะเป็นวันที่ทุกคนหยุดใช้ความรุนแรง รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงความสำคัญแล้วนั้น ทางสหประชาชาติยังได้กำหนดคำขวัญในแต่ละปี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติอีกด้วย เช่น

           - ในปี 2007 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "สันติภาพ คือ เป้าหมายสูงสุดของสหประชาชาติ" (Peace is the United Nations' highest calling)

            - ในปี 2008 สำนักงานสหประชาชาติ ในติมอร์-เลสเต ได้ตั้งคำขวัญสำหรับวันสันติภาพสากลในติมอร์-เลสเต ว่า "คุณทำอะไรเพื่อสันติภาพหรือเปล่า" (What are you doing for peace?)

              - ในปี 2009 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "เราต้องปลดอาวุธเพื่อทำเครื่องหมายสู่การนับถอยหลัง 100 วัน ซึ่งนำไปสู่วันสันติภาพสากลที่ 21 กันยายน" (WMD-We Must Disarm to mark the 100-day countdown which lead to the International Day of Peace on 21 September)

               - ในปี 2010 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "สันติภาพ = ในอนาคต, คณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย"(Peace=Future, The math is easy)

            - ในปี 2011 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "สันติภาพและประชาธิปไตย : ทำให้เสียงของคุณได้ยิน"(Peace and Democracy : make your voice heard)

               - ในปี 2012 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน" (Peace and Democracy : make your voice heard)

              - ในปี 2014 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "สิทธิของประชาชนเพื่อสันติภาพ" (Right of Peoples to Peace)

         - ในปี 2015 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "ความร่วมมือเพื่อสันติภาพและศักดิ์ศรีเพื่อทุกคน" (Partnerships for Peace - Dignity for All)

               - ในปี 2016 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า "The Sustainable Development Goals : Building Blocks for Peace" 
 

21 กันยายน วันสันติภาพโลก International Day of Peace หรือ World Peace Day

สัญลักษณ์ของสันติภาพ 
          ภาพของนกพิราบคาบกิ่งมะกอก คงเป็นภาพที่หลายคนคงเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าภาพนกพิราบคาบกิ่งมะกอกนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์สากลของสันติภาพ เนื่องจากชาวตะวันตกเชื่อว่านกพิราบเป็นวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ตามพระคัมภีร์ไบเบิล และยังเป็นสัญลักษณ์ของนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนรวมทั้งแสดงถึงวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะนกพิราบมีความสามารถในการจดจำเส้นทางได้อย่างแม่นยำ ผู้คนจึงใช้นกพิราบในการสื่อสาร ส่วนกิ่งมะกอกเป็นสิ่งที่ชาวกรีกโบราณใช้ในพิธีสำคัญ เป็นมงกุฎสวมให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและมอบให้ผู้ชนะในการแข่งกีฬาโอลิมปิกอีกด้วย

          เมื่อได้รับรู้ถึงความสำคัญของวันสันติภาพโลกกันไปแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ 21 กันยายน ทุกคนควรตระหนักและหยุดใช้ความรุนแรง หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโดยใช้เวลาเพียง 1 นาที หยุดนิ่งให้กับความสงบ เพื่อระลึกถึงสันติภาพของโลก รวมทั้งเพื่อให้ตัวเองได้รับรู้ถึงความสงบในจิตใจ รับรู้ความต้องการของตนเองเพื่อเป็นพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป 


กิจกรรมในวันสันติภาพโลก
           ในวันที่ 21 กันยายนของทุกปี ยังมีกิจกรรมดี ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการหยุดใช้ความรุนแรง โดยมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้จัดกิจกรรมรณรงค์อ่านสารสันติภาพของผู้นำประเทศและเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และกิจกรรมยืนสงบนิ่งร่วมจิตอธิษฐานเป็นเวลา 1 นาที ในสถานศึกษาทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นการสร้างกระแสให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลก

 

สูตรสำเร็จของสันติภาพ...เริ่มจากสันติสุขที่ใจคุณ
         ความสุข คือสิ่งที่มนุษยชาติทุกคนต่างแสวงหา แม้จะมีนักปรัชญาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้นิยามของความสุขไว้หลายแนวคิดหรือหลายทฤษฎี แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความสงสัยใคร่รู้ ใคร่สัมผัส หรือได้พบกับสิ่งที่เรียกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ เราเชื่อว่า หากเราลองมองย้อนมาที่ตัวของแต่ละบุคคลแล้วจะพบว่า เราทั้งหลายล้วนประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เรียกว่า “กาย” และ “จิตใจ” แม้กายเราจะได้รับการสนองให้ได้ดื่ม ได้กิน ได้สัมผัสในสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากจิตใจยังวุ่นวายรุ่มร้อน ก็ยากจะเรียกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ หรือแม้จิตใจจะได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน กับเรื่องราวหรือสิ่งอันเป็นเครื่องบันเทิงใจ แต่หากร่างกายยังเจ็บ ยังถูกคุกคามด้วยโรคภัย ก็ยากจะเรียกว่าความสุขที่แท้จริงเช่นกัน

          แต่เมื่อใดที่เราได้เรียนรู้และปฏิบัติให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ มนุษย์จะสามารถค้นพบความสุขภายในตัวเองได้ และสามารถบอกกับตนเองว่าสิ่งนี้เองคือความสุขที่แท้จริง และการที่มวลมนุษยชาติทั้งหลาย ได้พบกับความสุขที่แท้จริง ได้พบกับความหมายของชีวิตที่สูงส่ง สามารถประพฤติปฏิบัติตนให้ดำเนินไปในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ตลอดจนการได้พบกับสันติสุขภายในตนเองอย่างถาวรของประชาชาติทั่วโลก คือรากฐานแห่งสันติภาพอันเป็นเป้าหมายที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์กำลังมุ่งมั่นสร้างสรรค์ให้ปรากฏให้เป็นจริง  

 

สันติสุขภายใน จะแผ่ขยายสู่สันติภาพภายนอก
         จากหลากหลายความคิดที่วุ่นวายแล้วเริ่มหายไปเหลือเพียงหนึ่ง และในที่สุดความรู้สึกได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับความสว่างของดวงแก้วใสกระจ่างในกลางกาย เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณก็จะพบกับความสุขสงบอันบริสุทธิ์และเป็นความสุขที่คุณสัมผัสได้ด้วยตัวคุณเอง และสามารถบอกได้อีกว่าเป็นความสุขที่ใครๆก็ทำได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีเชื้อชาติ ภาษาหรือยังนับถือความเชื่อในศาสนาใด เพราะนี่เป็นความสุขสากลของมนุษยชาติ และเป็นความสุขที่ไม่ต้องไปแสวงหาหรือไขว่คว้ามาจากสิ่งภายนอก และที่สำคัญคือ มนุษย์ต่างล้วนมีกายและใจเหมือนกันทั้งโลก ขอให้ได้ลงมือทำเท่านั้น แต่ละชีวิตจะเริ่มรู้ “ใจ” ตัวเอง และรู้จักการควบคุม “ใจ”ตนเองให้มีการแสดงออกในสิ่งที่ดีงามและเหมาะสม นอกจากนี้ ย่อมจะเกิดความเข้าใจในความรู้สึกของคนอื่น รู้จักยับยั้งชั่งใจ แยกแยะได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด และอะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว และถ้าหากคนในครอบครัว ในสังคม และทั่วทั้งโลกได้ลองฝึกฝนเช่นนี้แล้ว ทุกคนก็จะสัมผัสและบอกกับตนเองว่านี่คือความสุขที่แท้จริง สิ่งนี้มิใช่หรือที่เรียกว่า “สันติสุขภายใน” ที่จะทำให้เกิด “สันติภาพภายนอก” อันเป็นสันติภาพบริสุทธิ์ที่มิใช่ได้มาด้วยการใช้กำลังอาวุธ หรือการมีชัยชนะจากสงคราม

 

มโนปณิธานสานสันติธรรม นำสู่สันติสุข
        บทฝึกใจดังได้กล่าวมาในเบื้องต้น ก็คือการปฏิบัติ "สมาธิ (Meditation)” อันเป็นแนวทางที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพแก่สังคมมนุษย์ได้ สิ่งนี้เองเป็นมโนปณิธานหลวงพ่อธัมมชโย ที่ปรารถนาจะนำเอาวิธีการปฏิบัติสมาธิออกเผยแผ่ให้ชาวโลกได้ค้นพบความมหัศจรรย์ในตัวของแต่ละคน เพราะความรู้ดังกล่าวนี้ มิใช่เป็นทฤษฎีที่เพ้อฝัน แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง และสามารถเห็นผลได้จริง และนำไปสู่สันติภาพได้จริง เพราะใจของมนุษย์นั้นมีอานุภาพอย่างมหาศาล แต่ตราบใดที่ใจของมนุษย์ ยังถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง เมื่อนั้น มนุษย์ก็ย่อมที่จะต่อสู้ แก่งแย่งและเบียดเบียนมนุษย์ด้วยกัน ดังเช่นในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวลมนุษย์ชาติในประเทศต่าง ๆ มักจะพบว่ามีแต่ความขัดแย้งและสงครามมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย อะไรเล่า เป็นสาเหตุที่แท้จริงของสงครามและการทำลายโลก ถ้าไม่ใช่ “ใจ” ของมนุษย์ที่ยังไม่พบแหล่งแห่งสันติสุข อันจะก่อให้เกิดสันติภาพแก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ใจของมนุษย์เรานั้น สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งสงครามและสันติภาพได้ ถ้าใจของผู้คนเต็มไปด้วยความเร่าร้อน อันเกิดจากความโลภ ความโกรธ หรือความหลงก็ตาม ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นชนวนของความขัดแย้งก็เกิดขึ้น สงครามและการต่อสู้ที่ระเบิดมาทางปากกระบอกปืนซึ่งระบาดไปทั่วโลกและทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของชีวิต ล้วนเริ่มต้นจากไฟในใจคน เปรียบเสมือนประกายไฟของหัวไม้ขีดก้านเล็กๆที่ลุกลามเผาไหม้บ้านเมืองให้ย่อยยับได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อใดที่ใจของเหล่ามวลมนุษย์สงบเยือกเย็น เต็มเปี่ยมไปด้วยสติและปัญญา ความสุขที่ไม่มีประมาณย่อมก่อเกิดขึ้น ยังผลเป็นสันติภาพที่แวดล้อมตัวบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และประชาคมโลก กลายเป็นสันติภาพโลกที่เกิดขึ้นจากสันติสุขภายใน เพราะฉะนั้น ใจจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่อาจนำมาได้ทั้งสงครามโลก หรือสันติภาพโลก เฉกเช่นเดียวกัน”
 

จะดีกว่าไหม..? หากโลกนี้ยังมีความเชื่อที่แตกต่าง
แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข...
สมานฉันท์ และมีความเอื้ออาทรต่อกันตลอดไป
รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ใจเป็นเหตุ
เมื่อเกิดตรงไหน ก็ต้องแก้ตรงนั้น
เมื่อปัญหาเริ่มที่ใจ ก็ต้องไปแก้ที่ใจ
ต้องแก้ด้วยวิธีที่ลัด ตรง และเร็วที่สุด ก็คือ การเจริญสติปัฏฐาน 4
สิ่งที่ยากที่สุด แก้ได้ด้วยวิธีง่ายที่สุด
“สันติภาพภายนอกเริ่มจากสันติสุขภายใน”