เกณียานุโมทนาคาถา

วันที่ 26 ตค. พ.ศ.2560

เกณียานุโมทนาคาถา

(พระสงฆ์เป็นประมุขแห่งบุญ)

๑๑ เมษายน ๒๔๙๗

นโม.....

อคฺคิหุตฺตํ มุขา ยญฺญา.....

 

                      พระคาถานี้กล่าวปรารภเปรียบเทียบในทางโลกและทางธรรม ให้พวกเราเข้าใจในทางบำเพ็ญทานการกุศล

                      อคฺคิหุตฺตํ  ยัญทั้งหลาย มีไฟเป็นหัวหน้า

                            สาวิตติฉันท์ เป็นคัมภีร์ของฉันทศาสตร์ทั้งหลาย

                            พระเจ้าแผ่นดิน เป็นประมุขของมนุษย์ทั้งหลาย

                            สมุทรสาคร เป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย

                            ดวงจันทร์ เป็นประมุขของดวงดาวนักษัตทั้งหลาย

                            ดวงอาทิตย์ เป็นประมุขของสิ่งที่มีความร้อนทั้งหลาย

ขยายความ

หมวดของความเป็นประธานในทางโลกและทางธรรมที่มนุษย์มักไม่เข้าใจ มี ๖ ประการ คือ

                     ๑. ไฟ เป็นประธานในการบูชา เมื่อติดไฟขึ้น จึงถือว่าเริ่มการบูชา

ยัญแปลว่า การบูชา หรือเซ่นสรวง มีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น

ธมฺโม ปทีโป วิย แปลว่า "ธรรมนั้นเหมือนไฟ"

มีไฟปรากฏขึ้นฉันใด ธรรมก็ปรากฏ ฉันนั้น

                     "เราเป็นพุทธศาสนิกชน ไฟที่ติดอยู่นี่เหมือนธรรมจริงๆ หนา ดับไปเสีย ไม่มีม่เห็น มีไฟจุดขึ้นปรากฏฉันใด ธรรมก็ปรากฏฉันนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นขึ้น เห็นทีเดียว ธรรมใสสว่างกระจ่างชัชวาลทีเดียว"

                     ธรรมเป็นดวง ดวงเล็กใหญ่ตามส่วนของกายต่างๆ ถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตละเอียด ๒๐ วา กลมรอบตัว กว้างออกไปเหลือประมาณ เหมือนไฟในโลกที่มากน้อยตามเชื้อที่คนจุดหรือธรรมชาติในป่า

                      "ดวงธรรมที่เป็นฝ่ายพระน่ะใสสะอาดสว่าง เป็นธรรมไปหมด ดวงบาป ดวงธรรมโตเท่าไรดวงบาปก็โตเท่านั้น ดวงธรรมเล็กเท่าไรดวงบาปก็เล็กเท่านั้น"

                      "เมื่อเราจุดไฟเวลาใด ก็นึกถึงธรรมเวลานั้น ว่าอ้อดวงไฟที่ปรากฏขึ้นนี้ที่เรา นับถือธรรม แสวงหาธรรม เรายังไม่เป็นธรรมที่เรายังไม่เป็นยังไม่เห็นปรากฏก็ให้กำหนดรู้เหมือนไฟอย่างนี้แหละ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปได้ ถ้าเกิดขึ้นสว่างดีดับวูบไปเดี๋ยวนั้นก็ได้ เกิดขึ้นสว่างดีค่อยๆ ดับไปก็ได้ เกิดขึ้นแล้วไม่ดับติดจนกระทั่งสำเร็จก็ได้"

                       ไฟมีทั้งคุณและโทษถึงมอดไหม้ ธรรมก็เช่นกัน ใช้ดีถึงนิพพาน ถ้าประพฤติผิดธรรมทำไม่ดี ก็ไปถึงโลกันต์ได้

                       สรุป ทางความเชื่ออื่น การบูชามีไฟเป็นประธาน

                       ทางพุทธศาสนา มีธรรมเป็นประธาน

                        ๒.สาวิตติศาสตร์ เป็นคัมภีร์ใหญ่สุดของพราหมณ์ คัมภีร์อื่น เช่น ฉันทศาสตร์ ถือเป็นรอง ส่วนในทางพระพุทธศาสนาคัมภีร์ปรมัตถปิฎกถือเป็นคัมภีร์สูง เป็นประธานของพระวินัยพระสูตรทั้งหมด

                        ๓. พระราชา เป็นประมุขของพสกนิกร ใครๆ ต้องนับถือทั้งนั้นเพราะพระเจ้าแผ่นดินสั่ง ลงโทษได้

                       ๔. สมุทรสาคร หรือมหาสมุทร เป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย แม่น้ำน้อยใหญ่ย่อมไหลไปรวม ที่นั่น เหมือนกับที่สัตว์โลกเกิดมาแล้ว ไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ในสมุทัยสัจ คือทั้งหญิงชาย รวมอยู่ในกามทั้งนั้น กามบังคับป่นปี้ ทั้งรบราฆ่าฟัน และเวียนว่ายตายเกิด

                       "ในสากลโลกหมดทั้ง กามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ใน สมุทัยทั้งนั้น ข้ามพ้นสมุทัยไปไม่ได้ สมุทัยเป็นคู่กับพระนิพพาน ถ้าพ้น สมุทัยก็ไปนิพพาน เหมือนแม่น้ำทั้งหลาย ถ้าตกลงมาแล้วจะไปไหนไม่ได้ ต้องไปขังอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั่น"

                      ๕. พระจันทร์เป็นประมุขของดาวทั้งหลายในเวลากลางคืน

                       "ดวงจันทร์ทำแสงสว่างให้สำคัญลบดวงดาวหมดั้งสิ้นฉันใดก็ดี ดวงที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดเหล่านี้ ก็มีดวงธรรมอีกสำหรับแก้ไขให้สัตว์โลกพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดวงธรรมใหญ่เป็นลำดับจนกระทั่งดวงของพระอรหัตใหญ่วัดผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว ว่างหมดทั้งธาตุทั้งธรรม จะดูอะไรเห็นหมดฉันใด ดวงที่เป็นบาปอกุศลมีมากเท่าใดก็ถูกดวงธรรมที่ใหญ่เช่นนั้นครอบงำหมดดวงธรรมที่ย่อยๆทำอะไรไม่ได้ เหมือนดวงดาวทำอะไรไม่ได้ ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวทั้งหลาย ดวงธรรมที่ดีที่สุด ที่ใหญ่ก็เป็นประมุขของดวงบาปทั้งหลายเหล่านี้ ดวงธรรมย่อยๆทำอะไรไม่ได้สู้ดวงที่ใหญ่ไม่ได้ พาสัตว์ให้ข้ามพ้นจาก สมุทัยได้"

                       ๖. แสงอาทิตย์ เป็นหัวหน้าของแสงร้อนทั้งหมด จนสามารถเกิดไฟบรรลัยกัล ดิน น้ำ ลมไฟ อากาศไหม้หมด อากาศหยาบหรืออากาศละเอียดร้อนหมดด้วยอำนาจดวงอาทิตย์ฉันใด พระสงฆ์ก็ได้ชื่อว่าเป็นประมุขของบุญทั้งหมด ฉันนั้น

                       "พบพระพุทธศาสนา พบพระสงฆ์เข้าแล้วบุญลาภอันล้ำเลิศ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทีเดียว"เพราะพระสงฆ์เป็นประมุขของบุญทั้งหมด

                        "ให้อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจ ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระสงฆ์เข้าแล้ว ตัวบุญละต้องการอื่นไม่สมความมุ่งหมายที่มาพบละ หรือไม่ฉะนั้น เป็นบุรุษเราก็จะบวชเป็นพระสงฆ์บ้าง เราจะบำเพ็ญกิจของพระสงฆ์ให้เต็มที่ ถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ครองเรือนเล่า เราจะต้องบริจาคทานให้เป็นที่เป็นฐานทีเดียว มาพบบุญอันล้ำเลิศอันประเสริฐแล้ว เป็นประมุขของบุญทั้งหมดแล้ว"