กัณฑ์ที่ ๒๕ เกณิยานุโมทนาคาถา

วันที่ 19 มค. พ.ศ.2561

กัณฑ์ที่ ๒๕
เกณิยานุโมทนาคาถา

มรดกธรรม , พระมงคลเทพมุนี , ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี , สด จนฺทสโร , หลวงปู่วัดปากน้ำ , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สด มีแก้วน้อย , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , วัดปากน้ำ , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , สมาธิ , กัณฑ์ , ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด , คำสอนหลวงปู่ , หลวงพ่อสดเทศน์ , เทศนาหลวงพ่อสด , พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี , พระผู้ปราบมาร , ต้นธาตุต้นธรรม , พระเป็น , อานุภาพหลวงพ่อสด , เทปบันทึกเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำ , พระของขวัญ , ทานศีลภาวนา ,  เกณิยานุโมทนาคาถา , กัณฑ์ที่ ๒๕ เกณิยานุโมทนาคาถา

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ ครั้ง)

อคฺคิหุตฺตํ

สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ

ราชา มุขํ มนุสฺสานํ

นทีนํ สาคโร มุขํ

นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท

อาทิจฺโจ ตปตํ มุขํ

ปุญฺญมากงฺขมานานํ

สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ

ภณิสฺสา มยํ คาถา

กาลทานปฺปทีปิกา

เอตา สุณยฺตุ สกฺกจฺจํ

ทายกา ปุญฺญกามิโนติ ฯ

 

                ณ  บัดนี้  อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา  เฉลิมเพิ่มเติมศรัทธา  ประดับสติปัญญาของท่านพุทธบริษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้  เพื่อทำธรรมสวนกิจใจสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า วันนี้จะแสดงด้วย เกณิยานุโมทนาคาถา เครื่องกล่าวปรารภทั้งทางโลกและทางธรรม และทางบำเพ็ญทานการกุศล แต่ว่าเราท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชชิต เป็นพุทธศาสนิกชนตั้งอยู่ในภูมิพื้นของปุถุชน ต้องจำข้อสำคัญที่ขบขันไว้ในมนุษย์ดลกนั้นก่อน เพราะว่าเราท่านทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่รู้จดหมายใจดำของการบูชาไม่รุ้จักจุดหมายใจดำของคัมภีร์แห่งโลก ไม่รู้จุดหมายใจดำของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของแม่น้ำสมุทรสาคร ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของดวงจันทร์ ไม่รู้จักจุดหมายใจดำของดวงอาทิตย์เรื่องนี้ใน ๖ ข้อนี้ควรตั้งใจสดับต่อไป ตามวาระพระบาลีว่า

     อคฺคิหุตฺตํ มุขา ยญฺญา         ยัญทั้งหลายมีไฟเป็นหัวหน้า
     สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ              สาวิตติฉันท์ เป็นคัมภีร์ของฉันทศาสตร์ทั้งหลาย
     ราชา มุขํ มนุสฺสานํ              พระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิกรทั้งหลาย
     นทีนํ สาคโร มุขํ                   สมุทรสาครเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย
     นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท           ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวนักขัตทั้งหลาย
     อาทิจฺดจ ตปตํ มุขํ                ดวงอาทิตย์เป็นประมุขของสิ่งที่มีความร้อนทั้งหลาย สิ่งที่ร้อนทั้งหลายหรือว่าความร้อนทั้งหลายสู้แสงอาทิตย์ไม่ได้

                ใน ๖ ข้อนี้จะอรรถาธิบายต่อไป ให้เข้าเนื้อเข้าใจ การบูชาทั้งหลายในสากลโลก พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นในโลกเขาก็มีการบูชากัน บูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะไม่เกิดขึ้นก็มีการบูชากัน คำที่เรียกว่ายัญน่ะแปลว่า การบูชา หรือเซ่นสรวงต่าง ๆ ที่ปรากฏทำกันอยู่ นานาประเทศจะเซ่นสรวงบูชายัญต่างๆ ต้องมีไฟเป็นหัวหน้าทั้งนั้น ต้องมีไฟเป็นประธาน เมื่อติดไฟขึ้นละก็เริ่มบูชากันละ ถ้าว่ายังไม่ติดไฟก็ยังไม่บูชาจะจัดการบูชา จัดอย่างไรจัดไป ถ้ายังไม่ติดไฟยังไม่เริ่มบูชา ต้องติดไฟขึ้นจึงเริ่มบูชา นี่ไฟเป็นข้อสำคัญอยู่เมื่อเราบูชามีไฟเป็นประมุข มีไฟเป็นประธานเช่นนี้ เราจะคิดอ่านว่ากระไรใจการบูชา เราเป็นพุทธศาสนิกชนก็คงไม่รู้ ก็คงจุดไปตามประเพณีดังนั้น ข้อสำคัญนักเรื่องไฟน่ะ ดูก็ปรากฏเห็นด้วยตา หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา ไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้ วอดวานกันนับคณนาไม่ถ้วน ไฟน่ะสำคัญอย่างนี้ บาลียืนยันกล่าวว่า ธมฺโม ปทีโป วิย ว่าธรรมนั่นเหมือนไฟ เมื่อจุดไฟขึ้นแล้วละก็ เราเป็นพุทธศาสนิกชน ไฟที่ติดอยู่นี่เหมือนธรรมจริง ๆ หนา ดับไปเสียไม่มีไม่เห็น มีไฟจุดขึ้นปรากฏฉันใด ธรรมก็ปรากฏฉันนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นขึ้น เห็นทีเดียวธรรม ใสสว่างกระจ่างชัชวาลทีเดียว ถ้าว่าไม่เป็นก็ไม่เห็นปรากฏเหมือนไม่มี เมื่อเป็น เข้าเห็นรากฎทีเดียว

                 ธรรม เป็นดวง เป็นดวงเหมือนกัน เป็นดวงใหญ่เล็กตามส่วน ดวงอย่างขนาดเล็กก็มี ดวงขนาดใหญ่ก็มี ขนาดกลางก็มี มีดวงเหลือที่คณานับ ในเรื่องดวงธรรม

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์                  ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้านั่นดวงธรรม

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด       ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสอีก

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์                    ๓ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสอีกเหมือนกันแบบเดียวกันใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด         ๔ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม               ๕ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด    ๖ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม              ๗ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด  ๘ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสหนักขึ้นไป

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม                     เท่าหน้าตักของธรรมกาย หน้าตักธรรมกายกว้างแต่ไหนดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็ใหญ่แค่นั้น

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด         ๕ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว นั่นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา              ๕ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด   ๑๐ วา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา          ๑๐ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียด  ๑๕ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา            ๑๕ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด     ๒๐ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต                    ๒๐ วา กลมรอบตัว

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตละเอียด        ๒๐ วา กลมรอบตัว กว้างหนักออกไปหนักออกไปนี่ดวงธรรมใหญ่อย่างนี้


               ดวงไฟล่ะ ดวงไฟฟ้าใหญ่เล็กตามส่วน เห็นไหมล่ะ ดวงไฟฟ้าใหญ่เล็กตามส่วน ครานี้เห็นแล้วดวงไฟทำให้เล็กให้โตได้อย่างนี้ แล้วแต่มนุษย์จัดสรรทำขึ้น ไฟที่ไหม้ป่ามนุษย์ไม่ได้ทำ ไหม้ขึ้นเองลุกช่วงโชติไปหมด แล้วแต่เชื้อมากน้อย เชื้อมากลุกมาก เชื้อน้อยลุกน้อย ลุกันจนกระทั่งไฟบรรลัยกัลป์ ลุกเต็มโลก ใหญ่โตมโหฬารอย่างนั้น ดวงธรรมเล่าก็อย่างนั้นเหมือนกัน ดวงธรรมที่เป็นฝ่ายพระน่ะใสสะอาดสว่างเป็นธรรมไปหมด ดวงบาป ดวงธรรมโตเท่าไรดวงบาปก็โตเท่านั้น ดวงธรรมเล็กเท่าไรดวงบาปเล็กเท่านั้นนี่เป็นดวงๆ เหมือนกัน ธมฺโน ปทีโป วิย ธรรมเหมือนไฟ เมื่อเราจุดไฟเวลาใดก็นึกถึงธรรมเวลานั้น ว่าอ้อดวงไฟที่ปรากฏขึ้นนี้ ที่เรานับถือธรรมแสวงหาธรรม เรายังไม่เป็นธรรมที่เรายังไม่เป็นยังไม่เห็นปรากฏ ก็ให้กำหนดรู้เหมือนไฟอย่างนี้แหละ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปได้ ถ้าเกิดขึ้นสว่างดีดับวูบไปเดี๋ยวนั้นก็ได้ เกิดขึ้นสว่างดีค่อย ๆ ดับไปก็ได้ เกิดขึ้นแล้วไม่ดับติดจนกระทั่งสำเร็จก็ได้ อย่างนี้ ดวงไฟเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการบูชาทั้งหลายมีไฟเป็นประมุขมีไฟเป็นหัวหน้า

              ไฟเมื่อจุดขึ้นแล้วให้นักถึงว่าไฟให้ความสว่างให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก ใช้ถูกส่วนเข้าแล้วให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากนัก หุงต้มปิ้งจี่ได้ตามความปรารถนา ต้องการสิ่งใดได้ต้องตามความปรารถนาจะให้เป็นเรือยนต์เรือบินได้สมมาดปรารถนา ใช้ไฟได้ดังนี้ ถ้าใช้ไม่ดีไหม้บ้านไหม้ช่องก็ได้ ธรรมเหมือนกันถ้าใช้ดีก็วิเศษวิโสนักทีเดียว ให้สำเร็จมรรคผลตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปกาน ไปนิพพานได้สมเจตนา ถ้าทำไม่ดีก็คร่าไปโลกันตร์เหมือนกัน ไปตกโลกันตร์เหมือนพวกมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ประพฤติธรรมไม่ดีไม่ถูก ผิดธรรมไป ไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหมือนพระเทวทัตปฏิบัติธรรม ทำพลาดธรรมไป ไปอยู่ในอวจีพลาดธรรมไปอเวจีเหมือนกันผิดธรรมไป ถ้าว่าถูกธรรมดีแล้วละก็ ธรรมนั้นส่งให้รุ่งโรจน์โชตนาการ หาประมาณมิได้ทีเดียวธรรมน่ะ ถ้าจะกล่าวถึงส่วนแล้วละก็ ที่เรียกว่าการบูชาไฟ การบูชาไฟเป็นประมุข มีไฟเป็นหัวหน้าการปฏิบัติศาสนาก็ มีธรรมเป็นประมุข มีธรรมเป็นหัวหน้าเหมือนกัน แบบเดียวกัน เหตุนี้เราปฏิบัติศาสนาต้องมีธรรมเป็นหัวหน้า ต้องมีธรรมเป็นประธาน ถ้าอยู่ในโลก การบูชาทั้งหลายเหล่านั้นมีไฟเป็นหัวหน้ามีไฟเป็นประธาน แบบเดียวกันดังนี้ เมื่อรู้หลักดังนี้ นี่ข้อต้น

                  ข้อที่ ๒ รองลงไป สาวิตฺติ ฉนฺทโส มฺขํ สาวิตติศาสตรเรื่องนี้ เป็นคัมภีร์ของพราหมณ์เขา สาวิตติศาสตร์นี่แหละเป็นคัมภีร์สำคัญของเขา ถ้าเรียนจบคัมภีร์สาวิตติศาสตร์แล้วละก็เป็นโปรเฟสเซอร์ อาจารย์อย่างใหญ่ทีเดียว เป็นครูอาจารย์อย่างใหญ่ทีเดียว คัมภีร์อื่น ๆ ที่รองลงไปก็ฉันทศาสตร์ รองสาวิตติศาสตร์ลงไป แต่ว่าคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่งจะท่วมทับคัมภีร์สาวิตติศาสตร์นั้นไม่ได้ สาวิตติศาสตร์ต้องเป็นคัมภีร์ใหญ่เหมือนธรมมวินัยไตรปิฎกขอเรา คัมภีร์พระวินัยปิฎก คัมภีร์สุตตันตปิฎกก คัมภีร์ปรมัตถปิฎก ในปิฎกกทั้ง ๓ ปรมัตถปิฎก เป็นคัมภีร์สูงเป็นประธานหมดของพระวินัยพระสูตร ฉันใดก็ดีคัมภีร์อื่นต้องรวมลงในสาวิตติศาสตร์ท้งนั้น เมื่อถึงสาวิตติศาสตร์แล้ว เป็นความรู้สุดสายของโลกเขา มีแค่นั้นแหละให้รู้จักอย่างนี้ นี่เป็นข้อที่ ๒

           ข้อที่ ๓ ราชา มุขํ มนุสฺสานํ พระราชาพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิกรทั้งหลาย หมดประเทศไทย หมดทุก ๆ ประเทศ พระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขของมนุษย์นิการหมดทั้งประเทศ หมดทั้งประเทศต้องบูชาพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น ต้องเคารพพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น ต้องนับถือพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น ต้องยำเกรงพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินนั้นเป็นหปรุมุขเป็นหัวหน้า ถ้าว่าใครไม่ให้สิทธิ์ต่อพระเจ้าแผ่นดินลุอำนาจพระเจ้าแผ่นดิน ดูถูกพระเจ้าแผ่นดินไม่ประพฤติดี ประพฤติผิดบทกฎหมายของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องจับใส่คุก พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องลงโทษตัดศีรษะ ทำได้อย่างนี้แล้วไม่มีใครว่ากะไร จะตัดศีรษะอย่างไรก็ตามชอบใจ นี่เป็นใหญ่กว่านิกรมนุษย์ทั้งหลาย อย่างนี้หมดทั้งประเทศพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุข พระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า พระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน นี่เป็นข้อที่ ๓ 

             ข้อที่ ๔ นทีนํ สาคโร มุขํ สมุทรสาครเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย แม่น้ำน้อยใหญ่ มีมากน้อยเท่าใดในกลกโลกธาตุ เมื่อฝนตกลงแล้วก็ท่วมล้นไปตามหน้าที่ เมื่อเต็มแม่น้ำน้อยก็ไหลไปแม่น้ำใหญ่ เมื่อเต็มแม่น้ำใหญ่ก็ต้องไหลไปสู่สมุทรสาครทะเลใหญ่โน่น ทะเลใหญ่นั่นแหละเป็นประมุขของแม่น้ำทั้งหลาย แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปรวมที่นั่น เมื่อรู้จักน้ำสมุทรสาครดังนี้แล้วละก็ สัตว์ทั้งโลกจะเป็นหญิงก็ดี ชายก็ดี ในกามภพนี้ รวมอยู่ในกามทั้งนั้น กามบังคับป่นปี้ ทั้งหญิงทั้งชายกิเลสกาม วัตถุกามบังคับป่นปี้ทีเดียว ให้ติดอยู่ในกิเลสกามบ้าง วัตถุกามบ้าง ร้องไห้ร้องครางไปต่าง ๆ นานา รบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันเพราะกิเลสดุกามเหล่านี้แล หมกอยู่ในกามนี้ นี่แหละฉันใด สมุทรสาครให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยได้ตามความปรารถนา กามสมุทัยสัจ ที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิด นี่ตัวสมุทัยแท้ ๆ ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดนั้น เป็นใหญ่สำคัญ ในสากลโลกหมดทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ในสมุทัยทั้งนั้น ข้ามพ้นสมุทัยไปไม่ได้ สมุทัยเป็นคู่กับพระนิพพาน ถ้าพ้นสมุทัยก็ไปนิพพาน เหมือนแม่น้ำทั้งหลาย ถ้าตำลงมาแล้วจะไปไหนไม่ได้ ต้องไปขังอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั่น ติดมหาสมุทรนั่นแหละไม่ไปไหน สัตว์โลกเกิดมาแล้วไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ในสมุทัยสัจนั้น ให้รู้จักที่สำคัญอย่างนี้ เมื่อรู้จักที่สำคัญอย่างนี้ เป็นข้อที่ ๔

               ข้อที่ ๕ นกฺขตฺตานํ มุขํ มนฺโท พระจันทร์เวลากลางคืนขึ้นเป็นประมุขของดาวนักขัฤกษ์ทั้งหลาย ดาวมีมากน้อยเท่าใดในท้องฟ้า ดาวย่อมเป็นรางดวงจันทร์ ดวงจันทร์เป็นใหญ่กว่า ดวงดาทั้งหมดม่มากน้อยเท่าใด ดวงจันทร์เป็นสำคัญกว่า แสงสว่างก็มากกว่า ดวงดาวมีมากน้อยเท่าใด จะรวมเท่าใดก็ไม่เท่าด้วจันทร์ ดวงจันทร์สำคัญกว่า ดวงจันทร์สว่างกว่า เมื่อรู้จักหลักอันนี้ ดวงจันทร์ทำแสงสว่างให้สำคัญกลดวงดาวหมดทั้งสิ้นฉันใดก็ดี ดวงที่ให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดเหล่านี้ ก็มีดวงธรรมอีกสำหรับแก้ไขให้สัตว์โลกให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดวงธรรมใหญ่เป็นลำดับจนกระทั่งดวงของพระอรหัต ให้ดูวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว สว่างหมดทั้งธาตุทั้งธรรม จะดูอะไรเห็นหมด ฉันใด ดวงที่เป็นบาปอกุศลมีมากเท่าใดก็ถูกดวงธรรมที่ใหญ่เช่นนั้นครอบงำหมด ดวงธรรมที่ย่อย ๆ ทำอะไรไม่ได้ เหมือนดวงดาวทำอะไรไม่ได้ ดวงจันทร์เป็นประมุขของดวงดาวทั้งหลาย ดวงธรรมที่ดีที่สุด ที่ใหญ่ก็เป็นประมุขของดวงบาปทั้งหลาย เหล่านี้ ดวงธรรมย่อม ๆ ทำอะไรไม่ได้ สู้ดวงที่ใหญ่ไม่ได้ พาสัตว์ให้ข้ามพ้นจากสมุทัยนี้ นี่ก็เป็นข้อสำคัญ เป็นข้อที่ ๕

                ข้อที่ ๖ อาทิจฺโจ ตปตํ ความร้อนของดวงอาทิตย์ แสงร้อนอื่นหมดทั้งสากลโลกไม่เท่าทันแสงอ่อนดวงอาทิตย์ จนกาะทั่งไฟบรรลัยกัลป์ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศเหล่านี้ ไหม้บรรลัยหมด อากาศก็ทนไม่ไหวอากาศหยาบหรืออากาศละเอียดเท่าใดก็ช่าง ร้อนหมดทั้งน้นด้วยอำนาจดวงอาทิตย์ขึ้นหลายดวง ๆ เข้าที่ดวงเท่านี้เราก็ร้อนพอใช้อยู่แล้ว นี่แหละถ้าพูดถึงความร้อนดวงอาทิตย์ไม่มีอะไรเท่า

                 เราเป็นพุทธศาสนิกชน  หญิงก็ดี  ชายก็ดีทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า  เมื่อเราจะแสวงหาบุญกุศลในทางพุทธศาสนา จะบำเพ็ญในโลกกับเขา ถ้าไม่พบพุทธศาสนาไม่พบพระสงฆ์แล้ว เสียคราวเสียสมัยที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าว่าพบพระพุทธศาสนาพบพระสงฆ์เข้าแล้วบุญลาภอันล้ำเลิศ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทีเดียว แล้วจะต้องทำอะไรถ้าพบหมู่พระสงฆ์เข้าแล้ว เราเป็นบุญลาภอย่างไรล่ะ ก็มาพบพระสงฆ์เข้าแล้วนี้ เป็นบุญลาภอย่างไรล่ะ พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญนา ต้องการบุญเท่าไรก็โกยเอาซิ ตวงเอาซิ ตามความปรารถนา ปฏิบัติวัตรฐากเข้าซิจะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล มีบาลีบริหารรับสมอ้างว่า

              ปุญฺญมากงฺขมานานํ สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ พระสงฆ์นั้นแหละเป็นประมุขหรือเป็นหัวหน้าหรือเป็นประธานของมนุษย์นิกรทั้งหลาย ผู้ต้องการบุญบำเพ็ญทานอยู่ฉันนั้น ถ้าต้องการบุญบำเพ็ญทานละก็นี่ในพระสงฆ์นี่แหละเป็นลำคัญ ใหญ่โตหาที่เปรียบมิได้ บัดนี้เรามาพบหมู่พระสงฆ์แล้วคือ ภิกษุสามเณรทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นธงชัยของพระอรหัต เราได้บำเพ็ญบุญปรากฏอยู่ในบัดนี้ นี้เป็นประธานของบุญทีเดียว เป็นหัวหน้าของบุญทีเดียว เป็นประมุขของบุญทีเดียว รู้จักหลักอันแน่นอนแล้วให้อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจ ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระสงฆ์เข้าแล้ว ตัวบุญละต้องการอื่นไมสมความมุ่งหมายที่มาพบละ หรือไม่ฉะนั้นเป็นบุรุษเราก็จะบวชเป็นพระสงฆ์บ้าง เราจะบำเพ็ญกิจของพระสงฆ์ให้เต็มที่ ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ครอบเรือนเล่า เราจะต้องบริจาคทานให้เป็นที่เป็นฐานทีเดียว มาพบบุญอันล้ำเลิศอันประเสริฐแล้ว เป็นประมุขของบุญทั้งหมดแล้ว

                พระสงฆ์น่ะเป็นประมุขของบุญอย่างไร ?  พระพุทธเจ้าไม่เป็นประมุขของบุญหรือ? ไม่ยิ่งกว่าพระสงฆ์หรือ? พระสงฆ์เป็นประมุขของบุญยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่เกิดขั้นพระสงฆ์จะมีได้อย่างไร มีไม่ได้ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นก็มีพระสงฆ์ขึ้น พระสงฆ์นั่นแหละเป็นประมุขสำคัญ เมื่อพระผู้มีพระภาคมีพระขนม์อยู่นั้น พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีทอผ้าคู่หนึ่งไปถวายพระบรมศาสดา เพื่อจะให้พระองค์ทรงใช้ด้วยพระองค์เดียวสองเดียวสองผืน พระองค์เพื่อจะสงเคราะห์พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี เมื่อพระเจ้าแม่น้าหมาปชาบดีโคตมีทอผ้า เอาคู่ผ้ามาถวายแล้ว เมื่อประสูติจากพระมารดาได้เจ็ดวัน พระมารดาก็ทิวงคตไป พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีได้พิทักษ์รักษาเลี้ยงดูจนกระทั้งเติบโตมา เราจะสงเคราะห์พระเจ้าแม่น้ให้เป็นผู้มีบุญใหญ่กุศลใหญ่ รับคู่ผ้าของพระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี รับผืนเดียว รับสั่งให้ถวายพระสงฆ์เสียผืนหนึ่ง พระเจ้าแม่น้ามหาปชาบดีโคตมีไม่ปรารถนาจะถวายพระสงฆ์ ปรารถนาจะถวายแก่พระองค์เท่านั้น ทำอย่างประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง พระองค์ก็ไม่ทรงรับ แค่นสักเท่าไรก็ไม่ทรงรับ แค่นพระอานนท์ให้ช่วยแค่นพระบรมศาสดาให้ทรงรับทั้งสองผืนเถิด พระองค์ไม่ทรงรับอีก  จำเป็นต้องถวายเป็นของสงฆ์ไป เมื่อถวายป์นของสงฆ์ท่านก็รับเป็นลำดับ เฉพาะผ้าผืนนั้นไปถูกเอาอชิตภิกษุผู้บวชใหม่ พระเจ้าแม่น้าเสียพระทัย ถ้าว่าเราได้ทำโดยประณีตด้วยตนเอง ไปถูกกับภิกษุบวชใหม่หาสมควรไปพระองค์ทรงทราบพระอ้ธยาศัย ทรงเรียกพระอานนท์ให้นำเอาบาตรมา พระอานนท์ส่งบาตรให้ พระจอมไตรเขวี้ยงบาตรไปในอากาศ ให้ภิกษุสามเณรในที่นั้นไปนำเอาบาตรมาให้พระตถาคต ขว้างลับกลีบเมฆหายไปแล้วไม่รู้ไปทานไหน พระอรหันต์ท่านก็รู้ว่าปัญหานี้ผูกเพื่ออชิตภิกษุบวชใหม่โน้น ปุถุชนก็ไม่ว่าผูกเพื่อกระทำเพื่ออะไร จะเอาก็ไม่ได้ เหาะไปก็ไม่ได้ อชิตภิกษุบวชใหม่ยกมือขึ้นนมัสการ ด้วยบุญญาภินิหารที่ข้าพเจ้าสั่งสมอบรมมาแต่ชาติก่อน ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระศาสดาเอกในโลก เหมือนพระบรมศาสดานี้แล้ว ขอให้บาตรนั้นมาสู่หัตถ์ของข้าพเจ้าในบัดนี้ พอขาดคำอธิษฐานเท่านั้น บาตรก็กลับลอยลิ่วมาสู่หัตถ์อชิตภิกษุบวชใหม่ พอบาตรสู่หัตถ์ของอชิตภิกษุบวชใหม่ พระจอมไตรตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย รู้จักไหมนั่นน่ะ ภิกษุบวชใหม่นี้นคือใคร? ภิกษุตอบว่าไม่รู้จัก พระองค์ทรงรับสั่งว่า นั้นแหละนะ ภิกษุ ท. น้องชายเราตถาคต ไปในกายภาคข้างหน้าจะได้เป้นศาสดาเหมือนกับเราดังนี้แหละ พระเจ้าแม่น้าก็ดีอกดีใจ ปลี้มอกปลื้มใจว่าได้ทำด้วยความตรากตำลำบาก จำเดิมแต่จ้างให้ช่องทองตีทองทำเป็นอ่างกรุฝ้าย รดน้ำด้วยน้ำอันประณีต ด้วยน้ำหมอบ้าง ทำมาด้วยควาตรากตรำลำบาก สิ้นกาลช้านานกว่าจะได้ผ้าสองผืนต้องใจเอามาถวายพระบรมศาสดาสองผืน พระศาสดาได้เป็นศาสดในโลกนี้ ในปัจจุบันทันตาเห็น เราได้ถวายซึ่งผ้านี้แก่พระศาสดาผืนหนึ่ง และผ้าของเราอีกผืนหนึ่งเล่าถวายแกอชิตภิกษุบวชใหม่ จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคหน้า ที่ว่าเราถวายผ้ากับพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็ปานกัน ก็เลื่อมใสยินดีปรีดายิ่งนัก

              นี่พระศาสดาวางตำราไว้เป็นตัวอย่าง ถวายแก่พระองค์น่ะไม่อัศจรรย์ดอก ถวายพระสงฆ์นั่นแน่ ให้ถวายในหมุ่พระสงฆ์ พระสงฆ์ที่มาสวดมนต์ในวัดปากน้ำ ที่เป็นพระพุทธเจ้าในกายภาคข้างหน้าจะกี่องค์เราก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีมีบารมีแก่ ๆ สร้างมาหลายอสงไขยเราก็ไม่รู้ ไม่รู้ใครสร้างบารมีมาเท่าไรพระสงฆ์นั้นแหละเป็นประมุขของงบุญสำคัญ เป็นหัวหน้าของบุญสำคัญ เป็นตันของบุญสำคัญ ถ้าต้องการบุญก็ถวายในพระสงฆ์ ไม่เจาะจงภิกษุองค์หนึ่งองค์ใด มั่นหมายไปในหมู่พระสงฆ์ทีเดียว จะมีข้าวถ้วยปลาตัวก็ช่าง มีสิ่งอันใดก็ช่าง ก็ถวายพระสงฆ์ ให้ใจตรงเป็นกลาง ให้ทำดังนี้จะถูกบุญใหญ่ในพระพุทธศาสนาเมื่อรู้จักหลักอันนี้ 

                 ภณิสฺสม มยํ คาถา     เราจักสวดพระคาถา

                 กาลทานปฺปทีปิกา     เราจักสวดพระคาถาแสดงอานิสงส์ของการให้ตามสมัย

                 เอตา สุณนฺตุ สกฺกจฺจํ ทายกา ปุญฺญกามิโน     ทายกทายิกาทั้งหลายผู้ต้องการบุญ จงตั้งใจฟังพระคาถาทั้งหาบสืบต่อไปโดยความเคารพ คาถานี้แสดงตาม กาลทานสูตร เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทรงทอดพระกฐิน ณ สถานที่ใด สงฆ์ทุกวัดหมดประเทศไทยย่อมแสดงกาลทานสูตรนี้ถวานเป็นเบื้องหน้ากาลทานสูตรนี้เป็นทานสำคัญ ตามวาระพระบาลีว่า

กาเล ททนฺติ สปญฺญา วทญฺญา วิตมจฺฉรา
กาเลน ทินฺนํ อรเยสอุชุภฺเตสุ ตาทิสุ
วิปฺปสนฺนมนา ตสฺส วิปุลา โหติ ทุกฺขิฌา
เย ตตฺถ อนุโมทนฺติ เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺติ วา
น เตน ทกฺขิณา โอนา เตปิ ปุณณสฺส ภาคิโน
ตสฺมา ทเท อปฬปฏิวานจิตฺโต ยตฺถ ทินฺนํ มหาปฺผลํ
ปุญฺญานิ ปรโลกสุมิ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ

                 แปลเนื้อความเป็นสยามภาษาว่า ทายกทายิกาทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดพูด ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสแล้วในพระอริยบุคคล ในพระสงฆ์ เป็นผู้เลื่อมใสแล้วในพระงสฆ์ซึ่งเป็นผู้ที่ตรงคงที่ถวายทาน ทำให้เป็นทานที่ตนถวายแล้วโดยกาลสมัย ในกาลทักขิณาทานที่เข้าถวายนั้น ทกฺขิณา แปลว่าทานสมบัติเป็นเครื่องเจริญผล ทานที่ทายกถวานนั้นเรียกว่า ทักขิณา ทักขิณาของทายกนั้นย่อมเป็นคุณชาติมีผลไพบูลย์ ถวายในพระสงฆ์ สรรเสริญว่าทักขิณาทานที่ถวายในพระสงฆ์นั้นเป็นคุณชาติมีผลไพบูลย์ทีเดียว ผลสมบูรณ์ทีเดียว ถ้าว่าพูดถึงน้ำ เปี่ยมสระเปี่ยมมหาสมุทรเปี่ยมแม่น้ำทั้งนั้น ผลเต็มเปี่ยมไม่ขาดตกบกพร่องอันใด เพราะบริจากทานในเขตบุญทีเดียว

             ที่เราตั้งใจบริจากคทานบัดนี้ บริจากทานอยู่ในสงฆ์ บางท่านมีทานเล็กน้อย เข้าไปถวายองค์โน้นถวายองค์นี้ นั้นทำให้ผลน้องลงไป ถ้าทำให้ผลมาก มีน้อยเดียวก็ช่าง ผลไม้หน่อย กล้วยใบก็ช่าง มุ่งถวายพระสงฆ์ซิ ถวายพระสงฆ์น่ะถวายอย่างไร? เพราะว่า ในหมดทั้งสากลโลกมีเท่านั้น ก็ของถวายในสงฆ์หรือไม่ฉะนั้นตั้งใจอยู่ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพระอรหันต์ ผู้หนึ่งผู้ใดจะประพฤติตัวยให้เป็นพระอรหัตอรหันต์ต่อไป เป็นอายุพระศาสนา หมดทั้งสกลพุทธศาสนา จงรับทานของข้าพุทธเจ้าเถิด ถ้าว่าท่านเห็นองค์หนึ่งองค์ใดที่เป็นสามเณรก็ช่าง เป็นภิกษุก็ช่าง รูปพรรณลัณฐานเป็นชนิดใดก็ช่าง โอ ท่านองค์นี้ ๆ เป็นอรัตอรหันต์ละ ท่านองค์นี้แหละจะเป็นพระอรัตอรหันต์ต่อไป ท่านองค์นี้แหละเป็นอายุพระศาสนาละก็น้อมเคารพลักการะด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทีเดียว แล้วก็ถวายทานนั้นไป ทานนั้นก็ตกเป็นสังฆทานแท้ ๆ ได้ชื่อว่าถวายทานในสงฆ์แท้ ๆ นี้แหละถวาย มีอขงเล็กน้อยให้ถวายฉลาดอย่างนี้ ถ้าฉลาดอย่างนี้ก็เอาตัวรอดได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา

                ตสฺมา ทเท อปฺปฎิวานจิตฺโต ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ   เพราะเหตุนั้น  ทายกผู้มีจิตมิได้ท้อถอยว่าทายกผู้มีจิดมได้ย่อหย่อนท้อถอย ให้ในที่เช่นใดมีผลมาก ควรให้ในที่เช่นนั้น ให้ให้ฉลาดอย่างนี้ เป็นทายกต้องฉลาดโง่ไม่ได้ ถ้าว่าถวายเจาะจงเสีย ผลมันก็น้อยไป ถ้าฉลาดก็ถวายเป็นกลางอยู่รำไป ผลมันก็มากยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านจึงได้วางหลักฐานไว้ว่า ตสุมา ทเท อปฺปฏิวานจิตฺโต ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ เพราะเหตุนั้น ทายกผู้มีจิตมิได้ย่อหย่อนมมิได้ท้อถอย ให้ในที่เช่นใดมีผลมาก ต้องให้ในที่เช่นนั้น ให้ยืนยันอย่างนี้นะ

                 ปญฺญานิ ปรโลกสฺมิ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณีนํ      บุญย่อมเป็นที่ตั้งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้าในโลกนี้บุญก็เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายด้วย ไปในโลกเบื้องหน้าบุญก็เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้าด้วยอีกเหมือนกัน

                  เมื่อรู้จักหลักอันนี้มั่นละก็ ให้แน่นอนในใจของตัวพินิจพิจารณาไปว่า

การบูชาทั้งหลายมีไฟเป็นหัวหน้า

คัมภีร์ทั้งหลายมีสาวิตติฉันท์เป็นหัวหน้า

ประเทศทั้งหมดหมู่มนุษย์ทั้งหมดมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า

สมุทรสาคร แม่น้ำทั้งหมด บึงจะใหญ่กว้างสักเท่าใด ทะเลสาบสักเท่าหนึ่งเท่าใด มหาสมุทรสาครเป็นใหญ่เป็นหัวหน้า

ดวงดาวทั้งหลายมีดวงจันทร์เป็นหัวหน้า

แสงร้อนทั้งหมดมีแสงอาทิตย์เป็นหัวหน้าเป็นประมุข เมื่อรู้จักหลักดังนี้

การบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีพระสงฆ์เป็นหัวหน้า ให้รู้จักหลักดังนี้

             ที่จะให้เป็นสงฆ์ต้องให้เป็นกลาง ๆ นะ ได้ชื่อว่าวางหลักพระพุทธศาสนา  เพราะศาสนาของพระศาสดาจะทรงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยความเป็นกลาง ภิกษุสมาเณรบวชในพระธรรมวินัยประพฤติเป็นกลางปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนไม่เข้าข้างบุคคลผู้อื่น อุบาสกอุบาสิกา บริจาคทานในพระพุทธศาสนาให้ได้เป็นกลาง ไม่ค่อนข้างตนและหมู่ตนพวกตน ให้ให้เป็นกลางอย่างนั้น ได้ชื่อว่าบริจาคทานถูกทางสงฆ์ ถูกประมุขของบุญทีเดียว ถูกเป้าหมายของบุญทีเดียว ให้แน่แน่วในใจอย่างนี้ทุกถ้วนหน้านะ

                 ที่ได้ชี้แจงแสดงมาตามวาระพระบาลี  ในเกณิยานุโมทนาคาถา   ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสดฺถี ภวนฺตุเต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแต่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า สพฺพพุทฺธานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้าทั้งปวง สพฺพธมฺมานุภาเวน ด้วยอำนาจพระธรรมทั้งปวง สพฺพสงฺฆานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระสงฆ์ทั้งปวง  ปิฏกตฺตยานุภาเวน ด้วยอานุภาพปิฏกทั้งสามคือวินัยปิฏก สุตตันปิฏก ปรมัตถปิฏก ชินสาวกานุภาเวน ด้วยอานุภาพสาวกของท่านผู้ชนะมาร จงดลบรรดาสุขสวัสดิ์ ให้เกิดมีในขันธ์ปัญจก แห่งท่านผู้ทานิสสราธิบดีทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมา พอสมควรแก่เวลา สมมุติยุติธรรมิกถาด้วยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประกายฉะนี้