คุณแม่ที่โชคร้ายที่สุด ๑

วันที่ 30 มค. พ.ศ.2561

คุณแม่ที่โชคร้ายที่สุด ๑
            คุณอาคนที่ ๒ เกิดในครอบครัวที่ยากจนจึงทำให้มีโอกาสทางการศึกษาน้อย คือเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.๔ คุณอาเป็นผู้หญิงซื่อๆ ที่ไม่มีลักษณะผู้นำใดๆ เลยหลังจากคุณอาแต่งงานมีลูกแล้ว ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน คุณอาก็ทั้งรักและทะนุถนอมตั้งใจเลี้ยงลูกเป็นอย่างดีทุกอย่างส่งเสริมลูกๆ เรียนจบถึงขั้นปริญญาตรีกันทั้ง ๓ คน คนโตและคนกลางเป็นชาย คนเล็กเป็นหญิง แต่ไม่ทราบว่าเป็นเวรกรรมอะไรค่ะในช่วง ๖ ปีหลังนี้ คุณอามีปากเสียงทะเลาะกับลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กของเธออย่างรุนแรงเกือบทุกวัน บางทีวันละหลายๆครั้งจนลูกคนโตและคนเล็กพากันเกลียดคุณอาซึ่งเป็นแม่ผู้มีพระคุณที่สุดของตัวเอง

            หนำซํ้ายังต่อว่าพ่อของเขาว่า “ทำไมพ่อถึงไปเลือกเอาผู้หญิงพรรค์นี้มาเป็นภรรยา”และก็ “ไม่น่าเกิดมามีแม่แบบนี้เลย” ลองคิดดูเถอะค่ะว่า คำพูดนี้จะสร้างความปวดร้าวให้กับผู้เป็นแม่ที่รักลูกที่สุดสักเพียงใดซึ่งแทบทุกวันลูกๆ ของคุณอาจะพูดด่าว่าถากถางแม่ของตัวเองสารพัด ตวาดและตะคอกแม่ต่อหน้าลูกจ้างในบ้าน ราวกับแม่เป็นเสมือนทาสคนหนึ่งด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกจ้างในบ้าน ๕ - ๖คนพลอยไม่เกรงใจแม่ไปด้วย คือหากว่าแม่จะใช้ให้ลูกจ้างทำอะไรบ้าง ลูกจ้างก็จะไม่ยอมทำให้ และหากแม่จะแสดงความเห็นอะไรขึ้นมาบ้าง ลูกทั้งสองคือคนโตและคนเล็กก็จะแผดเสียงตวาดอย่างก้าวร้าวว่า “หุบปากใครใช้ให้ออกความเห็น ไม่รู้เรื่องแล้วอย่าพูด”แม่จะพูดอะไรเป็นผิดหมด และจะถูกดูถูกหาว่าโง่ เรียนน้อย หรือบางทีในขณะที่กำลังมีปากเสียงกัน หากฝ่ายลูกกำลังถือหม้อนํ้าแกงเดือดๆ อยู่ในมือ ก็จะพูดว่า “เดี๋ยวกูจะเอาไอ้นี่ราดมึงเลย” บางทีก็ด่าแม่ ด้วยคำหยาบจนฟังไม่ได้แต่ถึงแม้การทะเลาะกันจะรุนแรงสักปานใด สามีของคุณอาก็ไม่เคยห้ามปรามลูกๆ
ที่ทำกับแม่อย่างนี้ หนำซํ้ายังให้ท้ายลูกเสียอีกบางครั้งคุณอาทนไม่ไหวก็จะพยายามพูดให้ลูกหยุดว่า “ทำกับแม่อย่างนี้ระวังจะตกนรก”ซึ่งลูกของคุณอาก็จะรีบสวนกลับทันควันว่า“แล้วตัวเองจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไง”การเถียงกันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากลูกไม่พอใจจะอาละวาดเตะทำลายข้าวของที่เป็นของแม่ เช่น เตะพัดลมที่แม่ใช้เป็นประจำจนคอหักพัง แล้วก็ปล่อยให้แม่นั่งทำงานงกๆทนร้อยอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไยดีอะไรทั้งสิ้นซึ่งลูกก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่า ด้วยเหตุผลใดทำไมสมาชิกในครอบครัวของคุณอาไม่มีใครห่วงใยคุณอาเลยแม้เวลาออกไปทานข้าวนอกบ้านกันคุณอาก็เป็นคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ ถึงแม้พากันกลับมาจากทานข้าวแล้วก็ไม่ยอมซื้ออาหารอะไรมาใหคุ้ณอาทานด้วย แตก่ ลับซือ้ ของตดิไม้ติดมือมาฝากลูกจ้างในบ้านแทนบ่อยครั้งที่คุณอาต้องร้องไห้ บางทีร้องจนไม่มีนํ้าตา เมื่อคุณอาคนที่ ๒ ทุกข์ตรมขนาดนี้ จึงได้โทรมาระบายความทุกข์นี้ให้กับคุณอาคนที่ ๓ ฟัง ท่านจึงได้แนะนำให้เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง และแอบติดจานดาวธรรมให้ แต่ภายหลังลูกๆ และสามีของคุณอาเปิดไปเจอดาวธรรมโดยบังเอิญ จึงอาละวาดด่าคุณอาเป็นการใหญ่และห้ามดูรายการนี้อีกแต่เธอก็พยายามแอบดู ซึ่งก็หาโอกาสดูได้น้อยมากบุพกรรมใดทำให้อาคนที่ ๒ ต้องมีปากเสียงกับลูกคนโตและคนเล็ก
คุณอาและลูกสองคนนี้ผูกเวรกันมาหรือไม่อย่างไรคุณอาต้องแก้ไขบุพกรรมนี้อย่างไร และควรจะแก้ไขเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้อย่างไรคะ

คุณครูไม่ ใหญ่
           คุณอาคนที่ ๒ มีปากเสียงกับลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็ก เพราะเรื่องนี้มีเหตุที่มีผลอย่างนี้ บางอย่างก็เกิดจากเหตุปัจจุบันเพราะกิเลสเข้าไปบังคับให้สร้างกรรมเพื่อจะได้มีวิบาก แต่บางอย่างมันก็เป็นเหตุในอดีตเรื่องนี้มีเหตุจ้ะเป็นกรรมในอดีตของคุณอาคนที่ ๒ ที่ชาติหนึ่งเกิดเป็นผู้ชาย มีนิสัยเกเร ชอบด่าว่าพ่อแม่ด้วยคำหยาบคายคล้ายๆ อย่างนี้แหละอีกทั้งมีนิสัยเจ้าชู้ เมื่อมีภรรยาก็เหยียบยํ่าดูถูก ด่าว่า กดขี่ภรรยาเสมอ ก็เป็นภาพในอดีตของคุณอาอีกทั้งมีทาสรับใช้อยู่ในบ้านซึ่งเป็นพี่น้องกัน ท่านก็ได้กดขี่ข่มเหงทาสทั้งสองอยู่
เสมอ จนทำให้ทาสพี่น้องทั้งคู่คิดแค้นผูกเวรว่า สักวันหนึ่งจะต้องทำตอบแทนแค้นนี้ให้ได้ดังนั้นเมื่อมาเจอกันในชาตินี้ ตามวงจรของวัฏฏะ ทาสทั้งสองก็มาเกิดเป็นลูกคนโตและคนเล็ก ส่วนท่านมาเกิดเป็นแม่ และกรรมนั้นก็บันดาลให้มาโดนบ้างจ้ะเพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะต้องแก้ไขก็คือให้อดทนในสิ่งที่เขากระทำนะจ๊ะ ทำเฉยๆ
นิ่งๆ อยากด่าก็ให้ด่าไป อย่าให้โดนตัวก็แล้วกันด่าดีกว่าตี ตีดีกว่าฆ่า บางคนคิดเลยไปกว่านั้นเขาฆ่าดีกว่าฆ่าเอง ไม่ต้องลงทุน แต่ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เราก็อดทน แต่ถ้าไม่ต้องอดทนก็คือ ทำเฉยๆ ไม่สนใจแล้วยิ่งเราเข้าใจเรื่องวิบากกรรมเหล่านี้ก็ให้อภัยซะ ก็เราทำของเรามาเอง เราออกแบบชีวิตของเรามาอย่างนี้ มันก็ต้องเจออย่างนี้ เวรจะได้ระงับไปแล้วก็หมั่นสั่งสมบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น อธิษฐานจิตให้พ้นจาก
วิบากกรรมนี้ไปจ้ะ วิธีที่จะพ้นวิบากกรรมมีทางเดียว คือ สั่งสมบุญให้มากๆ จนมันไปตัดรอนวิบาก หรือพ้นวิบากนั้นไป

 


จากหนังสือ ที่นี่มีคำตอบ ฉบับที่ ๑๒

๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙