3 ศูนย์ (0) ปริศนา

วันที่ 27 มิย. พ.ศ.2561

3 ศูนย์ (0) ปริศนา
 

dhammakaya , Dhammakaya Temple , Meditation , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , อานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา , อานุภาพพระผู้ปราบมาร , 3 ศูนย์ (0) ปริศนา

         เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลวงตาอภิรูโป พระที่บวชที่วัดปากน้ำในปี พ. ศ. 2500 ท่านได้เล่าไว้ว่าก่อนหน้านั้นท่านไม่เคยคิดจะบวชมาก่อนเลย  อีกทั้งสาเหตุที่ออกไปวัดปากน้ำครั้งแรกในชีวิตก็เพราะคิดถึงพระลูกชายที่บวชอยู่ที่นี่  ซึ่งพอไปถึง ก็ต้องพบกับความประหลาดใจสุดๆ คือ ท่านได้ไปเห็นรูปถ่ายของหลวงปู่ เห็นแล้วก็เกิดความสงสัยอย่างหนึ่งว่า ทำไมรูปหลวงปู่ถึงเหมือนกับพระที่มาปรากฏให้ท่านเห็นก่อนตาย  (เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่านได้ตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่) และเมื่อท่านเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้ารีบไปเรียนถามพระที่เฝ้าอยู่ที่โรงเรียน ปริยัติธรรมว่า "หลวงพี่ครับ..พระองค์ที่อยู่ในรูปยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ" ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ายังมีชีวิตอยู่ พระที่โรงเรียนปริยัติก็ชี้ไปทางหลวงปู่วัดปากน้ำแล้วพูดว่า  "ท่านนั่งรับแขกอยู่นั่น เข้าไปกราบท่านสิ)

         ซึ่งพอเจ้าของเรื่องได้เจอกับหลวงปู่ครั้งแรก หลวงปู่ก็พูดเพราะขึ้นมาทันทีว่า  "ไอ้ศูนย์..ศูนย์ (0..0) นี่สำคัญศูนย์แรกนั้น ได้อยู่บ้านใหญ่ ศูนย์ที่ 2 นี้เกือบตาย ศูนย์ที่ 3 นี้จะได้บวช เอ้า เอาฉายาไป อภิรูโป" ซึ่งพอเจ้าของเรื่องฟังดังนั้น ก็รีบพูดสวนกลับว่า "หลวงพ่อครับ ผมไม่ได้มาบวชครับ ผมจะมาเยี่ยมพระลูกชาย" แต่หลวงปู่ท่านก็ย้ำคำเดิม แถมเอากระดาษเขียนฉายายื่นให้แล้วพูดอีกว่า "เอาน่ะ บวช เอ้า เอาฉายาไป อภิรูโป แปลว่า ผู้มีรูปงาม  อันนี้คือหลวงปู่ท่านพูดเองเออเองเสร็จสรรพ จนเจ้าของเรื่องก็เกิดอาการงง และก็มานั่งรำพึงนึกทบทวนดูว่าที่หลวงปู่พูดว่า ศูนย์ (0) แรก..ได้อยู่บ้านใหญ่มันหมายความว่าอะไร เพราะเราเกิดมาก็ยากจนเหลือเกิน  และสักครู่ก็ปิ๊งนึกออกว่า  อ๋อ ตอนปีพ.ศ. 2480 น่ะ เราติดคุกติดตะราง เพราะหัดเป็นโจร คือ ลองไปปล้นเขาครั้งแรก แล้วโดนจับเข้าคุกเลยได้มาอยู่บ้านใหญ่หลังเบ้อเร่อจริงๆ เพราะในคุกมีคนอยู่รวมกันเยอะเลย แต่หลวงปู่ท่านไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเราเคยเข้าคุกต่อหน้าสาธารณชน เพราะท่านกลัวเราจะเสียหน้า

        จากนั้นเจ้าของเรื่องก็มานึก จนต้องร้องอ๋อ ขึ้นอีกครั้งว่าส่วน ศูนย์ (0) ที่2 ก็คืออีก 10 ปีต่อมา คือ ในปีพ.ศ 2490 หลังจากออกมาจากคุกแล้วก็ได้ไปทำอาชีพเผาปูนขาย  แต่พอเผาไปเผามาผงปูนมันเข้าไปกัดในคออีท่าไหนก็ไม่ทราบ  กัดจนเลือดออก รักษาอย่างไรก็ไม่หาย แถมล้มป่วยหนักจนเข้าขั้นโคม่า ทำให้พระลูกชายที่บวชอยู่ที่วัดปากน้ำเป็นห่วงมาก จึงเขียนจดหมายมาบอกคาถาดีกับโยมพ่อว่าให้ท่อง "สัมมา อะระหัง" ไปเรื่อยๆ ซึ่งพอท่องไปท่องมา อยู่ๆก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น คือ เจ้าของเรื่องเห็นหลวงปู่วัดปากน้ำมายืนอยู่ตรงหัวนอนซึ่งตอนที่เห็นนั้นยังไม่เคยรู้จัก  และไม่เคยเห็นค่าหน้าค่าตาหลวงปู่มาก่อนเลย  แต่ก็อธิบายลักษณะไว้ชัดว่าเป็นพระภิกษุที่มีสง่าราศีดีมาก  และมีจุดเด่นคือท่านมีไฝขนาดใหญ่เท่าเม็ดพุทรา 2 เม็ด ซึ่งหลวงปู่ท่านมาก็เพื่อจะบอกว่า "เอ็งเอาขมิ้นกินเข้าไปสิวะ เดี๋ยวก็หาย..!!"

         แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของเจ้าของเรื่องตอนนั้นมีสภาพร่อแร่เต็มทีแล้ว จึงทำให้หลังจากเห็นหลวงปู่เสร็จ กายมนุษย์ละเอียด  ก็หลุดออกจากกายมนุษย์หยาบทันที โดยที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าใช้ศัพท์ชาวบ้านก็คือ วิญญาณหลุดออกจากร่าง หรือพูดง่ายๆ ว่าตายแล้วนั่นเอง และด้วยความที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ว่าตัวเองตาย จึงคิดไปว่า  ทำไมหลังจากท่อง "สัมมา อะระหัง" แล้วร่างกายมันสบ๊าย สบาย ไม่เจ็บ ไม่ปวดทรมานร่างกายเหมือนเก่า  แถมยังมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้น  คือลุกเดินออกมาจากร่างตัวเองได้ด้วย  อีกทั้งยังลุกเดินออกมาถึงนอกชานบ้านได้ คือ แทนที่จะคิดว่าตัวเองตายแล้วแต่กลับมี Positive Thinking คือคิดบวกถึงขั้นว่าคงเป็นเพราะอนุภาพที่ได้ท่องคาถาวิเศษ คือ "สัมมา อะระหัง" ซึ่งพอคิดอย่างนี้ก็เลย Alert ท่อง "สัมมา อะระหัง" ใหญ่เลย คือ ท่องไป เดินไป ทึ่งไป  เพราะสามารถเดินได้เหนือพื้น สามารถเดินไปในอากาศได้เหมือนมีอากาศเป็นแผ่นดิน แถมเดินได้เร็วกว่าปกติอีก ซึ่งพอเจ้าของเรื่องทำได้อย่างนี้  ก็เลย Alert หนักกว่าเก่าขึ้นไปอีกคือดีใจเกิด Positive Thinking คิดบวกต่อไปอีกว่า เอ..ท่อง "สัมมา อะระหัง" นี่มันช่างดีอะไรขนาดนี้ท่องแล้วทำให้เหาะได้ด้วย

        จากนั้นเจ้าของเรื่องก็เดินแบบเหาะๆ ลอยๆ ไปเรื่อยๆ อย่างเบิกบานใจ จนกระทั่งไปเจอคนรู้จัก 2 คน คนแรกเดินอยู่ข้างหน้า ส่วนคนที่ 2 เดินอยู่ข้างหลัง อยู่ห่างกันแค่ 2 เมตร ก็เลยดีใจคิดอยากจะไปบอกเขาว่าได้เจอคาถาเด็ดเข้าแล้ว คือถ้าได้ท่อง "สัมมา อะระหัง" แล้วจะเหาะได้ เพราะอยากจะให้เขาเหาะได้  เหมือนตัวท่านเอง แต่ทันทีที่เจ้าของเรื่องตะโกนเรียกทั้งสองคนนั้นกลับไม่มีใครโต้ตอบหรือหันมามองเลยสักคน เพราะเขาไม่ได้ยิน ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยทำให้เจ้าของเรื่องเกิดอาการไม่พอใจ ว่าทำไมเรียกแล้วไม่ได้ยิน และไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรกันบ้างเลย

         ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้กายละเอียดของเจ้าของเรื่อง เกิดอาการหงุดหงิด ขัดใจ และก็ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการใหม่  คือเดินไปในอากาศแล้วเอาเท้าไปเหยียบบ่าคนที่อยู่ข้างหน้าเสียเลย  เพราะอยากไม่หันมามองดีนัก ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าเซจนหน้าคะมำไปเลย และเกิดอาการไม่พอใจอย่างแรง จนต้องหันขวับกลับมาดูพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า "ใครกัน บังอาจมาผลักเรา" และพอหันมาเจอคนข้างหลัง ก็เลยคิดว่าต้องเป็นไอ้หมอนี่แน่ ก็เลยทำให้เกิดการทะเลาะกันยกใหญ่

         สวนเจ้าของเรื่องที่ลอยอยู่ในอากาศได้เห็นดังนั้น ก็รีบห้ามบอกว่า  "อย่าทะเลาะกัน ฉันน่ะเป็นคนทำเอง" แต่ไม่ว่าเจ้าของเรื่องจะพยายามบอกอย่างไร 2 คนนั้นก็ไม่ได้ยินอยู่ดีเลยทำให้เจ้าของเรื่องเปลี่ยนมาใช้วิธีการใหม่ คือ เดินไปเขย่าต้นพุทรา ที่อยู่ข้างหน้าให้สั่นแรง ทันใดนั้นเมื่อสองคนนั้นเห็นต้นพุทราสั่น โดยไม่เห็นคนเขย่า ก็เกิดอาการตะลึงค้าง หยุดทะเลาะกันทันที ซึ่งขณะที่สองคนนั้นกำลังตาค้างอยู่นี่เอง ก็เลยทำให้กายละเอียดเข้าใจไปอีกว่า เจ้ามนุษย์สองคนนี่สามารถมองเห็นเขาได้แล้ว จึงเกิดกำลังใจขึ้นมาใหม่ว่า งั้น..เรารีบบอกคาถาดี ว่าให้ท่อง "สัมมา อะระหัง" แล้วจะเหาะได้ดีกว่า แต่ที่ไหนได้ ขณะที่กายละเอียดกำลังจะอ้าปากบอก สองคนนั้น..เผนอ้าว..วิ่งป่าราบ หนีไปพร้อมกับตะโกนว่า .. ผี.. ผี.. หลอก !!!

        เมื่อเป็นดังนั้น เจ้าของเรื่องก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเดินเรื่อยเปื่อย และไปเจอยายแก่คนหนึ่งที่รู้จักกันดี จากนั้นก็ใช้วิธีการเดิมอีก คือเดินไปเขย่าต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้า เพราะคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่จะทำให้ยายแก่หันมามองเจ้าของเรื่องได้ แต่ที่ไหนได้ยายแก่คนนี้เจนโลก คือไม่เหมือนชาย 2 คนที่แล้ว เพราะแก่ไม่กลัวผี คือ พอแกเห็นต้นไม้สั่นเองได้แกก็เลยด่ากราดเลย ว่าไอ้ผี..มาหลอกได้แม้กระทั่งคนแก่ หลอกแม้ตั้งกลางวัน ด่าอย่างนั้นอย่างนี้ คือโวยวายยกใหญ่จนทำให้เจ้าของเรื่องหมดอารมณ์ เกิดอาการไม่พอใจและคิดว่ากะจะเอาคาถาดี"สัมมา อะระหัง" เหาะได้มาบอก ทำไมต้องมาด่ากันถึงขนาดนี้ และพอคิดอย่างนี้ ก็เลยเดินเข้าไปใกล้ยาย กะว่าจะลองเอาเท้าเหยียบบ่าแกดูเหมือนชายคนเมื่อกี้ แต่พอคิดไปคิดมา ก็บอกกับตัวเองใหม่ว่าอย่าดีกว่า เพราะขนาดเมื่อกี้เหยียบบ่าผู้ชายคนนั้นเบาๆ เขายังหน้าคะมำไปถึงขนาดนั้น แต่นี่ยายแกแก่แล้ว เดี๋ยวเกิดลมแล้วตายขึ้นมา จะบาปเปล่าๆ เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เจ้าของเรื่องก็เดินถอยทัพกลับบ้านตัวเองดีกว่า

        และทันทีที่เข้าบ้านนั่นเอง  เจ้าของเรื่องก็ต้องตกใจเพราะเห็นคนในบ้านร้องไห้กันระงม อีกทั้งพอไปเห็นสัปเหร่อกำลังจับร่างของเจ้าของเรื่องมัดมือ มัดตราสังข์ เอาดอกไม้ใส่มือ ก็เลยรู้ว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ซึ่งพอรู้อย่างนี้ เจ้าของเรื่องก็เกิดความรู้สึกอยากจะกลับเข้าร่างตัวเองใหม่ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงรีบท่อง "สัมมา อะระหัง" ใหญ่เลยและคิดในใจว่า อยากจะเข้าร่างให้ได้จากนั้นมันปรื๊ดเข้าไปอย่างไรก็ไม่ทราบ คือ กายละเอียดมันวืดเข้าร่างเดิมได้ ซึ่งพอสัปเหร่อเห็นร่างที่ตายแล้วเกิด Alert กระดุกกระดิกขึ้นมาใหม่ได้  ก็นึกว่าผีหลอกเอา เผ่นอ้าวหนีกันไปเป็นแถวเลย แต่สักครู่ก็มีผู้กล้าคนหนึ่งเข้าไปแก้เชือกที่มัดมือ เอาดอกไม้ออกแล้วก็พูดคุยกันจนเกิดความเข้าใจ และมั่นใจว่าไม่ใช่ผีแล้ว เจ้าของเรื่องก็เลยบอกให้คนข้างๆ เตียงช่วยไปเอาขมิ้นมาให้กินตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำมาบอกเอาไว้ จนสุดท้ายก็หายป่วยเป็นอัศจรรย์จริง ๆ

        จนกระทั่งอีก 10 ปีถัดมา คือปี พ.ศ. 2500 เป็น 0 ที่ 3 อยู่ๆ เจ้าของเรื่องก็เกิดคิดถึงพระลูกชายที่วัดปากน้ำ ก็เลยได้มาเจอหลวงปู่ตัวเป็นๆ และพอเจอท่าน ท่านก็ทักเรื่อง 3 ศูนย์ อย่างที่ได้เล่ามาแล้ว แล้วก็บอกว่า ศูนย์ (0) ที่ 3 นี่..จะได้บวช แต่เจ้าของเรื่องก็บอกหลวงปู่ไปว่า "บวชไม่ได้ เพราะตอนนี้เป็นหนี้เขาอยู่"

         แต่เนื่องจากหลวงปู่ได้เห็นในที่ จึงบอกกลับไปว่า "ให้ไปบอกเจ้าหนี้น่ะว่า เอ็งจะบวช แล้วเจ้าหนี้เขาจะยกหนี้ให้เอ็งหมด แล้วเขาก็จะเป็นเจ้าภาพบวชให้ด้วย แถมเอ็งก็ยังเหลือเงินกลับมาวัดปากน้ำอีกด้วย"

       ซึ่งพอเจ้าของเรื่องฟังดังนั้น ก็อะเลิร์ตดีใจรีบอนุโมทนา แล้วบอกต่อว่า  "งั้น..ยกหนี้ให้หมดเลยก็ได้" แถมยังถามต่ออีกว่า "มีเจ้าภาพบวชให้รึยังล่ะ" เจ้าของเรื่องก็ตอบว่า "ยัง" เจ้าหนี้ก็บอกต่อด้วยความดีใจว่า "งั้น..จะขอเป็นเจ้าภาพให้เอง" จากนั้นเจ้าหนี้ก็ถามเพิ่มอีกว่า "แล้วมีเงินเดินทางไปวัดปากน้ำรึเปล่า" เจ้าของเรื่องก็ตอบว่า "ไม่มี"

        เจ้าหนี้ก็เลยให้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง เพื่อเดินทางไปวัดปากน้ำอีก คือ จากเป็นหนี้ แต่กลับเหลือเงินกลับมาวัดปากน้ำจริงๆ ซึ่งเป็นไปตามที่หลวงปู่ท่านบอกไว้เป็นอัศจรรย์ทุกประการ


 


จากหนังสือ อานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา