แปลงร่างเป็นยักษ์ กับเรียนวิชชาแปลงเพศ

วันที่ 30 มิย. พ.ศ.2561

แปลงร่างเป็นยักษ์ กับเรียนวิชชาแปลงเพศ
 

dhammakaya , Dhammakaya Temple , Meditation , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , อานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา , อานุภาพพระผู้ปราบมาร , แปลงร่างเป็นยักษ์ กับเรียนวิชชาแปลงเพศ
 

      เรื่องนี้เปนเรื่องราวเกียวกับญาณทัสสนะที่หลวงปู่สามารถหยั่งรู้ได้อย่างเหลือเชื่อว่า ลูกศิษย์ของท่านไปทำอะไร.. ที่ไหน..อย่างไร...!!! อย่างเรื่องของ คุณยายทองสุข สําแดงปั้น ซึ่งท่านเป็นแม่ชีที่ทําวิชชาปราบมารกับหลวงปู่อีกทั้งยังเป็นมือเผยแผ่วิชชาธรรมกายมือหนึ่งของหลวงปู่อีกด้วย

  เรื่องราวต่อไปนี้เปนเรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่คุณยายทองสุขเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว และเริ่มเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงปู่ใหม่ ๆ ซึ่งคุณยายทองสุขถึงกับพูดว่า “ช่วงนั้น..มันช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทั้งนั้น..!!!”

       ด้วยความอยากรู้อยากลองของคุณยายทองสุขนี้เองท่านจึงมักแอบหลวงปไปเที่ยวบอยู่ๆ ซึ่งการไปเที่ยวของท่านก็ไม่ได้ใช้กายมนุษย์หยาบไปหรอก  แต่ท่านไปด้วยสมาธิ ญาณของท่าน  และปกปิดไม่ให้หลวงปู่รู้ เพราะกลัวหลวงปู่ดุ..หาว่าไม่ตั้งใจแก้ทุกข์ภัยมนุษย์ในขณะที่อยู่เวรในโรงงานทำวิชชา แต่ที่ไหนได้... แม้คุณยายทองสุขจะแอบไปอย่างแนบเนียนมากขนาดไหน หลวงปู่ก็จับได้ทุกที เพราะหลวงปู่สามารถรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของท่าน

      มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นหลวงปู่ท่านกําลังคิดจะสร้างโรงเรียนพระปริยัติซึ่งต้องใช้เงินจํานวนมหาศาล ทําให้คุณยายทองสุขเป็นกังวลแทนหลวงปู่ว่าจะไปหาเงินมาจากไหน แต่หลวงปู่ท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกไอ้สุข ..โคตรทองยังมีอยู่.. เอ็งยังไม่เคยเห็น.!!!”

  พอหลวงปู่พูดประโยคนี้ออกมาเท่านั้นเอง คุณยายทองสุขก็อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอย่างแรงว่า..โคตรทอง..อยู่ที่ไหน..หน้าตาเป็นยังไง.!!! จากนั้นท่านก็ไม่รอช้า แอบไปตามหาโคตรทองในสมาธิญาณของท่านอยู่หลายครั้ง แต่หาเท่าไรก็หาไม่พบ จนสุดท้าย..ท่านหมดปัญญา จึงแอบไปถามม้าแก้ว ถึงได้รู้ว่า โคตรทองอยู่ในถํ้า..ทางทิศตะวันออก.!!!

     จากนั้นคุณยายทองสุขก็ให้ม้าแก้วช่วยพาไปหาถํ้าของยักษ์แต่หาเท่าไร..ก็หาไม่เจอสักที แต่สิ่งที่เจอก็คือ พระภูมิเจ้าที่ขี่เสือคุณยายทองสุขท่านก็เลยถามพระภูมิว่า “ถํ้าที่มีโคตรทองอยู่ตรงไหน.?” ซึ่งพอพระภูมิเจ้าที่ชี้ทางให้ คุณยายทองสุขก็ไม่รอช้ารีบขี่ม้าแก้วเหาะไปตามทางนั้น

        และทันใดนั้นเอง !!! ท่านก็ได้มาเจอปากถํ้ายักษ์จนได้ จากนั้นท่านก็รอให้ยักษ์หน้าโฉด 2 ตน เดินออกไปที่อื่นก่อน และพอยักษ์ออกไปแล้ว ท่านก็ฉวยโอกาสเข้าไปผลักประตู เพื่อจะบุกเข้าไปในถํ้าทันที แต่อนิจจา..โชคไม่เข้าข้าง..เนื่องจากประตูล็อกแต่จู่ๆ.. ก็มีเสียงเจ้าลิงจ๋อ..โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ   คุณยายทองสุขก็เลยถามเจ้าลิงจ๋อตัวนั้นว่า “กุญแจอยู่ที่ไหน.. ช่วยหยิบให้ หน่อยเถอะ พ่อลิง..!!” และพอเจ้าลิงเอากุญแจมาให้ ท่านก็เลยไขบุกเข้าไปในถํ้านั้นได้ โดยเดินเข้าไปถึงถํ้าในชั้นที่ 3

      และทันใดนั้นเอง..ท่านก็ไปเจอที่เก็บโคตรทองจริง ๆ ซึ่งโคตรทองก้อนนี้..ใหญ่โคตรๆเลย ใหญ่ขนาดเท่าสุ่มไก่ และรอบ ๆ โคตรทองนั้น ก็รายล้อมไปด้วยทองก้อนขนาดเท่าบาตรบ้าง ขนาดเท่าขันบ้าง ขนาดเท่ากําปั้นบ้าง เรียงรายกันอย่างมากมาย โดยแข่งกันเปล่งประกายวาววับจับตา จนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคุณยายทองสุขแบบสุด ๆ และเป็นที่น่าสงเกตุอยู่อย่างหนึ่ง คือ แต่ละก้อนจะมีชื่อติดอยู่ทั้งหมด แต่เนื่องจากคุณยายทองสุขท่านอ่านหนังสือไม่ออก ท่านจึงไม่รู้ว่าเขาเขียนว่าอะไร แต่ท่านก็ไม่สนใจหยิบทองขึ้นมาพิจารณา พร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาแบบฉุกละหุกว่า “ทองนี้..อยู่ที่นี่เฉย ๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ควรจะเอาไปขาย เพื่อเอาเงินมาช่วยหลวงพ่อวัดปากนํ้าสร้างโรงเรียน”

      และเมื่อคิดดังนั้น.. คุณยายทองสุขก็ไม่รอช้า ตะโกนถามขึ้นมาทันทีว่า “ทองของใครๆๆ ??” ซึ่งท่านก็ตะโกนถามถึง 3 ครั้ง เมื่อไม่มีเสียงตอบ ท่านจึงทำการอุกอาจหยิบทองก้อนที่พอเหมาะ ขนาดเท่าขันล้างหน้า ที่ท่านคิดว่าหากขายแล้วจะพอเอามาสร้างโรงเรียนจากนั้นก็ออกมาจากถํ้า เพื่อขี่ม้าแก้วเหาะกลับไป...

แต่เรื่องมันไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างนั้นหรอก เพราะจู่ๆ..ก็มีเสียงยักษ์ตะโกนโวยวายไล่หลังมาว่า “ขโมย ๆ หยุดก่อน..!!” จากนั้นก็เกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ โดยคุณยายทองสุขท่านก็ตอบปฏิเสธไปว่า “ฉันไม่ได้ขโมยนะ.. เพราะฉันตะโกนถามแล้วไม่เห็นมีใครเป็นเจ้าของ ก็เลยจะเอาไปขายเพื่อเอาเงินมาสร้างโรงเรียนกับหลวงพ่อวัดปากนํ้า”

       ซึ่งยักษ์ก็ตอบว่า  “ก้อนนี้..มันไม่ใช่ก้อนที่จะเอาไปทําบุญกับหลวงพ่อ เค้ามีชื่อติดไว้..ไม่เห็นรึ.?”  คุณยายทองสุขท่านจึงบอกว่า “ก็ฉันอ่านไม่ออกนี่..”  ยักษ์ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับว่า “ฉันต้องรักษาทองพวกนี้ไว้ เพื่อรอเจ้าของ เพราะทองเหล่านี้เป็นทองที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ใจบุญเขาทําบุญสั่งสมเอาไว้ทีละเล็กละน้อย...”

        ขณะที่กําลังเถียงกันนั่นเอง จู่ ๆ..ก็มียักษ์ตัวใหญ่หน้าโฉดรุ่นเดอะ..ที่เป็นหัวหน้ายักษ์ วิ่งไลตามมา แล้วก็ตะโกนลั่นว่า “เอาให้ตายเลย..ๆ!!!”

     จากนั้นก็วิ่งเอาตะบองไล่ฟาดคุณยายทองสุขและม้าแก้ว จนทองในมือคุณยายทองสุขกระเด็นหลุดจากมือ และทันใดนั้นเอง..ขณะที่คุณยายทองสุขกําลังโดนตะบองยักษ์ไล่ฟาด ก็มีเสียงดังลั่นที่ทรงพลานุภาพแบบสุด ๆ จากไหนก็ไม่ทราบตะโกนขึ้นมาว่า “หยุด!!!” และด้วยเสียงนี้ทําให้ยักษ์หยุดฟาดทันที   จากนั้นคุณยายทองสุขก็รีบขี่ม้าแก้วกลับเข้าร่างที่อยู่ในท่าสมาธิอย่างบัดดล

      ทันใดนั้นเอง อยู่ ๆ ..หลวงปู่ท่านก็ดุขึ้นขณะที่นั่งทําวิชชาว่า “ไอ้สุข..เอ็งไปไหนมา?? เอ็งชักจะเหลวไหลมากไปแล้วนะ.. ไปลักทองเค้ามา เอ็งคิดว่าพ่อไม่รู้รึ..!!! เจ้าของเค้ามาฟ้อง.. นี่ถ้าพ่อไม่ช่วยไว่ ป่านนี้เอ็งหัวบี้แบนไปแล้ว ซุกซนไม่เข้าเรื่อง...” และจากการที่คุณยายทองสุขโดนหลวงปู่ดุเสียยกใหญ่  บวกกับรู้สึกเจ็บใจที่ยักษ์มาฟ้อง หนําซํ้ายังพลาดท่าโดนยักษ์ไล่ฟาดมาเสียสะบักสะบอมถึงเพียงนี้ ท่านจึงคิดว่า จะแอบหลวงปู่กลับไปจัดการ กับยักษ์ใหม่!!!

       แต่คราวนี้คุณยายทองสุขท่านไปโดยไม่ใช้กายละเอียดที่ เป็นร่างมนุษย์เหมือนครั้งก่อน เพราะม้าแก้วนําเสนอท่านว่า ให้แปลงเป็นยักษ์ จะได้ดูโหด ๆ หรือดูน่ากลัว ๆ หน่อย จะได้สู้กับเขาได้จากนั้นท่านก็นึกแปลงร่างอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่น่ากลัวสักที  เพราะก่อนแปลงท่านไปนึกมโนภาพเป็นยักษ์ที่อยู่ในหนังสือพรหมชาติจนกระทั่งครั้งสุดท้ายท่านก็เปลี่ยนมานึกถึงภาพยักษ์จอมโหด  ..ตัวที่ไล่ตะเพิดเอาตะบองฟาดท่านมา

     พอนึกเสร็จ ทันใดนั้น..กายละเอียดของคุณยายทองสุขก็เปลี่ยนเป็นยักษ์ผู้ชาย หน้าตาโหด-โฉด-เหี้ยมทันที จากนั้นท่านก็ขี่ม้าแก้วเหาะไปยังปากถํ้าที่เป็นเป้าหมาย เมื่อไปถึงก็ไม่รอช้ารีบยกตะบองเคาะประตูถํ้าดังตูม ๆ !!! โดยคิดในใจว่า ถ้าเจ้ายักษ์ตัวที่ไล่ฟาดเราเปิดประตูออกมา  เราจะเอาตะบองที่ถืออยู่ในมือฟาด เพื่อแก้แค้นทันที แต่ก็ผิดคาด เพราะผู้ที่เปิดประตูกลับเป็นภรรยาแสนสวยของยักษ์ที่กําลังอุ้มลูกยักษ์  ผู้น่ารักน่าเอ็นดูออกมาพร้อม กับแสดงอาการดีใจ แล้วบอกลูกที่อุ้มอยู่ว่า “ลูกจ๊ะ..พ่อหนูกลับมาแล้ว ๆ..” และเพื่อให้แนบเนียน คุณยายทองสุขจึงสวมรอยทําตัวประดุจเป็นสามีของนางยักษ์ไปจริงๆ และด้วยกิริยาท่าทางอันแสนอบอุ่นของนางยักษ์ที่คอยปรนนิบัติเอาอกเอาใจคุณยายทองสุขเป็นอย่างดีนี้เอง ก็เลยทําให้ท่านเกิดรู้สึกหวั่นไหว นึกหลงรักนางยักษ์ขึ้นมาแบบนิด ๆ แต่เนื่องด้วยภารกิจที่เป็นเป้าหมายหลักที่อยู่ในใจท่านก็เลยใช้กุศโลบายพูดให้นางยักษ์พาไปดูที่เก็บโคตรทอง และก็ถามถึงความเป็นมาของทองทั้งหมด

       ซึ่งสรุปได้ว่า..โคตรทองอันใหญ่สุดนั้น..เป็นของหลวงปู่ วัดปากนํ้า คือเมื่อชาติก่อน ๆ ท่านเคยทําบุญเป็นจํานวนมากไว้กับลูกศิษย์ ซึ่งพอรวม ๆ กันเข้าก็กลายเป็นทองก้อนใหญ่ คือเมื่อท่านทำบุญแล้ว.. สายสมบัติเก่าก็จะไปเชื่อมกับสายสมบัติใหม่ ซึ่งคนที่มาช่วยหลวงปู่ท่านทําบุญ ก็จะรวยขึ้น..มีเงินทําบุญต่อไปอีก

       ขณะที่กําลังถามถึงความเป็นมาเรื่องทองอย่างเพลิดเพลินอยู่นั่นเอง ก็มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นอีกจนได้... เพราะอยู่ๆ ม้าแก้วที่รออยู่หน้าถ้ำก็ร้องดังขึ้น และด้วยเสียงนี้คุณยายทองสุขจึงรีบขอนางยักษ์ออกไปดูหน้าถํ้าเพียงลําพัง ซึ่งก็ปรากฏว่า ยักษ์ผู้เป็นสามีตัวจริงและเพื่อนยักษ์ 3 - 4 ตน ได้แห่กันกลับมาแล้ว!!!

       เมื่อคุณยายทองสุขเห็นดังนั้น ก็ตกใจ รีบกระโดดขี่ม้าแก้วและเหาะกลับด่วนที่สุด พร้อมกับยังรู้สึกผูกพันอาลัยอาวรณ์นางยักษ์ และลูกน้อยประดุจการจากภรรยาของตัวเองมาจริง ๆ ซึ่งพอกลับมาถึง หลวงปู่ท่านก็รู้ในที่ จึงรีบดุขึ้นทันทีว่า “ไอ้สุข.. เอาอีกแล้ว...เอ็งไปเป็นชู้กับเมียเขามารึ???”

      คุณยายทองสุขจึงรีบแก้ตัวด้วยเสียงอ้ำอึ้งว่า “เปล่า..เจ้าค่ะ..ลูกเปล่าจริง ๆ” จากนั้นหลวงปู่ท่านก็หัวเราะและนึกสนุก..ถามขึ้นใหม่ว่า “ไอ้สุข..เอ็งอยากเป็นผู้ชายไหมล่ะ!!!” คุณยายทองสุขรีบตอบด้วยความดีใจว่า “อยากเจ้าค่ะ..ลูกอยากเป็นผู้ชายเจ้าค่ะ...”

      จากนั้นหลวงปู่ท่านก็ให้เข้าที่สาวไปหาเหตุจนเจอเครื่องที่ทําให้กลายเป็นผู้หญิง  แล้วท่านก็บอกวิธีการในการแปลงเพศว่า “งั้น.. เอ็งเดินเครื่องเข้าสิไอ้สุข เก็บให้หมดเลย...” (คือ ถ้าเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วได้ ศึกษาวิชชาธรรมกาย จะเห็นว่าเครื่องที่ทําใหเป็นผู้หญิงอย่างหนึ่ง เครื่องที่ทําใหเป็นผู้ชายอย่างหนึ่ง...เครื่องจะหมุนไปคนละอย่างโดยรอบของการหมุนจะไม่เท่ากัน)

     จากนั้นคุณยายทองสุขก็เดินเครื่องกลับให้กลายเป็นผู้ชาย ซึ่งท่านทําอยู่นานถึง 3 เดือน ในระหว่างนั้น หลวงปู่ก็คอยถามอยู่เสมอว่า “ไอ้สุข..เปลี่ยนรึยังวะ” และพอใกล้ๆ จะสําเร็จคุณยายทองสุขก็บอกหลวงปู่ว่า “เกือบแล้วเจ้าค่ะ”

       จนในที่สุด..รุ่งเช้าวันหนึ่ง คุณยายทองสุขก็รีบมาเล่าให้คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ฟังว่า “อีก้างเอ้ย กูเป็นอยู่คืนหนึ่งว่ะ.. เป็นจริงๆ แต่กูไม่คุ้น กูเลยทํากลับมาเหมือนเดิม...”

       นี่แหละ คือ ความมหัศจรรย์ของวิชชาธรรมกาย ที่หลวงปู่ท่านสอนคุณยายทองสุขอีกทั้งวิชชาอื่นๆ ที่คุณยายทองสุขเรียนมาจากหลวงปู่นั้น ไม่ว่าจะเปนการทำวิชชาปราบมาร   การไปนรกสวรรค์วิชชาแปลงเพศ การแปลงร่างเป็นยักษ์ ดับดาว ทําจันทรคราสก็เลยทําให้คุณยายทองสุขถึงกับพูดเอาไว้ว่า..

     “เกิดมาชาตินี้..จะหาครูบาอาจารย์ได้อย่างเจ้าคุณหลวงพ่อไม่มีอีกแล้ว ท่านเป็นสงฆ์ที่เหนือธรรมดา เพราะท่านสามารถนับเม็ดทรายได้  สามารถเดินฌานสมาบัติในเม็ดทราย  เดินฌานสมาบัติในกระจก เดินฌานสมาบัติในหิน เข้านิโรธแทรกในหินได้ นับเม็ดฝนที่ตกลงมาในอากาศได้ ซึ่งครูบาอาจารย์ที่สอนวิชชาเหล่านี้ได้ก็เห็นจะไม่มีอีกแลวในทั่วราชอาณาจักรไทย  คงไม่มีพระสงฆองค์ ใดที่จะสั่งสอนวิชชาเหล่านี้ได้จะให้ไปเรียนที่อินเดีย พม่า หรือ เขมร..ก็ไม่มี...”

       อีกทั้งคุณยายทองสุขยังเล่าอีกว่า ท่านได้เห็นปาฏิหาริย์หลวงปู่ด้วยตาเนื้อแบบจะ ๆ ในครั้งที่ฝนตก ซึ่งท่านเล่าว่า “ในวันที่ฝนตก เจ้าคุณพ่อท่านยืนกวาดเม็ดฝนอยู่ในกุฏิ โดยเท้าของท่านยืนอยู่บนดอกบัวข้างละดอก อีกทั้งยังมีรัศมีสว่างลุกโชติช่วงน่าอัศจรรย์มาก...”

 

 


จากหนังสือ อานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา