ฆราวาสธรรม ธรรมะอันทำให้เป็นคนศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 13 กค. พ.ศ.2562

ฆราวาสธรรม ธรรมะอันทำให้เป็นคนศักดิ์สิทธิ์

                      ขอความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดแก่สาธุชนทุกท่าน วันนี้จะได้นำธรรมะอันทรงคุณวิเศษหมวดหนึ่งมาฝาก เมื่อใครนำไปปฏิบัติแล้ว จะกลายเป็นคนศักดื้สิทธิ์ชื้นมาทันที เราเคยได้ยินแต่ว่า มีพระศักดิ์สิทธิ์ มีเทวดาศักดิ์สิทธิ์มีอะไร ต่ออะไรศักดิ์สิทธิ์ แต่ฆราวาสศักดิ์สิทธิ์ ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน

                     ที่จริงยังมีธรรมะอยู่หมวดหนึ่ง สามารถทำให้คนธรรมดาๆ ที่ยังครองเรือน มีบุตร มีภรรยา กลายเป็นคนศักดื้สิทธื้ได้ ทั้งๆ ยังอยู่กับครอบครัวนี่แหละ
 

                       ฆราวาสศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างไร
พระพุทธศาสนาแบ่งคนในโลกนี้ออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเรียกว่า ฆราวาส คือ คนที่มีครอบครัว
ยังครองเรือน มีสามี มีภรรยา มีบุตรอยู่ด้วยกัน อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า บรรพชิต คือ ผู้ที่ไม่ยินดีในการอยู่
ครองเรือน เห็นว่าการมีบุตร มีภรรยา เป็นเรื่องนำเบื่อหน่าย เอือมระอา เซ็งไปหมด มีแต่ความทุกข์เป็นนิจ จึงออกบวช

 

                      พวกบรรพชิตหรือนักบวชไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาพุทธหรือ ในศาสนาไหน มีโอกาสที่จะทำตัวให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ง่าย เพราะมีเวลาฝึกตัวมาก เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์
พระฤๅษีศักดิ์สิทธิ์ พระดาบสศักดิ์สิทธิ์กันบ่อยๆ แต่คนศักดิ์สิทธิ์ ฆราวาสศักดิ์สิทธิ์ไม่ค่อยได้ยินกัน นานๆ จะได้ยินสักที บางทีเป็นร้อยเป็นพันปี ยังหาไม่ได้สักคน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ตอบได้ว่า เพราะเขาขาดธรรมะที่ชื่อ “ฆราวาสธรรม"

 

                    ที่มาของฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรมนี้มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เรื่อง “อาฬวกสูตร” มีความว่า
ในสมัยพุทธกาล มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ อาฬวกยักษ์ อาศัยอยู่ในเขตเมืองอาฬวี ประเทศอินเดีย ยักษ์ตนนี้มีฤทธิ์มาก ดุร้าย ชอบจับคนกิน


                   เช้ามืดวันหนึ่ง ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแผ่ข่ายพระญาณตรวจสอบดูว่า มีสัตว์โลกที่ไหนบ้างที่พอจะบรรลุธรรมได้ปรากฎว่า อาฬวกยักษ์ผ่านเข้ามาในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่าบุญเก่าในอดีตของยักษ์ตนนี้มีไม่น้อย ถึงคราวบุญนั้นจะส่งผลให้บรรลุธรรม จึงทรงตั้งพระทัยที่จะสงเคราะห์ยักษ์ให้พ้นทุกข์เสียที
 

                   ในคราวที่เสด็จมาโปรดอาฬวกยักษ์นั่นเอง พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวด้วยฆราวาสธรรมโดยอเนกปริยายจนอาฬวกยักษ์ได้บรรลุโสดาปัตติผลยักษ์มีจริงหรือ ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายหลายท่านได้ค้นพบแล้วว่ายักษ์มีจริง ๆ แต่กายของยักษ์เป็นกายกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด คือ ไม่ละเอียดเท่ากายทิพย์ แต่ไม่หยาบเท่ากายมนุษย์ บางครั้งสามารถปรากฏร่างให้เห็นด้วยกายหยาบอย่างเราๆ นี่ทีเดียว
 

                 รูปวาดของยักษ์ล้วนมีกระบองสวยงาม แต่เมื่อนั่งสมาธิดูแล้ว กลับพบว่าไม่สวยอย่างนั้น รูปร่างจริงๆ เหมือนไม้ตีพริกขนาดใหญ่กว่ามาก เวลายักษ์จะไปไหนทีต้องลากกระบองนี้ติดไปด้วยทุกครั้ง

               

                  ยักษ์มาจากไหน
                  เดิมยักษ์ก็เป็นคนเหมือนพวกเรา แต่มีข้อเสียตรงที่ว่า เป็นคนเจ้าโทสะ แม้จะทำบุญก็ยังทำด้วยความมีโทสะอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตัวอย่างเช่น จะทำบุญตักบาตร ก็ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้ดี จึงรีบตื่นแต่เช้ารีบเข้าครัวเตรียมข้าวปลาอาหาร ใครมาช่วยก็ไม่ถูกใจ ทำไปก็บ่นไป พอถึงเวลา ด้วยความที่เป็นคนเจ้าโทสะ ถ้าพระมาช้าไปบ้าง เร็วไปบ้าง ก็บ่น ขึ้นมาฟ้งเทศน์บนศาลาก็รำคาญคนอื่น คนโน้นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ มีเรึ่องยั่วให้เกิดโทสะอยู่รํ่าไป

 

                      ใจน่ะเป็นบุญแต่พื้นใจเป็นคนเจ้าโทสะ เพราะฉะนั้นจะ ทำบุญให้ทาน ก็ได้บุญเหมือนกัน แต่ได้แบบหกๆ หล่นๆ พอละโลกไปแล้ว แทนที่จะได้เป็นเทวดากลับต้องไปเกิดเป็นยักษ์อำนาจบุญส่งให้มีกายทิพย์ แต่กายทิพย์นั้นก็ไม่ละเอียด ไม่ประณีตเหมือนพวกเทวดาเขา เพราะแรงโทสะที่ก่อเอาไว้ กายโต
เหมือนกายเทวดา แต่หยาบกว่า ขนแต่ละเส้นหยาบแข็งเหมือนเส้นเชือก ตาแดงกํ่า เหมือนโกรธอยู่ตลอดเวลา ทั้งเนื้อทั้งตัวหาความสวยไม่ได้ แม้กระทั่งเสื้อผ้าก็หยาบยิ่งกว่ากระสอบ จะนั่งจะนอนก็ไม่ค่อยจะเป็นสุข เพราะทั้งขน ทั้งผม ที่หยาบแข็งเหมือนขนเม่น คอยทิ่มตำตัวเองให้ระคายเคืองไปหมด กระบองที่หนักแสนหนักอยากจะทิ้งก็ทิ้งไม่ได้ ขว้างไปแล้ว เดี๋ยวมันก็กลับมาติดอีก ที่เป็นอย่างนื้ก็เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ ความเป็นคนเจ้าโทสะ เลยก่อเวรไปตีไปต่อยกับคนนั้นคนนื้อยู่เรื่อยๆ ผลสุดท้ายเลยต้องระวังตัว กลัวเขาจะมาแก้แค้น ต้องพกอาวุธเตรียมเอาไว้ ขนาดไปทำบุญตักบาตรยังต้องเหน็บตะพดไปด้วย เพราะไม่
ไว้ใจ ผวาไปหมด เป็นคนชอบลากตะพด พอเป็นยักษ์เลยต้องลากกระบอง ใครก่อเวรไว้อย่างไร ก็ได้รับผลอย่างนั้น ติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปอีก เมื่อเป็นมนุษย์ถือตะพดอันโต พอเป็นยักษ์กระบองก็โตหน่อย ลากยํ่าแย่ไปเสย เพราะฉะนั้นใครชอบพกอาวุธให้เลิกเสีย

                       ไม่อย่างนั้นเกิดชาติต่อไป จะเป็นเหมือนยักษ์ลากกระบองพวกนี้ ยักษ์บางตนมีฤทธื้เหาะเหินเดินอากาศได้ บางตนเหาะไม่ได้ ได้แต่เดิน ยักษ์พวกที่เหาะได้ยังมีฤทธิ์เหาะสูงได้ไม่เท่ากันอีก บางตนเหาะได้เตี้ยๆ แค่เหนือยอดหญ้า บางตนเหาะลอยลิ่วไปกลางอากาศ เหนือยอดไม้ทีเดียว ทั้งนื้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครสร้างบุญมามาก สร้างบุญมาน้อยเมื่อสมัยเป็นมนุษย์

                      ไม่เพียงเฉพาะแต่ยักษ์เท่านั้นที่อาศัยบุญ แม้สัตว์อื่นก็ต้องอาศัยบุญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น สุนัขตัวไหนมีบุญหน่อยก็ได้นั่งรถเบนช์ชูคอ แต่ประเภทบุญก็ไม่ทำ แล้วยังเกะกะเกเรด้วย พอเกิดเป็นสุนัขก็เป็นสุนัขขี้เรื้อนถูกเขาไล่ล่าไปนี่บุญบาปตามล่งผลอย่างนี้
 

                         อาฬวกยักษ์ที่กล่าวถึงนี้ เมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ ได้ทำบุญให้ทานไว้มาก จึงไปเกิดเป็นยักษ์มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัดเรื่องบริเวณที่จะหาอาหารคือ คนหรือสัตว์ที่จะจับกินได้
ต้องเป็นพวกที่ล่วงลํ้าเข้ามาในบริเวณร่มต้นไทรที่มันอาด้ยอยู่เท่านั้น พ้นบริเวณนี้แล้ว จับกินไม่ได้เหตุที่มีขอบเขตจำกัด ก็เนี่องจากบุญที่ทำไว้นั้นเอง ทำนองเดียวกันกับคนเราเหมือนกัน ไม่ว่าใครจะมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตแค่ไหน ก็มีอำนาจจำกัดเฉพาะในที่ของตนเท่านั้น เช่น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็มีอำนาจเฉพาะในประเทศไทย ล่วงข้ามเขตเข้าประเทศมาเลเซียไปก้าวเดียวก็หมดอำนาจ เป็นได้แค่แขกต่าง
เมืองเท่านั้น ขืนไปทำไว้ยศก็อาจถูกตะพดชาวบ้านได้ เป็นตำรวจอยู่โรงพักท้องที่ไหนก็สั่งการได้เฉพาะท้องที่นั้นข้ามเขตไป ใครก็ไม่ยอมฟัง แม้ตัวเราเองก็มีอำนาจจำกัดเพียงในบ้านของเราเช่นกัน

 

                       บาปต่อบาป
                       คนชอบก่อเวรอย่างเดียวกัน ย่อมถูกกระแสบาปดึงดูดเข้าหากันขนาดอาฬวกยักษ์ถูกจำกัดเขตหากินไว้แค่ใต้ร่มไทรในป่าลึก กษัตริย์เมืองอาฬวีอยู่ในปราสาทราชวัง พรั่งพร้อมด้วยโภคทรัพย์ยังไม่วายออกไปก่อเวรล่าสัตว์ จนพลัดหลงเข้าไปที่ร่มไทรอันเป็นที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ จวนเจียนจะถูกจับกินอยู่แล้ว เคราะห์ดีที่ยักษ์มันยังไม่หิว ยอมเชื่อคำสัญญาของกษัตริย์ที่ว่า ขอให้ปล่อยกลับ จะส่งคนในเมืองมาให้กินวันละคน กษัตริย์อาฬวีรักชีวิตตัวเอง รักษาสัจจะ แต่ทรงชินชากับการฆ่าสัตว์ จึงไม่ทรงสนใจว่า คนอึ่นก็รักชีวิตตัวเองเหมือนกัน ทรงก่อเวรทำลายชีวิตนักโทษ และชีวิตเด็กแบเบาะไปมากต่อมาก แม้ที่สุดโอรสซึ่งเป็นรัชทายาทเพียงพระองค์เดียว ยังแบเบาะอยู่ ก็ยังจะถูกส่งให้ยักษ์กิน เว้นจากพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีใครเลยจะช่วยได้ในวันนั้นนั่นเอง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นอาฬวกยักษ์ในข่ายพระญาณ ทรงดำริว่า เว้นจากเราตถาคตแล้ว ไม่มีใครจะช่วยโอรสกษัตริย์นั้นได้ ตถาคตเท่านั้นที่จะปราบทิฏฐิของอาฬวกยักษ์จนพ้นเวรได้บรรลุโสดาปัตติผล
                         พระพุทธองค์จึงเสด็จมาทรมานยักษ์ด้วยวิธีต่างๆ อาฬวกยักษ์สินฤทธี้แล้ว แต่ยังไม่ยอมจำนนง่ายๆ ได้ตั้งปัญหาธรรมะถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายอย่าง หลายประการ ด้วยยังหลงว่าตัวมี
ปัญญาเหนือกว่าพระบรมศาสดา เมื่อพระบรมศาสดาทรงเฉลยปัญหานั้นๆ ทีละข้อๆ อย่างแจ่มแจ้ง จนอาฬวกยักษ์ ดื่มดํ่าในพระธรรมเทศนา ใจหยุดนิ่ง สว่างไสวเข้าถึงธรรมกายพระโสดาได้เป็นพระโสดาบันในวันนั้นเอง

ปัญหาที่อาฬวกยักษ์ถามพระสัมมาส้มพุทธเจ้ามีอยู่ ๕ข้อดังนี้
ปัญหาของอาฬวกยักษ์
อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหามีใจความว่า
“คนได้ปัญญาอย่างไรหนอทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้

คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ
ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้
คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก”
พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาทีละข้อๆ ตามลำดับด้งนี้
ปัญหาข้อแรก ที่ว่า “คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ"
ทรงตอบว่า “บุคคลเชื่อธรรมะของพระอรหันต์ เพี่อบรรลุนิพพานฟ้งอยู่ด้วยดี ย่อมได้ปัญญา”
ปัญหาข้อที่ ๒ ยักษ์ถามว่า “ทำอย่างไรจึง หาทรัพย์ได้ "
ทรงตอบว่า “ผู้ไม่ประมาท มีวิจารณญาณ ทำการต่าง ๆ ได้เหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้”
ปัญหาข้อที่ ๓ ที่ว่า “ทำอย่างไร จึงจะมีชื่อเสียง "
ทรงตอบว่า “คนได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์,,
ปัญหาข้อที่ ๔ ถามว่า “ทำอย่างไร จึงจะผูกมิตรไว้ได้ "
ทรงตอบว่า “ผู้ให้ ย่อมผูกมิตรไว้ได้”
ปัญหาข้อสุดท้าย ยักษ์ถามว่า

“คนละโลกนี้ไปยู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก”
ทรงตอบว่า “บุคคลใดอยู่ครองเรือน ประกอบด้วยศร้ทธา มีธรรม ๔ ประการนี้ คือสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก” ในตอนท้ายทรงท้าทายว่า

 

“เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูชิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งกว่าสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ"
ปัญหาข้อที่ ๕นี้เอง ที่เป็นธรรมะในหมวดฆราวาสธรรมอาฬวกยักษ์เป็นผู้มีปัญญาอยู่บ้าง เพราะพื้นใจพอจะได้บรรลุโสดาบันจึงตอบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทันทีเหมือนกันว่า

 

“ทำไมหนอข้าพเจ้าจึงจะต้องไปถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้ วันนี้ข้าพเจ้ารู้ข้ดถึงสัมปรายิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวีเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ วันนี้ข้าพเจ้าได้รู้ชดถึงทานที่บุคคลควรทำในที่ ชึ่งมืผลมาก ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปยู่บ้าน จากบุรีไปยู่บุรี”พลางนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรม
 

ในครั้งนั้นนอกจากอาฬวกยักษ์จะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว บรรดายักษ์ทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วย ก็พลอยได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบ้าง เป็นพระสกทาคามีบ้าง เป็นพระอนาคามีบ้าง ตามกำลังบุญ
ที่มีฃองฆราวาสธรรมเป็นอย่างนี้ สำหรับพวกเราที่เป็นฆราวาสทั้งหลาย ถ้าอยากเป็นฆราวาสด้กดิ้สิทธื้อย่างที่ว่ามา ก็ต้อง

ปฏิบัติตัวให้ตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ ประการคึอ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ดังกล่าว
คนที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ คือ คนทีไม่ได้ทำตัวให้อยู่ในคุณธรรมเลย เป็นสามีก็เป็นสามีที่ไม่มีคุณธรรมต้องถูกภรรยาทุบตีโขกสับอยู่เรื่อยๆ เป็นภรรยาก็เป็นภรรยาที่หาคุณธรรมไม่ได้ ถูกสามีเลี้ยงด้วยลำแข้ง ตลอดมา เป็นลูกก็เกะกะเกเร เหลวไหล ผลสุดท้ายพ่อแม่ต้องไล่ออกจากบ้านไปติดคุกติดตะรางเสียก็มี แม้ไปเป็นตำรวจไปเป็นทหารก็จะเอาดีไม่ได้ไม่ตักดสิทธ ดีไม่ดีก็ติดคุกเสียเองแต่ถ้าประกอบด้วยคุณธรรม ๔ประการนี้ เป็นสามีก็เป็นสามีศักดิ์สิทธิ์ เป็นสามีแก้ว เป็นกรรยาก็เป็นภรรยาตักดสิทธ เป็นภรรยาแก้ว เป็นลูกก็เป็นลูกตักดื้สิทธ เป็นลูกแก้ว ถ้าเป็นทหารก็เป็นขุนพลแก้ว เมื่อทำการค้าการขายก็ทำได้ดี เรียกว่า ชุนคลังแก้ว ทำอะไร ศักดิ์สิทธิ์ไปหมด

 

ฆราวาสธรรม ทำให้เป็นคนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร
ถ้าจะแจกแจงรายละเอียดทั้งในทางทฤษฏีและทางปฏิบัติคุณ
ธรรมทั้ง ๔ ประการ อันได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ย่อมสามารถทำไห้คนธรรมดา กลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ได้

 

คุณธรรมข้อที่ ๑ “สัจจะ"
สัจจะแปลตรงๆ ว่า ความสัตย์ ความชื่อ ถ้าขยายความตามศัพพท์แยกได้ ๓ ลักษณะคือ มีความจริง ความตรงและความแท้

จริง คือ ไม่เล่น
ตรง คือ ความประพฤติทางกาย วาจา ตรงไม่บิดพลิ้ว ไม่บ่ายเบี่ยง
แท้ คือ ไม่เหลวไหล

 

แต่ถ้าในเชิงปฏิบัติจำง่ายๆ สัจจะคือ ความจริงใจ คือ ถ้าจะทำอะไรแล้ว ทุ่มหมดตัว ไม่ยั้ง ไม่เหยาะๆ แหยะๆ ส่วนคนในโลกมักไม่ค่อยจริงกัน
 

ลักษณะของความจริงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ถ้าจะแบ่งออกไปแล้ว ก็มีอยู่ ๕ ลักษณะคือ
 

ลักษณะที่ ๑ จริงต่อหน้าที่
              คือ ใครเป็นสามีก็รับ่ผิดชอบต่อหน้าที่สามี เลี้ยงครอบครัวให้ดี ไม่ปันใจให้หญิงอื่น จริงใจกับภรรยาตรงเผงไปเลย ใครเป็นภรรยาก็จริงใจต่อหน้าที่ของภรรยา ดูแลบ้านช่องห้องหอให้เรียบร้อย ไม่แอบออกนอกบ้าน ไปเที่ยวเตร่ เล่นการพนันเผาผลาญทร้พย์ เป็นลูกก็จริงใจลงไปเลยว่า เราเป็นลูกมีหน้าที่รักษาวงษ์ตระกูลให้ดี ถ้าพ่อแม่แก่เฒ่า ก็ต้องเลี้ยงดูกันไป เป็นทหารก็จริงใจลงไปในหน้าที่ทหาร เป็นตำรวจก็จริงใจต่อหน้าที่ของตำรวจไม่ว่าใครจะเป็นอะไรก็ทุ่มไปกับหน้าที่ของตัวให้หมดเช่นนี้จึงเรียกว่า จริงต่อหน้าที่

ล้กษณะที่ ๒ จริงต่อการงาน
                 พอมีหน้าที่ก็ต้องมีงานตามมาโดยอัตโนมัติ เป็นสามีก็มีงานของสามี คืองานหาเลี้ยงครอบครัว เป็นภรรยาก็มีงานของภรรยา เป็นลูกก็มีงานของลูก เป็นพระก็มีงานของพระ เป็นอะไรก็มีหน้าที่และมีงานตามมา ยิ่งอายุมาก หน้าที่ก็ยิ่งมากเป็นเงาตามตัว เมื่อหน้าที่มาก งานก็ตามมาเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทันทีที่เราเกิด หน้าที่ก็ติดตัวมาเลย คือหน้าที่ต้องเป็นลูกที่ดีของพ่อเเม่ ลูกที่ดีจะต้องทำอะไรบ้าง งานก็ตามมา ครั้นคุณพ่อคุณแม่มีน้องมาให้เราอีกด้วย หน้าที่พี่ก็เพิ่มมาโดยอัตโนมัติ โตขึ้นไปโรงเรียน ก็มีหน้าที่ของนักเรียน เป็นอะไรก็มีหน้าที่และมีงานทยอยตามมาเป็นลำดับ คนที่จริงต่อการงาน ไม่ว่าจะอยู่ไนหน้าที่อะไร ให้ทุ่มทำงานในหน้าที่นั้นให้หมดตัว

                    เมื่อบวชเป็นพระแล้วก็ให้ทำหน้าที่ของพระให้เต็มที่ ไม่ต้องขยักเอาไว้เผื่อลืก ประพฤติปฏิบัติธรรมให้สมกับเป็นพระทีเดียว งานของนักปฏิบัติธรรมคืองานรักษาคืล งานเจริญสมาธิ ต้องปฏิบัติกันชนิดทุ่มหมดตัว หมดชีวิตลงไปเลย ตัวอย่างทางโลกที่รู้ๆ กันอยู่ก็มีเช่น พระเจ้าตากสิน ถึงคราวจะตีเมืองจันทบุรี พระองค์ก็ทรงทุ่มหมดตัวเหมือนกัน เย็นวันนั้นพอ ทหารกินข้าวกินปลาอิ่มกันดีแล้ว ก็ทรงล้งให้เผาอาหารที่เหลือทิ้งให้หมด หม้อข้าวหม้อแกงก็ทุบทิ้ง ไม่มีเหลือแล้ว ทรงประกาศอย่างเฉียบขาดว่า

‘‘คืนนี้ต้องตีเมืองจันท์ไหได้ แล้วเข้าไปกินข้าวในเมือง แต่ถ้าตีไม่ไต้ ก็ตายกันอยู่หน้าประตูเมืองจันทบุรี อดตายกันอยู่ที่นั่นแหละ นี่ ทำงานแล้วต้องทำกันอย่างนี้ ทุ่มหมดตัวลงไปเลย แล้วทำอะไรก็จะศักดิ์สิทธิ์หมด หยิบงานอะไรขึ้นมาแต่ละชิ้นต้องทำให้ดีที่สุด อย่าทำชุ่ยๆ ขอไปที เกิดเป็นคนแล้วอย่าชุ่ยดีที่สุดในที่นี้ก็มืจำกัดขอบเขตว่า ดีที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์ที่เขาหามาให้ในตอนนั้น ดีที่สุดเท่าที่งบ
ประมาณที่เขากำหนดมาให้ เมื่อคิดว่าดีที่สุดแล้ว ก็ทุ่มเปรี้ยงๆ ลงไปเลย ไม่ต้องขยักไว้ หมั่นทำให้เคย ทีแรกยังไม่ชำนาญงาน ก็อาจติดอาจขัดได้ เพราะเพิ่งเริ่มต้นใหม่ แต่หลังจากทำงานคุ้นหนักเข้าๆ มันจะคล่องตัวไปเอง

 

พระสัมมาล้มพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงเรื่องทำนองนี้ไว้ครั้งหนึ่งว่า
‘‘ราชสีห์เวลาจะตะปบข้างเอามากิน มันจะตะปบด้วยความระมัดระวังอย่างดีที่สุด แม้สัตว์เล็กลงมาหน่อย เช่น เสิอ มันก็ตะปบ ด้วยความระมัดระวังเหมือนกัน ตะปบแมวยังตะปบด้วยความระมัดระวังแม้ที่สุดจะตะปบกระต่ายตัวเล็กๆไม่มีเขี้ยวเล็บมากินสักตัวก็ตะปบด้วยความระมัดระวังเท่าเทียมกัน ทำไมต้องทำอย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า

 

“ราชสิห์มันนึกอยู่เสมอว่า ราชสิห์ตัวใหญ่อย่างมัน ถึงยังไงๆก็ต้องไม่ให้เสิยเหลี่ยมคู ขืนตะปบกระต่าย แล้วกระต่ายหนีรอดไปได้ เสียศักดิ์ศรีราชสีห์หมด อีกอย่างหนึ่ง เรามักได้ยินคำพังเพยว่า “เรือล่มเมื่อจอด” คำ
นี้ใช้กับผู้ที่เคยทำดีมาแล้ว แต่ประมาทเมื่อปลายมือ เพราะไม่ตั้งใจ ทำให้ดีที่สุดหรือทำสักแต่ว่าทำ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ต้องทำให้ดีพร้อมหมด จนใครๆ ก็ทำให้ดีกว่านี้!ม่ได้อีกแล้ว นึ่คือจริงกับงาน

 

ลักษณะที่ ๓ จริงใจกลับเวลา
                   คือใช้เวลาที่ผ่านไปให้คุ้มค่า เรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าไปทำเลย เสียเวลาเปล่า เวลาที่ผ่านไปมันไม่ได้ผ่านไปเปล่าๆ มันเอาอายุ เอาชีวิตเราไปด้วยนะ เพราะฉะนั้นถ้าพูดว่า เสียเวลาเปล่าความหมายก็จะเบาไป
ต้องพูดว่า เสียชีวิตเปล่า จึงจะชัดดี ดังนั้นจึงควรเลือกทำแต่เรื่องที่ทำแล้วให้ประโยชน์จริง ๆ อย่าพูด
เป็นอันขาดว่า “อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร” ถ้าว่างจริง ๆ ก็นั่งหลับตา สัมมาอะระห้งชิ ทำไมไม่ทำ คนอย่างนี้ไม่จริงกับเวลา

 

ลักษณะที่ ๔ จริงต่อบุคคล
                    คือคบใครขอให้คบกันจริง ๆ ไม่ใช่คบกันแค่มารยาท คนเรามักชอบบ่น “ผมน่ะไม่มีเพื่อนจริงสักคน” ความจริงแล้ว ตัวเองนั่นแหละไม่จริงกับเขาก่อนแล้วเขาจะมาจริงใจกับเราได้อย่างไร เวลาคบกับใครก็บอกเขาว่า “มีธุระเดือดร้อนอะไรละก็ บอกนะ จะช่วยเต็มที่” แต่พอเขาจะมาพึ่งพาให้ช่วยเหลือ กลับบิดพลิ้ว สารพัดจะหาเหตุผลมาอ้าง มาแก้ตัว อย่างนี้!ม่มีใครเขาจริงใจด้วยหรอก มีเรื่องหนึ่งอยากจะเตือนไว้ถ้ารักจะคบเป็นเพื่อนก้นตลอดไป อย่าเล่นแชร์เล่นไฟกับเพื่อน เพราะสองอย่างนี้พอเล่นจะเอาผลประโยชน์ก้น แล้วจะมีความจริงใจอะไร เพื่อนก้น มีอะไรต้องช่วยเหลือจุนเจือก้น เพื่อนติดขัดเรื่องเงินเรื่องทอง ก็ตัดเงินส่วนที่ไม่ ทำให้ตัวเองเดือดร้อนให้!ปเลย ไม่ต้องไปคิดเรื่องดอกเบี้ย จะคิดถูกคิดแพงก็ถือว่าไม่จริงใจต่อก้นทั้งนั้น

 

ลักษณะที่ ๕ ตรงต่อความดี
                   คือจริงใจต่อคุณธรรมความดี จะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนก็ดี หรือทำตามหน้าที่ก็ดื ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน โดยเฉพาะทำให้คนดื ๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย เช่นเป็นทหาร ได้รับคำลังไปเคลียร์พื้นที่ที่มีผู้ก่อการร้าย ก็ต้องเคลียร์เฉพาะคนร้าย แยกคนดีๆ ที่ปะปนอยู่ออกให้ได้ ไมใช่ฆ่า
ทิ้งหมดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ หรือเป็นตำรวจ จับผู้ต้องหาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ก็อย่าไปแก้แค้นด้วยการซ้อมคนไม่มีทางลั มีหน้าที่สอบสวน เจอผู้ร้ายปากแข็งชักช้าอย่างไรก็ต้องทน ต้องพยายามใช้ปัญญา อย่าใช้วิธี
ทารุณบีบคั้นให้เขารับสารภาพ ต้องนึกถึงคุณธรรมความดีให้มาก เป็นอันสรุปความได้ว่าคนที่มีลัจจะคือคนที่ทำอะไรทุ่มหมดตัวจะทำงานชิ้นใดก็ทุ่มทำให้ดีที่สุด คบใครก็คบก้นจริงๆ ไม่ใช่ต่อหน้าสรรเสริญ ลับหลังนินทา ถ้าจะคบก็คือคบ ถ้าไม่คบก็ตัดบัญชีกันไปเลย ฝึกทุ่มหมดตัวอย่างนี้ ไม่ช้าก็จะได้เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
 

                  จำได้ไหม วันที่พระสัมมาลัมพุทธเจ้าตรัสรู้นะ พอนั่งสมาธิคู้บัลลังก์แล้ว เท่านั้นก็ทรงตั้งสัจจะอธิษฐานทุ่มชีวิตเลยว่า“แม้เลือดเนื้อในร่างกายจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่หนัง เอ็นกระดูก ก็ตามที หากยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เราจะยอมไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด นี่พระบรมศาสดาของเราทุ่มสุดตัวอย่างนี้ เราเป็นลูกคิษย์ท่านก็ต้องท่าตามท่าน

                  พวกนักเรียนนักศึกษา ตอนนี้กำลังเรียนก็ทุ่มเทให้เต็มที่ อย่าไปห่วงกลัวไม่มืเวลาจีบแฟน ขืนโง่เรียนไม่จบ เขาไม่หันมามองหน้าเราหรอกนะ เวลามาวัด ก็ต้องทำใจท่ากายให้พร้อม จะมานั่งหลับตา ท่า
สมาธิก็ไม่ควรเขียนคิ้วทาปาก ใล่น้ำหอมกลิ่นฟังมารบกวนคนอื่นเขาเปล่าๆ มาวัดก็มากันจริงๆ มาตักบาตรก็ตักบาตรกันจริงๆ มาฟังเทศน์ก็ฟังกันจริงๆ มานั่งสมาธิก็มานั่งกันจริงๆ พอลงมือนั่งแล้ว ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ใครคอขาดบาดตายยังไงก็ช่าง เรื่องอื่นไม่คิดแล้ว
                  เรื่องอดีตผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องคิด เพราะเรียกไม่กลับ อนาคตก็ไม่คิดคิดมากเดี๋ยวทุกข์กินเปล่า เพราะมันจะมาถึงหรือไม่มาก็ไม่รู้ ตอนนี้ที่แน่ๆ คือทุ่มลงไปเลย นึกถึงองค์พระนึกถึงดวงแก้ว ถ้าทำอย่างนี้
เดี๋ยวองค์พระก็พริบขึ้นมา ดวงแก้วก็สว่างพริบขึ้นมา

คุณธรรมฃ้อที่ ๒ “ทมะ”
                   ทมะ แปลว่า ฝึก เกิดเป็นคนต้องหมั่นปรับปรุงตนเองอยู่เรื่อยไป อย่าอยู่กับที่ ขณะที่คนอึ่นเขาวิ่งบ้าง เดินบ้าง แม้ที่สุดกำลังคลานอยู่ ถ้าเรามัวนอนหลับ ก็เท่ากับเราถอยหลังนั่นแหละ โลกมันหมุนไม่ยอมหยุด วิชาการก็ก้าวหน้าเรื่อยไป เราจึงต้องฝึกตัวให้ก้าวหน้าเรื่อยไปเหมือนกัน
                  เรื่องฝึกต้วนี่สำคัญ ใครที่มืผูIต้บังคับบัญชามากไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้าอะไรก็ตาม ขืนไม่ฝึกตัว ร้บรองไปไม่รอด นอกจากต้องฝึกทางด้านวิชาการตลอดแล้ว ยงต้องฝึกแก้นิสัยใจคอตัวเองอีกด้วย ฝึกแก้นิสัยต้วเอง คือ ฝึกตัวด้านคุณธรรมนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ตรัสไวในโคลงโลกนิติว่า


“ยู่งชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ ฤๅไหว”

               ความรู้ทางโลกนั้นถึงจะก้าวไปเร็วอย่างไรก็ตาม ยังสามารถเรียนทันกันได้ไม่ยาก แต่คุณธรรมหรือความประพฤติของเรานี่ซิ กว่าจะแก้แต่ละอย่างได้ ยากแสนยาก ฝึกเเก้อย่างไร การแก้นิสัยไม่ดีแต่ละอย่าง ไม่ใช่จะแก้ได้ง่าย แต่ต้องพยายามแก้จะแก้ได้มากหรือได้น้อยแค่ไหนก็ต้องพยายามแก้กันเรื่อยไป วันหนึ่งย่อมจะแก้หมดเอง
                 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งปาเพ็ญบารมีในพระชาติต้นๆ ความรู้ความประพฤติของพระองค์ก็ยังหย่อนอยู่เช่นคนทั้งหลาย จึงต้องล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง บางชาติก็เกิดเป็นเสีอ ช้าง กวาง เก้ง พูดง่ายๆ บางชาติเกิดเป็นสัตว์ บางชาติเกิดเป็นคน เป็นคนยากจนก็มี บางชาติเป็นกษัตริย์ บางชาติเป็นนักปราชญ์ แต่จะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร พระองค์ก็พยายาม?เกตัวอยู่ตลอดเวลา สังเกตไต้จากเรื่องชาดกต่างๆ
               เราประกาศตัวเป็นชาวพุทธเท่ากับประกาศว่าเป็นลูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีหน้าที่ต้องปฎิบัติตนตามพระองค์ รู้ว่านิสัยอะไร ไม่ดีก็รีบแก้เสิย ฝืนใจให้ได้ ฝืนใจอยู่บ่อยๆ ทำช้ำแล้วช้ำอีกไม่ช้าก็
คุ้นกับความดี

 

มีปัญหาถ้ามีแด่วิชาการอย่างเดียว
                ปัญหาที่เกิดขึ้นไนที่ทำงานหลายแห่งคือผู้บ้งตับบัญชาไม่ค่อยจะปรับปรุงตัวเองโดยเฉพาะความประพฤติ บางคนปรับปรุงเฉพาะความรู้ ซึ่งความรู้ทางโลก ไม่ช้าเด็กรุ่นหลังก็จะตามทัน เราหนีไม่พ้นหรอกเพราะแก่แล้ว

ดวามรู้ต้องคู่คุณธรรม
                    ทางที่ถูกที่ควรคือด้านวิชาการ เราต้องพยายามค้นคว้าเพิ่มเติมมากหรือน้อยก็ให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ พร้อมก้นนั้นก็รืบปรับปรุงคุณธรรมในต้วเราเสียแต่เนิ่น ๆ พอถึงเวลาแล้ว แม้เด็กรุ่นหลังจะตามทันด้วยวิชาความรู้ แต่คุณธรรมนี่ยากที่จะตามก้นทัน เมื่อคุณธรรมของเรายังเหนืออยู่ เขาก็ต้องอาด้ยเราช่วยชี้แนะ เรื่องการปกครอง คนบ้าง เรื่องการถนอมน้ำใจคนบ้าง เรื่องการเข้าลังคมบ้าง เรื่องการติดต่อกับผู้ใหญ่บ้าง และอีกหลายสิงหลายอย่าง เขาจึงยังต้องกราบไหว้เราอยู่ยังต้องยกเราไว้เป็นพระสักดิ้สิทธประจำที่ทำงานอย่างนี้แล้วเราจึงจะรอดตัว แต่ถ้าขาดคุณธรรม ย่อมเกิดปัญหาสารพัด เล่นพรรคเล่นพวกปัดแข้งปัดขา หมกมุ่นครุ่นคิด ก่อเวร จิตใจขุ่นมัว แล้วในที่สุด ก็มีนรกเป็นที่ไป ตั้งใจฝึกคุณธรรมดีกว่า ยิ่งฝึกใจก็ยิ่งใส แล้วจะเป็นอะไรอื่นไม่ไต้หรอก เป็นไต้อย่างเดียวคือ พระประจำที่ทำงานให้เขากราบ ให้เขาไหว้ นี่มันสักดิ้สิทธตรงนี้

 

เป็นผู้ใหญ่ต้องไม่ลำเอียง
                      คุณธรรมที่ผู้ใ1ทญ่ต้องฝึกคือ ความไม่ลำเอียง ถ้าลำเอียงแล้ววินิจฉัยจะเสียตาม บางคนลำเอียงแม้เรื่องเล็กๆ เช่น สุนัขบ้านเราไปกัดแพ้สุนัขข้างบ้าน แค่นั้นแหละ ชักเคืองแทนสุนัขขึ้นมาทีเดียว คือ
เอาหัวใจไปผูกกับสุนัขเสียนี่บางคนเรื่องเล็กไม่ลำเอียง แต่ลำเอียงเรื่องใหญ่ พอลูกตัวเองไปเล่นกับลูกชาวบ้าน เกิดทุบตีกันขึ้น ไม่ได้ถามเลยว่า ลูกตัวไปรังแกเขาก่อนหรือไปทำอะไรมา เข้าข้างลูกตัวเองทันที จะไปเล่นงานลูกชาวบ้านอย่างนี้ก็มีเรื่องความลำเอียงนี้ บางทีแก้กันชั่วชีวิตกว่าจะหาย เพราะฉะนั้นต้องฝึกเป็นคนไม่ลำเอียงไหได้ การฝึกเช่นนี้ เน้นการนั่งสมาธิมากๆ ให้ใจละเอียดอ่อน มีกำลัง แล้วอย่างอื่นเป็นไม่มีทาง เมื่อไม่ลำเอียง ไม่อคติกับใครแล้ว ก็ลอยลำเลย จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นคนตักดื้สิทธประจำสถานที่ ใครจะมีอิทธิพลคับฟ้า ก็กดไม่ลง

 

กล่าวโดยสรุป ทมะ คือ ฝึกปรับปรุงตัวเองเรื่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคุณธรรม ซึ่งนอกจากจะทำให้การทำงานดีขึ้นแล้วยังทำให้ไม่มีเวรมีภัยกับใคร สามารถยับยั้งตัวเอง ตั้งเนื้อตั้งตัวได้มั่นคง ไปอยู่ถึงไหนก็เย็นถึงนั่น เหมือนพระเดินไปโปรดสัตว์นั่นแหละ
 

คุณธรรมข้อที่ ๓ “ข้นติ”
                    ขันติ คือ ความอดทน เป็นลักษณะบ่งถึงความเข้มแข็งทางใจบางคนดูภายนอกรูปร่างใหญ่โต ท่าทางเข้มแข็งอย่างกับยักษ์แต่เปล่าหรอกใจอย่างกับปลาซิว ฝนตกแดดออกหน่อยก็บ่นร้อนนักหนาวนัก ชักไม่ยอมทำงานเสียแล้ว อิ่มนักหิวนัก ก็ไม่ยอมทำงานโบราณท่านว่า “คนอย่างนี้ มันแข็งข้างนอก แต่อ่อนข้างใน”ตรงกันข้ามกับบางคน รูปร่างเล็กนิดเดียว ให้ไปแบกไปหามทำไม่ไหว แต่เมื่อทำงานแล้ว ไม่มีทิ้งงาน ฝนจะตก แดดจะออก ฟ้าจะร้อง ยังไงไม่กระเทือน ยังคงทำงานเรื่อยไป โบราณว่า “คนอย่างนี้อ่อนข้างนอก แข็งข้างใน”แต่บางคนแข็งทั้งนอกทั้งใน คือ รูปร่างกำยำ ใหญ่โต ทรหด อดทนทุกรูปแบบ จิตใจก็เข้มแข็ง
คนที่จะแข็งข้างในได้ ต้องมีคุณธรรมอยู่อย่างหนึ่ง คือ ขันติ ได้แก่ มีจิตใจเข้มแข็ง อาจหาญร่าเริงในการทำความดี และสามารถ ถอนตัวออกจากความชั่วทุกอย่างได้ จะตัวเล็กหรือตัวโต หรือไม่นั้น ไม่สำคัญ

 

ขันติ ๔ ลักษณะคือ
๑. อดทนต่อความสำบากตรากตรำ ได้แก่ อดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศนั่นเอง ไม่ว่าฝนตก แดดจะร้อน อากาศจะหนาว ภูมิประเทศจะทุรกันดารอย่างไร ทนได้ทั้งนั้น
๒. อดทนต่อความทุกขเวทนา คือ ทนต่อความเจ็บไขได้ปวยบางคนทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี แต่พอปวยไข้ เห็นเข็มฉีดยาก็กลัวตัวสั่นแล้ว บางคนเป็นฝึธรรมดาก็ผวา กลัวจะเป็นมะเร็ง แต่บางคนเจ็บป่วยให้แทบตายก็ไม่เคยร้องโอดครวญ
๓. อดทนต่อความเจ็บใจ คือ ทนต่อการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย การทำให้เจ็บอกเจ็บใจบางคน เพียงถูกคนโน้นกระทบที คนนี้กระแทกที เขาว่าหน่อยค่อนขอดนิด ก็อึดอัดเจ็บใจ บางคนทนต่อความเจ็บใจได้บ้าง เพราะเขาเป็นผู้บังคับบัญชาของตนถึงจะทนไม่ได้ก็ต้องทน การทนอย่างนได้ถึอว่ายังไม่เก่งบางคนทนต่อความเจ็บไจ ต่อคำพูดของคนในระดับเดียวกัน พรรคพวกเพื่อนฝูงในที่ทำงานเดียวกันได้ถือว่า เก่งปานกลาง
ส่วนคนเก่งจริงนั้นต้องทนต่อการกระทบกระเทียบเปรียบเปรยการทำให้เจ็บอกเจ็บใจ จากคนใต้บังคับบัญชาหรือผู้ต่ำกว่าได้
๔. อดทนต่ออำนาจกิเลส ในที่นี้ม่งหมายถึง การไม่เอาแต่ใจตัว ไม่ยอมสบายต่อความฟ้งเฟ้อต่างๆ บุคคลบางคนทนต่อความลำบากตรากตรำได้ ทนต่อทุกขเวทนาได้ ทนต่อความเจ็บใจจากผู้ใตับังคับบัญชา และที่ทนได้ ยากที่สุด ดีอ ทนต่ออำนาจกิเลส
                ตัวอย่างเช่น ผู้ชายบางคน ทนแดดทนฝน ทนได้สารพัด แม้ที่สุด เขาเอาเงินมาติดสินบนก็ไม่ยอมรัน เอาปีนมาขุ่จะฆ่าบังคับ จะให้ทำผิด ก็ไม่ยอมก้มหัว แต่พอเจอสาวๆ สวยๆ มาออดอ้อนออเซาะเอาใจเข้าหน่อย ก็เผลอใจไปหมดทุกอย่าง อะไรที่ผิดก็ยอมทำ “เพื่อเธอ” เพราะไม่ทนต่ออำนาจกิเลสนี่เอง เมื่อทนต่ออำนาจกิเลสไม่ได้ ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว จะเป็นพ่อแก้ว แม่แก้ว ลูกแก้ว หรือขุนพล แก้วไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าทนได้ทั้ง ๔ ประการด้งกล่าวแล้วจึงจะคักดื้สิทธ

คุณธรรมข้อที่ ๔. “จาคะ"
                  จาคะ แปลว่า เสียสละ หมายถึงตัดใจ หรือตัดกรรมสิทธิ์ของตน ตัดความยึดถือเสีย
ความเสียสละมี ๒ นัยยะคือ
๑. สละวัตถุ
๒. สละอารมณ์

 

สละวัตถุ หมายถึงการแบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้ รวมทั้งการทำบุญให้ทานใปในตัว ตัวอย่าง เป็นผู้บังคับบัญชาเขา มีลาภอะไรก็แบ่งกันกินกันใช้กับลูกน้อง ถือว่าถ้าเลี้ยงลูกน้องไว้ดี เขาก็จะช่วยงานเราเต็มที่
เราก็จะเบาแรง แม้แต่ฆราวาสมาช่วยงานวัด ถ้าพระเอาแต่ใช้งาน ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีให้กิน เหนื่อยก็เหนื่อย งานทางบ้านก็เสีย แล้วยังต้องควักเงินตัวเองอีก คราวหลัง วัดบอกอะไร คงไม่มีใครยอมมาช่วยอีก
สละอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ผูกโกรธใคร โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้จะยังไม่หมดกิเลส ยังมีความโกรธอยู่ ถึงใครจะทำให้น่าโกรธก็โกรธไปเถิด แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามผูกโกรธ เพราะจะทำให้เสียความเป็นผู้ใหญ่ได้ ถ้าทำให้โกรธ ก็อาจดุด่าว่ากล่าวกันไป แต่อย่าตามจองล้าง จองผลาญอย่าผูกโกรธข้ามชั่วโมง ข้ามวัน ลูกน้องทำความผิดให้โกรธ ก็ลงโทษกันไป เสร็จแล้วก็ใช้งานต่อให้โอกาสเขาแก้ไขปรับปรุงตัวอีก อย่างนี้ถ้าเขายังไม่รักเราก็ไม่รู้จะไปรักใครอีกแล้ว จะทำให้เราศักดสิทธิ้โดยปริยาย บางคนไปเจอคู่อริเก่าเคยมีเรื่องกัน เมื่อ ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมา ก็ยังขุดคุ้ยมาว่ากัน คนอย่างนี้คนไม่ได้ ผูกโกรธกรุ่นๆ ไว้ข้างในตลอดเวลา

 

เราฝึกเป็นคนไม่ผูกโกรธได้เช่นนี้ สละอารมณ์ได้เช่นนี้ในที่สุด เราก็จะกลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์เป็นพระประจำที่ทำงาน เป็นพระประจำบ้านไปโดยอัตโนมัติ
 

สรุปถ้าอยากเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ เราต้องทำตัวให้มีคุณธรรมครบ ๔ ประการ
 

ประการที่ ๑ “สัจจะ” คือ ทำอะไรให้จริงใจและจริงจังได้แก่จริงกับหน้าที่ จริงกับการงาน จริงกับเวลา จริงกับบุคคลและจริงต่อคุณธรรมความดี
 

ประการที่ ๒ “ทมะ” คือ ฝึกจิตใจให้ทรงพลัง ปร้บปรุงแก้ไขตัวเองเรื่อยไปทั้งทางโลกและทางธรรม
 

ประการที่ ๓ “ขันติ” คือ มีจิตใจเข้มแข็ง มีความอดทนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอดทน ๔ ประการได้แก่ทนต่อความลำบากตรากตรำ ทนต่อความทุกขเวทนา ทนต่อความเจ็บใจ ทนต่ออำนาจกิเลสความยั่วยวนต่างๆ
 

ประการที่ ๔ “จาคะ" คือเป็นคนใจกว้าง ทั้งให้ป้นสิงของไม่หวงแหน แล้วทั้งไม่ผูกพยาบาทมาดร้าย หมั่นฝึกคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นผู้มีจิตใจผ่องใสเป็นปกติ เมื่อปฏิบัติสมาธิก็จะเข้าถึงธรรมกายโดยง่าย ทำให้คุณธรรมทั้ง ๔ เกิดขึ้นอย่างมั่นคง ทำได้เช่นนี้แล้ว แม้ฆราวาสก็จะมีความสักดสิทธในตัวกลาย เป็นฆราวาสศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน

 

                        ในที่สุดนี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยซึ่งไม่มีประมาณ และอำนาจบุญกุศลอันเกิดจากการที่หลวงพ่อได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องฆราวาสธรรมนี้ จงเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวะป้จจัย ส่งเสริมดลบันดาล อภิบาล คุ้มครอง ปกป้องรักษาทุกท่าน ให้ปราศจากเสียซึ่งสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์ เสนียด จัญไรใดใด อย่ามาพ้องพาน ให้มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญ ปฏิบัติธรรมขอให้เข้าถึงพระธรรมกายโดยง่าย จงทุกท่านเทอญ

พระธรรมเทศนา โดย
พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

จากหนังสือ บวชไม่เสียผ้าเหลือง สึกไม่เปลืองผ้าหลาย