นับ 10 ให้ถึง 0

วันที่ 29 พค. พ.ศ.2563

นับ 10 ให้ถึง 0


                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “นตฺถิ โทสสโม กลิ”  แปลว่า “โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี” แสดงว่าความโกรธนี้มีโทษมากที่สุด คนเราพอโกรธขึ้นมาจะทำอะไรไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พอโกรธจัดทำได้แม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง แล้วพอความโกรธคลายลงก็ได้แต่มานึกเสียใจภายหลัง


กิเลส 3 ตระกูล


               “กิเลสตระกูลราคะ” เกิดง่ายหายช้าแต่มีโทษน้อย ที่ว่ามีโทษน้อยก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างชายหนุ่มเจอหญิงสาวแล้วถูกใจกัน พัฒนาความสัมพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นง่ายแต่หายช้าและมีโทษน้อย โดยมีความผูกพันกันอยู่ในใจ เทวดาก็ยังมีความชอบในเพศตรงข้าม เทพบุตรก็ชอบเทพธิดา เป็นต้น 


              “กิเลสตระกูลโมหะ” คือความหลง เมื่อเกิดแล้วหายช้า  แต่ว่ามีโทษเรื้อรัง ไม่ได้เกิดปุบปับขึ้นมาทันที
 

               “กิเลสตระกูลโทสะ” เกิดง่ายหายเร็วแต่มีโทษมาก พอเพลิงโทสะโหมขึ้นมาในใจใครเขาก็จะอาละวาด พูดทำได้สารพัดเพื่อให้สะใจ คือโทสะนั้นมีโทษมากแต่จางหายเร็วกว่าโมหะและราคะ แต่ระหว่างที่บันดาลโทสะนั้นมีโทษและมีความรุนแรงมาก

 

เหตุเกิดเพราะความโกรธ


                มีแม่บ้านสิงคโปร์ท่านหนึ่งอายุ 30 กว่าปี อยู่กินกับสามีมานาน 10 กว่าปี อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมาบอกว่า ตอนนี้สามีตนเองแอบไปมีภรรยาน้อย เจ้าตัวรู้สึกผิดสังเกตและสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมพักนี้พ่อบ้านกลับบ้านผิดเวลาบ่อย ๆ แถมยังเปลี่ยนรถคันใหม่ และแต่งตัวโฉบเฉี่ยวดูดีผิดปกติ


               พอมีคนมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเองก็คิดว่าใช่แน่ ๆ สามีทำธุรกิจขายรถมือสอง แม่บ้านจึงรีบไปหาค้อนปอนด์แล้วบุกไปที่เต็นท์รถของสามี ไปถึงไม่พูดพล่ามทำเพลงเอาค้อนปอนด์ทุบกระจกรถบ้าง กระโปรงรถบ้างรวดเดียว 18 คัน ความโกรธถึงคลายลง


                นี่แค่ระบายความโกรธถึงขั้นทุบรถไป 18 คันรวด คิดแต่ว่าลุยก่อนแล้วค่อยคุยกันทีหลัง พอทำลายข้าวของเสร็จเรียบร้อย ถึงรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 6 หมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2 ล้านบาท พอแม่บ้านรู้ยอดค่าเสียหายเท่านั้นก็เป็นลมล้มพับทันที

               ระหว่างที่โกรธไม่คิดหน้าคิดหลังจึงอาละวาดไปสุดฤทธิ์ สุดเดช แต่พอความเสียหายเกิดขึ้นตามมาก็รู้สึกเสียใจ เขาว่า  คนกำลังโกรธฆ่าคนได้ โกรธปุบปับขึ้นมาบางคนฆ่าบุคคลอันเป็นที่รัก ฆ่าพ่อฆ่าแม่ โกรธจัด ๆ ฆ่าตัวเองก็ทำได้ แล้วต้องมานึกเสียใจภายหลังทั้งนั้น


               ในกรณีที่คนเกิดบันดาลโทสะจนสร้างความเสียหายใหญ่โต ถูกตำรวจจับติดคุกดำเนินคดีก็มีไม่น้อย ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากความโกรธที่เรียกว่าอารมณ์ชั่ววูบ หรือบันดาลโทสะแล้วตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจ



เรื่องเล่าบันดาลโทสะ


               สมัยเรียนอยู่ที่คณะแพทย์ ๆ อาตมภาพมีเพื่อนนิสิตคนหนึ่งเขาพักอยู่หอพักเอกชนกับพี่ชาย วันหนึ่งอาตมภาพได้ทราบข่าวว่าเพื่อนคนนี้เกิดเรื่องชกต่อย จึงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น


              เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เขาพักอยู่หอพักชั้น 3 พอเดินขึ้นบันไดถัดไปประมาณ 5-6 ห้อง ก็จะถึงห้องของตัวเอง ในตึกชั้นเดียวกันนี้มีครอบครัวหนึ่งมีภรรยากำลังตั้งท้อง สามีก็ออกเชิงนักเลงชอบยืนกอดอกมองเขาตรงเชิงบันได

              ด้วยความที่เพื่อนยังเป็นวัยรุ่นแถมยังเป็นนักกีฬาตัวสูงใหญ่ พอเขาเดินขึ้นบันไดมาเห็นมีคนยืนจ้องหน้า เขาจึงจ้องหน้ากลับแล้วค่อยเดินเลยไปที่ห้องของตัวเอง ปรากฏว่าพอนักเลงคนนั้นถูกจ้องหน้าคืนบ้างก็โกรธ ไปพาพวกมาเคาะประตูห้องเพื่อน พอเพื่อนเปิดประตูรับเท่านั้นเองกำปั้นก็ลอยมาก่อนเลย


              หนุ่มนักเลงคนนั้นพาเพื่อนนักรักนี้ตัวใหญ่มาอีก 2 คน  พอมาถึงก็รุมต่อยไม่ยั้ง เพื่อนอาตมภาพแหวกหลุดจากห้องมาได้ก็ลงมาข้างล่าง ยืนงง ๆ แล้วร้องเรียกให้คนช่วย ส่วนพี่ชายที่พักอยู่ห้องเดียวกันยังถูกรุมอยู่ข้างบน จนสักพักพี่ชายเดินโซซัดโซเซลงมาจากตึก นักเลงคนนั้นกับพวกรวม 3 คนรุมทำร้ายเขาจนหนำใจแล้วก่อนกลับยังขับรถเฉียวพี่ชายอีก



               เพื่อนของอาตมภาพรีบบอกให้ทางบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีรู้ข่าว พอพ่อแม่รู้ว่าลูกชายทั้งสองคนถูกรุมทำร้ายก็โกรธมาก  จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ จากนั้นก็เอามือปืนมาดูหน้าดูตาฝ่ายตรงข้าม คิดไว้ว่าจะสั่งยิงให้หายแค้น


              พอขึ้นโรงพักฝ่ายภรรยาของนักเลงคนนั้นที่กำลังตั้งท้อง  เห็นมือปืนหน้าตาเหี้ยมเกรียมก็กลัว เข้าไปกราบขอร้องพ่อแม่เพื่อนของอาตมภาพ สุดท้ายพ่อแม่เขาคงฉุกคิดได้ว่าลูกยังเรียนหนังสืออยู่ทั้งคู่จะหมดอนาคต จึงไม่ใช้มือปืนแต่ดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย


               สุดท้ายหนุ่มนักเลงคนนั้นถูกลงโทษจำคุก เสียอนาคต เพราะจะมีประวัติอาชญากรติดตัวว่าเคยติดคุกติดตาราง เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลังก็เสื่อมเสียไปตลอดทั้งชาติ

 

              พาพวกไปรุมต่อยเขาทั้งที่อาศัยอยู่ใกล้กันแค่นั้น แล้วตัวเองก็มีภรรยากำลังตั้งท้องอยู่ ไปทำร้ายเขาแล้วจะหนีไปไหนพ้น เพียงเพราะโกรธที่เขามองหน้าตัวเองเท่านี้ ไม่ทันได้คิดว่าจะเกิดผลเสียตามมาภายหลัง ลุยก่อนเลยแล้วก็มานึกเสียใจภายหลัง เกิดเป็นปัญหาทำให้ชีวิตภายภาคหน้าลำบาก


โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี


             มีอีกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ชายคนหนึ่งขับรถอยู่บนท้องถนน ปรากฏว่ารถเกิดเสียกลางทางจึงรู้สึกโกรธ พอหงุดหงิดขึ้นมาก็คว้าปืนอาก้าออกมาจากรถ  แล้วกราดยิงรถตัวเองจนกระสุนหมดแม็กกาซีน พอรู้สึกสะใจก็คลายโกรธลงหน่อย จึงค่อยโทรตามคู่มาลากรถของตัวเองไปซ่อม เพราะความโกรธรถโดนกระสุนเจาะเข้าไป 30 นัด เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ตัวเองเดือดร้อนได้เพียงความสะใจ


             พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี" จริง ๆ เชื้อโกรธนั้นมีกันทุกคนเพราะมนุษย์ยังไม่หมดกิเลส จะตัดความโกรธได้ต้องบรรลุขั้นพระอนาคามีขึ้นไป เอาเป็นว่าเราต้องฝึกให้ความโกรธอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ อย่าให้ล่วงเลยไปก่อความเสียหายแก่ตัวเราและผู้อื่น



               มีคราวหนึ่งพระอินทร์กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จะนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จะไม่เศร้าโศก พระมหาสมณโคดมทรงสรรเสริญการฆ่าอะไร

  

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า “บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จะนอนเป็นสุข” ถ้ากำลังโกรธอยู่ก็หลับไม่ลง มันหงุดหงิดพลุ่งพล่านไปหมด เมื่อชำระความโกรธออกจากใจได้เราก็หลับสบาย นอนหลับอย่างมีความสุข บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก อาการเผือดใจแห้งใจก็จะหายไป
 

                พระอริยเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลมาเป็นความทุกข์ในที่สุด คือตอนกำลังโกรธถ้าได้ทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกสะใจ เช่น



               คิดว่า “แหม...บังอาจนอกใจเรา” จึงคว้าค้อนปอนด์ทุบรถ 18 คันรวดแบบนี้มันรู้สึกสะใจ  หรือโกรธรถตัวเองจึงคว้าปืนอาก้าขึ้นมายิงกราดรถ 30 นัด มันรู้สึกสะใจดี อย่างนี้เรียกว่า  “มียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลเป็นความทุกข์ ”  ทำให้เรามีปัญหามากมายตามมา

 


                เพราะฉะนั้น เราจึงต้องแก้ความโกรธด้วยการ “ตัดไฟต้นลม” มีหลักการง่าย ๆ คือคนที่กำลังโกรธนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดหวัง รู้สึกว่าไม่ได้ตั้งใจ พอผิดหวังก็เกิดอาการโกรธแล้วก็ลุยเลย ยกตัวอย่าง คนที่อยากจะเข้าห้องแต่เข้าไม่ได้เพราะมีกำแพงขวางกั้นอยู่ พอโกรธก็คว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงเสียเลย

 


              พอเกิดปัญหาขึ้นให้เราแก้ไขด้วยการตรวจสอบตัวเองก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร แล้วตรวจสอบอีกฝ่ายว่าเขาต้องการอะไร ?  ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น เรียกวว่า  “รู้เขารู้เรา”  พอเราเข้าใจตัวเองและเข้าใจอีกฝ่ายแล้วเราก็จะพบทางออกว่า ควรทำอย่างไรให้เขาปรับให้ตรงกับที่เราต้องการได้ เรียกง่าย ๆ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะปรับความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้มาพบกันครึ่งทางได้

                 เมื่อเราเข้าห้องที่มีกำแพงกั้นไม่ได้ แทนที่จะคว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงออก ก็ให้สำรวจว่าประตูอยู่ตรงไหน การ “รู้เขารู้เรา” คือกุญแจไขประตูหัวใจ พอพบประตูเราก็เข้าห้องได้อย่างสบาย ๆ เข้าไปนั่งอยู่กลางใจเขาโดยไม่ต้องเอาค้อนปอนด์ทุบผนังห้องให้เสียหายเลย

 
                ดังนั้น เราต้องเข้าใจความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราอยากได้อะไร และที่เราขัดใจจนโกรธนั้นมันคืออะไรกันแน่ พอตรึกตรองให้ดีความโกรธมันจะลดหายไปในที่สุด


              อย่าลืมความจริงข้อที่ว่า พวกเราทุกคนล้วนแต่เวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ต่อให้ในชาตินี้เรากับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย หรือเป็นคู่แค้นกันอยู่ ภพใดภพหนึ่งในอดีตเขาอาจจะเคยเป็นพ่อเป็นแม่หรือเป็นลูกของเรามาก่อนเคยเป็นบุคคลที่เรารักยิ่งมาก่อน แต่เราลืมไปแล้วเท่านั้นเอง


              พอคิดได้อย่างนี้แล้วความปรารถนาดีจะเกิดขึ้น และความรู้สึกอยากทำลายเขาก็จะคลายลง ให้เราตั้งสติ รู้เขารู้เราให้ได้ สุดท้ายเราจะเปลี่ยนแปลงความโกรธเป็นความเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างราบรื่นในที่สุด

 

จากหนังสือ เนรมิตจิตใจ

โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0064766526222229 Mins