บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

วันที่ 07 เมย. พ.ศ.2564

13-6-64-b.jpg

บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

                ในการสวดเจริญพระพุทธมนต์ มีธรรมเนียมอยู่ว่า ก่อนจะสวดมนต์บทสำคัญๆ จะมีบท
ขัดก่อน บทขัด คือ บทอารัมภบท เป็นการเกริ่นความ บอกกล่าวเบื้องต้นให้รู้ว่า บทที่จะสวดต่อไปนี้มี
ความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร ทำให้เห็นภาพรวมตั้งเเต่ต้น อีกอย่างหนึ่ง เวลาประกอบ
พิธีกรรมในเเต่ละงาน จะมีการสวดหลายๆ บทต่อเนื่องกันไป ช่วงที่พระกำลังสวดบทขัด (รูปเดียว) พระรูป
อื่นที่ต้องการฉันน้ำ ก็จะอาศัยช่วงที่กำลังเกริ่นความนี้ พักฉันน้ำเเก้คอเเห้ง พร้อมที่จะสวดบทต่อไป บทขัด
เเละคำเเปลมีดังต่อไปนี้

อะนุตตะรัง อภิสัมโพธิง สัมพุชฌิตวาตะถาคะโต

พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเเล้ว

ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง สัมมะ

เมื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใครๆ ยังมิได้ให้เป็นไป

เทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง

ได้เเล้วในโลกให้เป็นไปโดยชอบเเท้ ได้ทรงเเสดงพระอนุตตรธรรมจักรใดก่อน

ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา จะตู
สวาริยะสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง

คือในธรรมจักรใดพระองค์ตรัสซึ่งที่สุด ๒ ประการ
เเละข้อปฏิบัติอันเป็นกลางเเละปัญญาอันรู้เห็นอันหมดจดเเล้วในอริยสัจทั้ง ๔

เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง นาเมนะ
วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง เวยยากะ
ระณะปาเฐนะ สังคีตันตัม ภะณามะ เสฯ

เราทั้งหลายจงสวดธรรมจักรนั้นที่พระองค์ผู้ธรรม
ราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  
เป็นสูตรประกาศ พระสัมมาสัมโพธิญาณ 
อันพระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้โดยบาลีไวยยากรณ์ เทอญ

(หันทะมะยัง ธัมมะจักกัปปะวัตตนะสุตตัง ภะณามะเส)

เอวัมเม สุตังฯ

ข้าพเจ้า  (คือพระอานนท์เถระ)   ได้สดับมาแล้วอย่างนี้

เอกัง สะมะยัง ภะคะวา

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะเตนะ มิคะทาเยฯ

เสด็จประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี

ตัต๎ระโข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิฯ

ในกาลนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนเเก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์อย่างนี้ว่า

เท๎วเม ภิกขะเว อันตา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ที่สุด ๒ อย่างนี้

ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา

อันบรรพชิตไม่ควรเสพ

โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค

คือการประกอบตนให้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย

หีโน

เป็นธรรมอันเลว

คัมโม

เป็นของชาวบ้าน

โปถุชชะนิโก

เป็นของปุถุชน

อะนะริโย

ไม่ใช่ของพระอริยะ

อะนัตถะสัญหิโต

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค

การกระทำตนให้ลำบาก

ทุกโข

ซึ่งเป็นทุกข์

อะนะริโย

ไม่ใช่ของพระอริยะ

อะนัตถะสัญหิโต

ไม่ประกอบด้วย ประโชน์ ๑

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฎิปะทา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   หนทางสายกลาง   ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา

ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง

จักขุกะระณี ญาณะกะระณี

ทำจักขุให้เกิด ทำญาณให้เกิด

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง   เพื่อการรู้พร้อม เพื่อนิพพาน

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็หนทางสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้เเล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง

จักขุกะระณี ญาณะกะระณี

ทำจักขุให้เกิด ทำญาณให้เกิด

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ   เพื่อความรู้ยิ่ง   เพื่อการรู้พร้อม เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ

หนทางสายกลางนั้น คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เเหละ

เสยยะถีทังฯ

ได้เเก่สิ่งเหล่านี้คือ

(๑)  สัมมาทิฏฐิ

ความเห็นชอบ

(๒)  สัมมาสังกัปโป

ความดำริชอบ

(๓)  สัมมาวาจา

วาจาชอบ

(๔)  สัมมากัมมันโต

การงานชอบ

(๕)  สัมมาอาชีโว

เลี้ยงชีพชอบ

(๖)  สัมมาวายาโม

ความเพียรชอบ

(๗)  สัมมาสติ

ความระลึกชอบ

(๘)  สัมมาสะมาธิฯ

ความตั้งใจชอบ

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี้แลคือหนทางสายกลางนั้น

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา

ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว   ด้วยปัญญาอันยิ่ง

จักขุกะระณี ญาณะกะระณี

ทำจักขุให้เกิด ทำญาณให้เกิด

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ   เพื่อความรู้ยิ่ง   เพื่อการรู้พร้อม เพื่อนิพพาน

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ข้อนี้เเลเป็นทุกขอริยสัจ คือ

ชาติปิ   ทุกขา

ความเกิดก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา

ความแก่ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง

ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา

ความเศร้าโศกเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความน้อยใจ ความคับเเค้นใจก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข

ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง

ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขาฯ

โดยย่นย่อ อุปาทันขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เเลเป็น

ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ

ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ

ยายัง ตัณหา

ตัณหาอันเป็น

โปโนพภะวิกา

เหตุให้ต้องเกิดอีก

นันทิราคะสะหะคะตา

ประกอบด้วย ความกำหนัดเเละด้วยอำนาจของความพอใจ

ตัต๎ระ ตัต๎ราภินันทินีฯ
ความเพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ
เสยยะถีทังฯ 
ได้เเก่
กามะตัณหา
กามตัณหา
ภะวะตัณหา
ภวตัณหา
วิภะวะตัณหาฯ
วิภวตัณหา
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อนี้เเลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจคือ
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ
การดับ การคลายตัณหา โดยไม่ให้มีส่วนเหลือ
จาโค
การสละตัณหา
ปะฎินิสสัคโค
การละเลิกตัณหา
มุตติ
การปล่อยตัณหา
อะนาละโยฯ
การไม่อาลัยเกี่ยวข้องด้วยตัณหา
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฎิปะทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เเลเป็นทุกขนิโรธคามินี
อะริยะสัจจังฯ
ปฎิปทาอริยสัจ คือ

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ
อริยมรรคมีองค์ ๘
เสยยะถีทังฯ
กล่าวคือ

(๑)  สัมมาทิฏฐิ

ความเห็นชอบ

(๒)  สัมมาสังกัปโป

ความดำริชอบ

(๓)  สัมมาวาจา

วาจาชอบ

(๔)  สัมมากัมมันโต

การงานชอบ

(๕)  สัมมาอาชีโว

เลี้ยงชีพชอบ

(๖)  สัมมาวายาโม

ความเพียรชอบ

(๗)  สัมมาสติ

ความระลึกชอบ

(๘)  สัมมาสะมาธิฯ

ความตั้งใจชอบ

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี่คือ ทุกขอริยสัจ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้เเลควรกำหนดรู้

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ เราก็ได้กำหนดรู้เเล้ว

 

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี่คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้เเล ควรละเสีย

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้แล เราได้ละเเล้ว

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี่คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้เเล ควรทำให้แจ้ง

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้เเล เราทำให้แจ้งเเล้ว

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี่คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้เเล ควรทำให้แจ้ง

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นเเล้ว ญาณได้เกิดขึ้นเเล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นเเล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นเเล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นเเล้วเเก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้เเล เราทำให้เจริญเเล้ว

 

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดี เพียงใด

 

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง
สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น

 

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฎฎัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว

 

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะ-นุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์

 

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติฯ อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ

อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็มีใจยินดีเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสภาษิตนี้ อยู่ธรรมจักขุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา

 

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว

 

ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ

เหล่าภุมมเทวดา ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่านั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะประกาศไม่ได้ ดังนี้

 

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นจาตุมหาราชได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้วก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นดาวดึงส์ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้วก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นยามา ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

ยามานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นดุสิต ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นยามาแล้ว ก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นนิมมานรดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดุสิตแล้ว ก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็ได้ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

เทวดาที่นับเนื่องในหมุ่พรหมได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตสวัตดีแล้ว ก็ป่าวร้องต่อๆ กันไปว่านั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเนมิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่สามารถให้เป็นไปได้ดังนี้

 

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ

ชั่วขณะกาลครู่หนื่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนี้แล ทั้งหมื่นโลกธาตุนื้ได้หวั่นไหว สะเทือนสะท้านลั่นไป

 

อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ

ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ปรากฏแล้วในโลก

 

อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ

ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า

 

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตว๎วะ นามัง อะโหสีติฯ

ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า 'อัญญาโกณฑัญญะ' นี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0097899993260701 Mins