โลกแบน

วันที่ 29 สค. พ.ศ.2558

 

โลกแบน


            เมื่อครั้งเป็นเด็กนักเรียนคุณครูสอนว่า “ โลกกลม ” จนพวกเราจำได้ขึ้นใจและเมื่อได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ก็ยิ่งเข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลก แต่การที่ตั้งประเด็นว่า “ โลกแบน ” นี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งต่อทฤษฎีเดิมแต่อย่างใด เพราะเป็นการพูดถึงลักษณะของโลกในเชิงโลกาภิวัฒน์ เพื่อให้เห็นภาพของโลกในยุคที่ข้อมูลข่าวสาร สามารถสื่อสารเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วจากทุกมุมโลก จนราวกับว่าทุกอย่างใกล้กันถึงกันหมดทั้งโลกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลต่อทุกชีวิตบนโลก แม้แต่ชีวิตในวัดเราอาจจะนั่งอยู่กับที่ในวัดไม่ได้ไปไหน แต่เราสามารถติดต่อกับศูนย์สาขาในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่โตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส ลอสแองเจลิส ซิดนีย์ ฯลฯ ด้วยระบบโทรศัพท์ภายใน โดยกดเลขหมายเพียง 4 หลัก ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก


            บางครั้งขณะกำลังโทรศัพท์ติดต่อกับศูนย์สาขาต่างประเทศอยู่ก็ได้ยินเสียของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่กำลังออกอากาศทาง DMC แว่วเข้ามาในโทรศัพท์เทียบกับเสียงที่ฟังอยู่ที่วัด ก็ตรงกัน เป็นเสียงเดียวกัน จนมีความรู้สึกว่า คนที่เรากำลังคุยด้วยอยู่ไม่ไกลจากเราเลย นอกจากนี้ในการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ผู้ที่อยู่ในต่างประเทศก็สามารถทำได้ด้วยการเข้าระบบ LAN ของวัด ซึ่งระบบต่างๆ เหล่านี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของวัดจนราวกับว่าศูนย์สาขาที่โตเกียว นิวยอร์ก แอลเอ ซิดนีย์ ฯลฯ นั้น ได้มีออฟฟิศตั้งอยู่ข้างๆ ออฟฟิศของเราในวัดนี่เอง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ทำให้ระยะทางภูมิศาสตร์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารอีกต่อไป


             เมื่อมองกว้างไปถึงทั้งโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ ทำให้เกิดผลตามมาคือ คนเราสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลในโลกจำนวนมากมายมหาศาลได้โดยตรง ใครสนใจเรื่องใดก็สามารถไปค้นคว้าได้เลย ในสมัยก่อนหากอยากทราบข้อมูลเรื่องใด ต้องเขียนจดหมายไปถามหน่วยราชการต้นแหล่ง แล้วก็อาจต้องรอการตอบกลับเป็นเดือน สองเดือน สามเดือน หรืออาจจะหายเงียบไปเลย แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถเข้าๆไปค้นหาข้อมูลในเวปไซต์ได้เลย 


            ดังนั้น เราสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้โดยตรง ด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเราก็สามารถเป็นผู้ให้ข้อมูลได้ อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลของเรามีพลังดึงดูดแค่ไหน ถ้าข้อมูลของเราเป็นข้อมูลที่ดีมีความน่าสนใจ จะมีผู้คนจากทั่วโลกมารับข่าวสารจากเรา เพราะเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้ถ้าเขาต้องการ
เมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ ทั้งยังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับวันมีแต่จะเร็วขึ้นๆ เราจึงควรที่จะมีหลักปฏิบัติเพื่อให้สามารถรับมือ กับเรื่องของโลกแบนหรือโลกแห่งนวัตกรรมการสื่อสารเช่นนี้ได้


             ประการแรกเราต้องมีวินัยเรื่องเวลา เนื่องจากเราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ถ้าเราไม่คุมเวลา ไม่ตั้งประเด็นให้ดีว่าเราจะค้นหาข้อมูลเรื่องใด ผลก็คือเมื่อเราเข้าไปในเวปไซต์เพื่อหาข้อมูลเรื่องหนึ่ง แต่พอไปเจออีกเรื่องที่น่าสนใจ เราก็จะเข้าไปดูแล้วก็ดูต่อไปเรื่อยๆ บางคนดูเพลินใช้เวลาหมดไปเป็นวันๆ เราจะรับข้อมูลเยอะแยะมากมาย จนข้อมูลเรื่องแรกๆ ที่เราต้องการจริงๆ อาจจะขาดตกบกพร่องหรืออาจจะถูกลืมไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะหลงเพลินไปในเรื่องไร้สาระ เช่น ไปดูสื่อในอินเตอร์เน็ต ที่เป็นสื่อประโลมโลก หมดเวลาไปเป็นวันเป็นเดือนก็มี เด็กบางคนติดเกมออนไลน์เล่นทั้งวันทั้งคืนจนเกิดผลกระทบต่อการเรียนและสุขภาพ


            เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีวินัยในตัวเองคุมเวลาให้ได้ เราจะให้เวลาสำหรับเรื่องนี้วันละเท่าไร เช่น ในเรื่องการค้นหาข้อมูล บางคนประกอบอาชีพในเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลมาก อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็ต้องคุมเวลาให้ได้ตามนั้น ไม่เช่นนั้นจะถูกกระแสข้อมูลพัดท่วมจมหายไปโดยไม่สามารถคว้าสาระประโยชน์ กลับมีแต่ข้อมูลขยะ เต็มไปหมด นี่เป็นเรื่องที่เราต้องระวังกันให้ดี


             เปรียบเสมือนการนั่งเกวียนสมัยก่อน เกวียนค่อยๆเคลื่อนที่ไป ลมก็พัดโชยมาเบาๆ คนก็นั่งไปแบบสบายๆ แต่ตอนนี้เหมือนกับเราขึ้นรถด่วน ขึ้นทางด่วนข้อมูลวิ่งกันแบบชินคันเซ็น ชั่วโมงหนึ่งเป็นร้อยๆกิโลเมตร ฝ่าแรงลมที่ปะทะอย่างรุนแรง ถ้าตั้งหลักไม่ดีก็อาจจะถูกลมพัดปลิวหายไปได้ 


            นอกจากนี้ข้อมูลที่ผ่านตัวเรามีทั้งที่เป็นเพชรนิลจินดา คือมีประโยชน์มาก มีทั้งข้อมูลที่เป็นเหมือนกรวดทราย ไม่ค่อยเป็นประโยชน์มากเท่าไร และข้อมูลที่เป็นเหมือนขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลก็มีอยู่ไม่น้อยสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่คัดกรองให้ดี จะทำให้ใจของเราเปรอะเปื้อน เสียทั้งเวลาและคุณภาพของใจ เรียกว่ามีแต่ลบอย่างเดียว


            ประการที่สอง เราต้องรู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูล ในการเข้าถึงข้อมูล ควรคิดก่อนว่าขณะนี้เราต้องการข้อมูลเรื่องอะไรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงไหม แล้วก็เจาะเรื่องนั้นให้ได้ อย่าแฉไปเรื่องอื่น เพราะจะทำให้เราลืมประเด็นเดิมที่ต้องการจับหลักให้แม่น มีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจอข้อมูลต่างๆที่น่าสนใจ ให้คิดต่อว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานจริงๆได้อย่างไร ถ้าคิดไปถึงขั้นตอนการนำมาใช้ประโยชน์ เราจะเลือกหยิบเลือกศึกษาข้อมูลมาได้อย่างแม่นยำ ตรงตามวัตถุประสงค์


            ขณะเดียวกันอย่าเป็นเพียงผู้รับข้อมูลเท่านั้น แต่เราต้องรู้จักใช้โอกาสที่มาถึงด้วย สังเกตดูคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่รู้ข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นคนที่รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น บางคนนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันอ่านนั่นอ่านนี่ ใครพูดอะไรก็รู้เรื่องไปหมด แต่เรื่องเหล่านั้นกลับไม่มีประโยชน์ต่อหน้าที่การงานของเขาเลย แต่บางคนอาจจะใช้เวลาในการหาข้อมูลเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวัน แต่ว่าด้วยใจที่นิ่ง หลักที่แม่น พอเห็นข้อมูลก็รู้ว่าส่วนไหนสามารถนำไปใช้ได้อย่างไร ข้อมูลเพียงเรื่องเดียวที่เขาหยิบจับไปใช้ จะมีสาระเป็นประโยชน์แก่ตัวเขา มากกว่าคนที่จมอยู่กับข้อมูลเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง แต่ไม่รู้จะนำข้อมูลไหนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร


            ตัวอย่างหนึ่งที่เราคุ้นชื่อกันดีคือ Google ปัจจุบันนี้ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่างรู้จัก Google กันเป็นอย่างดีทั้งที่ Google เพิ่งเกิดมาได้แค่ประมาณสิบปีนี้เอง จากนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 2 คน ที่เกิดความคิดขึ้นมาว่า ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีมหาศาล การค้นข้อมูลต้องใช้เวลานานมาก ถ้าสร้างโปรแกรมที่เรียกว่า Search engine มาช่วยในการค้นหาข้อมูลได้คงจะดี ใครต้องการข้อมูลเรื่องใดเพียงแค่พิมพ์คำที่ต้องการรู้เข้าไป โปรแกรมจะช่วยค้นหาว่า ข้อมูลนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง เริ่มจากความคิดสร้างสรรค์มองประเด็นถูกต้องและใช้โอกาสให้ถูกต้อง ผ่านเวลามาเพียงแค่ 10 ปี ขณะนี้บริษัท Google กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดหลักทรัพย์นับแสนล้านเหรียญ หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เพราะรู้จักหาประโยชน์จากโอกาสและข้อมูล


            อีกตัวอย่างหนึ่งคือผู้ก่อตั้งเวปไซต์ You Tube เวปไซต์นี้เพิ่งเกิดขึ้นประมาณ 3 ปีเท่านั้นเอง เริ่มต้นจากการที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ได้พัฒนาจากอินเตอร์เน็ตธรรมดา มาเป็น Broadband คืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้สามารถดูวิดีโอทางอินเตอร์เน็ตได้ เขาจึงเกิดความคิดในการตั้งเวปไซต์ขึ้นมา แล้วนำเอาวิดีโอที่น่าสนใจมารวมกันไว้ให้คนเข้ามาดู
ช่วงแรกเว็ปไซต์นี้มีวิดีโอแค่ 50 เรื่อง ผู้สร้างเองก็กลุ้มใจว่าจะไปหาวิดีโอมาจากไหน ต่อมาคิดได้จึงประกาศออกไปว่า ใครมีวิดีโอน่าสนใจอยากจะเผยแพร่ ให้นำมาใส่ไว้ในเวปไซต์นี้ได้ แล้วเขาก็ทำหน้าที่จัดหมวดหมู่ ให้คนสามารถเข้ามาเลือกดูได้ง่าย 


            เมื่อจับถูกทางเวลาผ่านไปแค่ปีเศษจากวิดีโอ 50 เรื่องได้เพิ่มเป็นประทมาณ 100 ล้านเรื่อง และเพิ่มขึ้นทุกวัน วันหนึ่งเป็นแสนเป็นล้านเรื่อง เวปไซต์เป็นที่นิยมจนกระทั่ง Google มาขอซื้อไปหลังจากก่อตั้งเวปไซต์ได้ปีเศษในราคาประมาณ 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ ( ประมาณ 50,000 ล้านบาท ) จากพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่ง เพียงแค่ปีกว่าก็สามารถสร้างธุรกิจได้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านบาทได้


            เรื่องราวที่หยิบยกมานี้ ไม่ได้มุ่งหมายให้ทุกคนทำตาม เป็นเพียงตัวอย่างว่า เราอย่าคิดเพียงแต่จะเป็นผู้บริโภค เป็นเพียงคนที่จมอยู่ในข้อมูล แต่ให้อยู่ในฐานะผู้สร้างสรรค์คิดว่าเราจะใช้ข้อมูลใช้โอกาสที่มาถึงอย่างไร เราจะมีมุมมองที่กว้างขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์จากโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างเต็มที่


            ประการที่สาม ช่วยกันให้ข้อมูลที่ดี ต้องคิดด้วยว่าเราจะให้ข้อมูลที่ดีกับโลกได้อย่างไร อย่าคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตมีทั้งข้อมูลที่เป็นเพชรนิลจินดาและขยะที่กล่าวไปแล้ว ทำอย่างไรเราจะเพิ่มส่วนที่เป็นเพชรนิลจินดาให้มากขึ้น และลดส่วนที่เป็นขยะให้น้อยลง
ปัจจุบันนี้เว็ปไซต์ของไทยเราเอง โดยเฉพาะเว็ปไซต์ข่าว ก็จะมีที่ให้แสดงความคิดเห็น หรือบางคนก็ไปตั้งกระทู้ไว้บนเว็ปบอร์ดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่ว่าร้ายโจมตีกัน โดยใช้ถ้อยคำที่หยาบคายบ้าง สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสาระเลย เสียทั้งเวลา อารมณ์ และคุณภาพของใจ 


            การใช้ถ้อยคำหยาบคายว่าร้ายกัน แม้ไม่เจอหน้าค่าตากันก็ทำให้ใจหยาบตามกันไปได้ คนพิมพ์คำหยาบวันหนึ่งเป็นสิบเป็นร้อยคำ ใจจะหยาบกระด้างหลับก็ไม่เป็นสุข ยิ่งถ้าทำทุกวันด้วยแล้วก็จะเป็นคนก้าวร้าว ชีวิตก็จะไม่มีความสุขพลอยทำให้ครอบครัว เพื่อนฝูงไม่มีความสุขไปด้วย คนที่ได้อ่าน อ่านแล้วใจก็หมอง ใจก็หยาบ ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นการจะสร้างความคิดเห็นอะไร ขอให้เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ มีสาระและประโยชน์ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นในเชิงว่าร้ายโจมตีกัน 
ขณะเดียวกัน ใครมีความสุขที่จะ ให้ข้อมูลที่ดีมีประโยชน์ก็ต้องช่วยกันเผยแพร่ความรู้ ข้อคิดดีๆเหล่านั้น ทางวัดเองก็พยายาม อย่างเต็มที่ ได้ใช้สื่อสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ความรู้ธรรมะโดยผ่านทางเทคโนโลยี เช่น ดาวธรรมเผยแพร่ผ่านทางเทคโนโลยีทีวีดาวเทียมเว็ปไซต์ dmc.tv ผ่านเทคโนโลยี Broadband เป็นต้น 


            พวกเราทุกคนจะมีส่วนในการเพิ่มข้อมูลที่ดีให้กับโลก เพื่อนำพาโลกไปสู่หนทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเหล่านี้ จะทำให้การนำธรรมะไปสู่โลกทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเป็นสมัยก่อนการเผยแผ่ธรรมะให้กับชาวต่างชาติ เราจะต้องดั้นด้นเดินทางไปถึงต่างประเทศ หรือเขาจะเดินทางมาหาเราถึงที่ จึงจะทำได้ แต่ตอนนี้เราเผยแผ่ธรรมะผ่านทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มีเว็ปไซต์และอินเตอร์เน็ตเป็นต้น ถ้าเราตั้งใจทำให้ดี มีเนื้อหาที่น่าประทับใจแปลเป็นภาษาต่างๆ ในที่สุดจะมีคนจากทั่วทุกมุมโลกสนใจศึกษา บางคนอาจจะลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาเรา แล้วลงมือศึกษาธรรมะกันอย่างจริงจัง นี่ก็เป็นวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีประสิทธิภาพอีกแบบหนึ่ง


           การสร้างวัดในต่างประเทศหลายแห่งก็เป็นผลมาจากดาวธรรมเมื่อญาติโยมได้ดูดาวธรรมก็เกิดศรัทธารวมตัวรวมกลุ่มกันแล้วขอให้ทางวัดส่งพระไปช่วยสร้างวัด ถ้าสมัยก่อนเราจะสร้างวัดที่ไหนก็ส่งพระไป แล้วค่อยๆชวนญาติโยมมาปฏิบัติธรรม พอญาติโยมมากขึ้นจึงค่อยชวนกันสร้างวัด ปัจจุบันนี้กลับตาลปัตร ญาติโยมมีศรัทธาเพราะได้ดูดาวธรรม หรือ dmc.tv มาก่อนแล้ว พอมีความพร้อมก็รวมกลุ่มกันแล้วจึงมาขอให้ทางวัดส่งพระไปช่วยสร้างวัด นี่คืออานิสงส์หรือประโยชน์ของเทคโนโลยีอย่างหนึ่งบนพื้นฐานของการใช้ให้ถูกต้องนั่นเอง


            นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงตะวันออกกลางเช่น อิหร่าน เมื่อได้รับชมธรรมะจากดาวธรรมหรือเว็ปไซต์ dmc.tv แล้วรู้สึกประทับใจ ขอมาศึกษาธรรมะที่วัดพระธรรมกายก็มีจำนวนไม่น้อย
นับได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เปิดหนทางที่กว้างขวางให้พวกเราได้ช่วยกันเผยแผ่ธรรมะ มอบสิ่งดีๆให้กับโลกได้ เช่นการทำเว็ปบล็อกซึ่งคล้ายกับเว็ปไซต์แต่สะดวกกว่า เพราะไม่ต้องจดทะเบียน เพียงเราไปอยู่ในเว็ปไซต์ใหญ่ที่ให้บริการเว็ปบล็อก ก็สามารถสร้างบล็อกของตัวเองได้ เหมือนกับเขียนไดอารี่ ถ้าเราทำได้ดีก็จะมีคนสนใจมาอ่าน บางเว็ปบล็อกมีคนมาอ่านนับแสนคนต่อวัน ถ้าเราทำเว็ปบล็อกของเราให้ดีมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ข้อมูลบทความต่างๆ ทำให้ดีเกลาให้คม เว็ปบล็อกของเราจะมีคนเข้ามาอ่าน วันละเป็นแสนคนได้เช่นกัน ความคิดของเราจะสื่อไปยังคนนับแสน และมีอิทธิพลต่อความคิดของเขา เท่ากับเราได้มอบสิ่งดีๆให้กับผู้คนมากมาย


            ศักยภาพของเราสามารถเพิ่มพูนได้ อย่างไม่มีขีดจำกัดอยู่ที่เราตั้งใจพัฒนาตัวเองมากแค่ไหน บางคนใช้ศักยภาพในตัวเองแค่หนึ่งส่วนแต่บางคนนำมาใช้ถึงล้านส่วน อยู่ที่ความตั้งใจของเรา ดังนั้นพวกเราชาวพุทธทุกคน ช่วยกันคิดดูเถิดว่าจะใช้โอกาสที่มาถึงนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างไร


             ในภาวะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้ คงไม่มียุคใดเลยที่สติ สมาธิจะมีความจำเป็นต่อเราและผู้คนในโลกมากมายขนาดนี้ แค่ประโยชน์ขั้นต้นของสมาธิคือการทำให้ใจสงบ ก็มีความจำเป็นอย่างมหาศาลสำหรับคนในยุคนี้แล้วเพราะ “ หยุด ” นี่แหละจะเป็นตัวสำเร็จผู้ที่มีใจนิ่งจะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลง มองข้อมูลรอบตัวได้อย่างกระจ่าง และสามารถปฏิบัติตามหลักสฃ 3 ข้อ คือ คุมเรื่องเวลา หาประโยชน์จากข้อมูล และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่โลกได้ตามที่ตั้งใจ เพราะฉะนั้น ยิ่งภายนอกเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด ใจของเราจะต้องนิ่ง เพิ่มชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่งให้สมดุลกันเพียงนั้นด้วย เพื่อจะได้บรรลุหลักการและความตั้งใจดังกล่าว

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 2  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ