สมุททชาดก ว่าด้วย กากินน้ำทะเล
พระเชตวันในยามบ่ายเหมือนสถานที่ที่โลกทั้งใบเพิ่งถอนหายใจเงาใบโพธิ์สั่นไหวตามจังหวะลม เสียงนกเล็กคุยกันกระหนุงกระหนิงบนยอดไม้ภิกษุหลายรูปกำลังเดินไปมาเหมือนรอทำธุระบางอย่างก่อนเข้าพรรษาแต่มีภิกษุรูปหนึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ…ชื่อของท่านคือ พระอุปนันทะ ชายหนุ่มท่าทางทะเยอทะยาน แววตากรุ้มกริ่มเหมือนคิดอะไรไว้ในหัวตลอดเวลา
เขาเดินไปทั่ววัด พร้อม “แบ่งของใช้ไว้ทุกวิหาร” รองเท้าอยู่หลังหนึ่ง ม้เท้าอยู่อีกหลังหนึ่ง ส่วนตัวเขานอนอยู่อีกวิหารหนึ่งเหมือนจะจองพื้นที่ทั่ววัดให้เป็นของตัวเองหมดทุกแห่ง พระอุปนันทะเป็นที่ร่ำลือกันว่า “กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม รับของเท่าไหร่ก็ไม่พอ” บางคนแซวว่า ต่อให้ใช้เกวียนบรรทุกของมาถวายทั้งเล่ม…ก็ยังไม่แน่ว่าท่านจะอิ่มใจ
วันหนึ่ง พระอุปนันทะเดินทางออกไปวัดชนบทลมยามเช้าลูบหมอกบาง ๆ ให้ฟุ้งเหมือนควันขาวเหนือทุ่งนาเสียงไก่ขันไกล ๆ ดังมาพร้อมแสงแดดแรกของวันเมื่อเดินเข้าสู่วัดเล็ก ๆ ริมหมู่บ้านพระอุปนันทะถึงกับตาโตเพราะภิกษุที่นั่นมีของใช้สวยงาม ประณีต สะอาดสะอ้านทั้งนั้นจีวรดี บาตรดี เครื่องใช้ดี เรียบร้อยหมดจดเขาจึงยิ้ม…แบบคนกำลังคิดแผน
พระอุปนันทะขึ้นธรรมาสน์ พูดธรรมะวิจิตรสุดโต่งสอนภิกษุทั้งหลายเรื่อง “อริยวังสกถา – วงศ์แห่งผู้ประเสริฐ” ประหนึ่งท่านเป็นผู้มักน้อย ไม่ยึดติดอะไรเลยบนโลกใบนี้ผลลัพธ์คือ…ภิกษุในวัดชนบทซาบซึ้งอย่างแรงพากันถวายจีวรสวย ๆ ให้ท่านสละบาตรดินของตัวเองแล้วยื่นบาตรดีแบบพรีเมียมให้แทน
ภิกษุทั้งหลายรวมตัวกันในโรงธรรมแสงประทีปสว่างวาบ ๆ ตามแรงลมเสียงวิจารณ์เบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะภิกษุรูปหนึ่ง“อุปนันทะนี่…สอนเรื่องความมักน้อย แต่เก็บของกลับมานี่เต็มยานเลยนะท่าน”“พูดอย่าง…ทำอย่างสินะ”ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาบรรยากาศเงียบสนิทเหมือนลมก็กลั้นหายใจ
เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลเรื่องทั้งหมดพระองค์ตรัสว่า“บุคคลควรตั้งตนในคุณธรรมเสียก่อนแล้วจึงค่อยสั่งสอนผู้อื่นหาไม่แล้ว บัณฑิตย่อมเศร้าหมอง”แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อ“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุปนันทะทำตัวมักมากแม้ในอดีต เขายังคิดจะรักษาน้ำทะเลทั้งมหาสมุทรเสียให้ได้”
ภิกษุทั้งหลายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "น้ำทะเล…ทั้งมหาสมุทร? จะไหวเหรอ?" พระพุทธองค์จึงเริ่มเล่าเรื่องในอดีต เรือใบโบราณเดินผ่านลิบ ๆทะเลสีครามขยายกว้างสุดตาลมทะเลกลิ่นเค็มแตะผิวแก้มเหมือนละอองขนนกพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นเป็น เทวดารักษาสมุทรร่างสูงสงบ แววตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องทะเลมองลงไปยังผิวน้ำด้วยความสงบและเฝ้าดูโลกด้วยใจอ่อนโยน

วันหนึ่งมีนกกาตัวหนึ่งบินโฉบไปโฉบมาเหนือทะเลเสียงปีกกระพือดัง วับ วับ วับปากมันคอยตะโกนสั่งฝูงปลา ฝูงนกใต้น้ำกาน้ำ
“ทุกคนฟังนะ! ดื่มน้ำทะเลน้อย ๆ เข้าไว้เราต้องช่วยกันรักษาน้ำทะเลไม่ให้พร่อง!”

เทวดาสมุทรมองภาพนั้น ดวงตาฉายแววเอ็นดูปนงงก่อนจะเอ่ยถามเบา ๆ ราวเสียงคลื่นกระทบฝั่งเทวดาสมุทร“นี่เจ้าเป็นใครมาวนเวียนอยู่กลางทะเลเค็ม ๆทั้งห้ามปลา ทั้งห้ามมังกรเหมือนเจ้าจะเดือดร้อนกับคลื่นมากนะ”กาน้ำกระพือปีกแรง ๆ ก่อนเชิดหน้าอย่างภูมิใจ

“ข้าคือนก อนันตปายีผู้คนรู้จักข้าว่า กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม!วันนี้ข้าตั้งใจมาดื่มน้ำทะเลนี่แหละเพราะทะเลใหญ่กว่าแม่น้ำทั้งหลายในโลกนี้!”เทวดาสมุทรหัวเราะน้อย ๆ แววตาอบอุ่นเหมือนผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กอวดเก่ง
“เจ้ารู้หรือไม่ น้ำทะเล…ต่อให้ดื่มทั้งปี ทั้งชาติก็ไม่มีวันพร่องลงเลยไม่มีใครดื่มให้หมดได้หรอก”กาน้ำชะงักมองพื้นน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเล็กแค่ไหนในโลกกว้างใบนี้

พระพุทธองค์ตรัสปิดท้ายเสียงพระองค์นุ่มราวเพลงกล่อม “คนที่โลภ มักมากยิ่งไขว่คว้า…ยิ่งไม่พอเหมือนกาที่คิดจะดื่มน้ำทะเลให้หมดซึ่งไม่มีวันทำได้เลย” ภิกษุทั้งหลายก้มหน้าเหมือนคำพูดพระองค์ซึมลึกลงไปในใจทีละนิด
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
กาสมุทรในครั้งนั้น ได้เป็น พระอุปเราตถาคต นันทะ ในบัดนี้
ส่วนรุกขเทวดา คือ ฉะนี้แล.