ครั้งหนึ่ง ขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวันพระองค์ทรงปรารภเรื่อง “การปกครองของพระราชา” แล้วตรัสสอนธรรมแก่พระเจ้าโกศลเช้าวันนั้น พระเจ้าโกศลเพิ่งตัดสินคดีความเรื่องหนึ่งแต่เป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรม เพราะมีอคติแอบแฝงอยู่ในใจแม้จะรู้สึกค้างคา พระองค์ก็รีบเสวยพระกระยาหารอย่างลวกๆ มือยังเปียกอยู่ก็เสด็จขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
เมื่อไปถึง พระองค์หมอบลงแทบพระบาทด้วยความเคารพพระพุทธเจ้าตรัสถามอย่างอ่อนโยน“มหาบพิตร เสด็จมาจากไหนแต่เช้า?”พระเจ้าโกศลทรงตอบตามตรง“ วันนี้ข้าพระองค์ตัดสินคดีผิดพลาดไป ด้วยความรีบเร่งและอคติเพิ่งเสร็จธุระ จึงรีบมาเฝ้าพระองค์พระเจ้าข้า”พระพุทธเจ้าตรัสว่า“การตัดสินคดีอย่างยุติธรรม เป็นทางแห่งความเจริญ เป็นทางแห่งสวรรค์ผู้ปกครองที่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมนำความสงบมาสู่บ้านเมือง” แล้วพระองค์ตรัสต่อว่าแม้ในอดีตกาล ก็มีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่ปกครองบ้านเมืองด้วยธรรมและยังกล้าตรวจสอบตนเองอยู่เสมอจากนั้น พระองค์จึงเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง…ในอดีต สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดเป็นโอรสของพระอัครมเหสีได้รับพระนามว่า “พรหมทัตกุมาร”
เจ้าชายเติบโตขึ้นอย่างสง่างามเมื่ออายุครบ 16 พรรษา ได้เสด็จไปศึกษา ณ เมืองตักกสิลาเรียนรู้ทั้งศาสตร์การปกครอง การศึก และหลักธรรมเมื่อพระราชบิดาสวรรคตพระองค์ขึ้นครองราชย์และทรงตั้งใจแน่วแน่ว่า“เราจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม”พระองค์ไม่ลำเอียงด้วยความรักไม่โกรธเกลียดจนตัดสินผิดไม่กลัวอำนาจใครไม่หลงผลประโยชน์

คดีความทุกเรื่องถูกตัดสินอย่างเป็นธรรมไม่นาน บ้านเมืองก็สงบถึงขั้นที่ว่า…ศาลหลวงว่างเปล่าไม่มีใครมาฟ้องร้องกันเลยวันหนึ่ง พระราชาทรงครุ่นคิด“บ้านเมืองสงบก็ดีอยู่แต่ทำไม…ไม่มีใครตำหนิเราเลย?”พระองค์เริ่มสังเกตว่าไม่ว่าถามใคร ก็มีแต่คำสรรเสริญ“พระองค์ทรงยุติธรรมยิ่งนัก”“พระองค์ทรงปรีชาสามารถที่สุด”คำชมลอยมาไม่ขาดสายแต่พระราชากลับไม่สบายใจ“หรือเขากลัวเรา จึงไม่กล้าพูดความจริง?”

เพื่อหาคำตอบ พระองค์ปลอมพระองค์เสด็จออกจากวังพร้อมสารถีเพียงคนเดียวเดินทางไปทั่วเมืองออกไปจนถึงชนบท และชายแดนพระองค์แอบฟังชาวบ้านพูดถึงตนเองแต่ก็มีแต่คำชมเหมือนเดิมขณะเสด็จกลับพระนครรถม้าของพระองค์ไปพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่กำลังสวนมาในทางแคบ ไม่มีทางหลีกรถอีกคันคือของพระเจ้าพัลลิกะกษัตริย์แห่งแคว้นโกศล

สารถีของทั้งสองฝ่ายต่างยืนกราน“หลีกทางให้พระราชาของเรา!”เมื่อรู้ว่าทั้งสองพระองค์มีอายุเท่ากันอาณาจักรก็กว้างใหญ่เท่ากันกำลังทหาร ทรัพย์สิน ยศศักดิ์ ก็ใกล้เคียงกันจึงเหลือคำถามเดียว

“พระราชาองค์ใดทรงคุณธรรมยิ่งกว่า?”สารถีฝ่ายพระเจ้าพัลลิกะกล่าวอย่างภูมิใจว่า“พระราชาของเราชนะคนแข็งด้วยความแข็งชนะคนดีด้วยความดีชนะคนร้ายด้วยความร้าย”
สารถีของพระเจ้าพาราณสีได้ฟังแล้วกล่าวว่า“ถ้านั่นคือคุณธรรมแล้วโทษจะเป็นเช่นไร?”จากนั้นเขาจึงกล่าวถึงพระราชาของตนว่า“พระราชาของเราชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธชนะคนชั่วด้วยความดีชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ชนะคนโกหกด้วยความจริง” เมื่อได้ฟังดังนั้นพระเจ้าพัลลิกะถึงกับนิ่งไปก่อนจะเสด็จลงจากรถสั่งให้ถอยรถและเปิดทางเพราะทรงยอมรับว่าผู้มีธรรมะยิ่งกว่า สมควรได้ทาง
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา เพื่อทรงถวายโอวาทแด่พระเจ้าโกศล แล้วทรงประชุมชาดก
นายสารถีของพระเจ้าพัลลิกะ ครั้งนั้น ได้เป็น พระโมคคัลลานะ
พระเจ้าพัลลิกะได้เป็น พระอานนท์
สารถีของพระเจ้าพาราณสีได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนพระราชา คือ ตถาคต เอง.