ชาดก 500 ชาติ รวมนิทานชาดกพร้อมภาพประกอบ คติธรรม ข้อคิดสอนใจ

ชาดก 500 ชาติ : ชาดก 500ชาติรวมชาดก 500 ชาติพร้อมภาพประกอบ  ข้อคิดสอนใจ

ชาดก คือ เรื่องราวหรือชีวประวัติในอดีตชาติของพระโคตมพุทธเจ้า คือ สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงนำมาเล่าให้พระสงฆ์ฟังในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงหลักธรรมสุภาษิตที่พระองค์ทรงประสงค์ เรียกเรื่องในอดีตของพระองค์นี้ว่า ชาดก ชาดกเป็นเรื่องเล่าคล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียกว่า นิทานชาดก

ชาดก 500 ชาติ :: สีวิราชชาดก ว่าด้วย การให้ดวงตาเป็นทาน

สีวิราชชาดก

ว่าด้วย การให้ดวงตาเป็นทาน

                  ณ พระเชตวันมหาวิหาร…วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์และในเวลานั้น พระเจ้าโกศลได้ถวายทานใหญ่แก่พระสงฆ์ครบทุกอย่างเป็นเวลา 7 วันเต็มเรียกได้ว่าเป็น “ทานใหญ่” ที่ไม่มีอะไรขาดแต่แปลก…เมื่อถวายเสร็จ พระเจ้าโกศลทูลขออนุโมทนาพระพุทธเจ้ากลับ ไม่ตรัสอนุโมทนาแม้แต่คำเดียวแล้วเสด็จกลับเงียบๆพระเจ้าโกศลถึงกับงง…“หรือเราทำอะไรผิด?”

 

                   พระราชาสงสัย…จึงกลับไปถามเช้าวันถัดมา พระเจ้าโกศลเสวยอาหารเสร็จรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้ง แล้วกราบทูลถามอย่างสุภาพว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเหตุใดเมื่อวานพระองค์จึงไม่ทรงอนุโมทนา?”พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างสงบว่า“เพราะบริษัทที่มาฟัง…ยังไม่บริสุทธิ์”

                   จากนั้นพระองค์ทรงแสดงธรรมสั้นๆ แต่คมกริบว่า“คนตระหนี่…ไม่มีวันไปถึงสวรรค์ได้”เพียงเท่านั้น พระเจ้าโกศลเหมือนถูกสะกิดใจพระองค์เกิดความเลื่อมใสอย่างแรงถึงขั้นถวายผ้าชั้นเลิศราคาแสนหนึ่งเป็นพุทธบูชา แล้วเสด็จกลับ

 

                  พระสงฆ์สนทนากัน…จนพระพุทธเจ้าตรัสขึ้นวันต่อมา ภิกษุหลายรูปนั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า“พระเจ้าโกศลนี่สุดยอดจริงๆให้ทานใหญ่แล้วยังไม่พอใจพอฟังธรรมยังถวายของมีค่าเพิ่มอีกเหมือนไม่เคยรู้จักคำว่า ‘อิ่ม’ ในการให้เลย”

 

                   พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาได้ยินพอดีจึงตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลายการให้ของภายนอก แม้จะมากเพียงใดก็ยังไม่ใช่ที่สุดของการให้”แล้วตรัสต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ในอดีต บัณฑิตบางคนแม้ให้ทรัพย์ทั้งแผ่นดินทุกวันก็ยังไม่พอจนกระทั่ง…ยอมให้สิ่งที่รักที่สุดของตนคือ ดวงตา"

 

                    เมื่อกล่าวจบ พระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีต…อดีตกาล…เมืองอริฏฐปุระ แคว้นสีวีครั้งหนึ่งในอดีตมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าสีวิราชพระองค์ครองเมืองอริฏฐปุระเป็นกษัตริย์ที่คนทั้งแคว้นรักและเคารพมาก

 

                   เพราะพระองค์ปกครองด้วยธรรมไม่ลำเอียง ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้อำนาจกดขี่ใครและที่สำคัญที่สุด…พระองค์เป็น ราชาผู้ให้ อย่างแท้จริงพระองค์สร้างโรงทานถึง 6 แห่งแจกจ่ายอาหาร เสื้อผ้า เงินทอง ของใช้ทุกชนิดทุกวัน…พระองค์บริจาคทรัพย์ถึงวันละ หกแสนและในวันสำคัญ เช่นวัน 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำพระองค์จะเสด็จไปตรวจโรงทานด้วยตัวเอง

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%870.png

 

                 วันเพ็ญ…วันที่พระราชาคิดสิ่งที่ไม่ธรรมดาวันหนึ่ง เป็นวันเพ็ญใหญ่พระเจ้าสีวิราชประทับบนบัลลังก์ใต้ฉัตรขาวพระองค์ทอดพระเนตรไปทั่วแล้วทรงคิดในใจว่า“เราบริจาคทรัพย์มาทุกอย่างแล้วไม่มีของภายนอกชิ้นไหนที่เรายังไม่เคยให้…”

 

          แล้วพระองค์ก็รู้สึกแปลก…เหมือนหัวใจยัง ไม่เต็มสักทีจึงทรงดำริสิ่งที่ยิ่งกว่าทานทั่วไป…“ถ้าทานภายนอกยังไม่ทำให้ใจเราอิ่มงั้นเราจะให้ทานภายใน…ให้สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราเอง”พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานว่า“วันนี้ ถ้าใครมาขอหัวใจ เราจะให้ถ้าขอเนื้อ ขอโลหิต เราก็ให้ถ้าขอให้เราเป็นทาส เราก็ยอมและถ้าใครมาขอ ดวงตา…เราจะควักให้ทั้งสองข้าง!”

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%872.png

 

                นี่ไม่ใช่คำพูดเล่นแต่เป็นความตั้งใจจริงจากใจที่เด็ดเดี่ยว เสด็จไปโรงทาน…พร้อมความตั้งใจเช้าวันนั้น พระองค์สรงน้ำหอมแต่งองค์งดงามตามแบบกษัตริย์เสวยอาหารอย่างดีจากนั้นเสด็จขึ้นช้างพระที่นั่งมุ่งหน้าไปยังโรงทานผู้คนสองข้างทางต่างโห่ร้อง“ทรงพระเจริญ! พระราชาผู้ให้!” แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า…วันนี้จะเป็นวันที่สะเทือนทั้งแคว้นสีวีท้าวสักกะลงมาทดสอบ

 

                บนสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงรู้ด้วยญาณว่า“วันนี้พระเจ้าสีวิราชตั้งใจจะให้ดวงตาเป็นทานจริงๆ”ท้าวสักกะจึงดำริว่า“เราจะทดลองดูว่าพระองค์ให้จริงหรือแค่คิดเล่นๆ”แล้วท้าวสักกะแปลงกายเป็นพราหมณ์แก่ตาบอด ยืนถือไม้เท้าอยู่ข้างทาง เมื่อพระเจ้าสีวิราชเสด็จผ่านพราหมณ์เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวเสียงสั่นว่า“ข้าแต่มหาราชข้าพเจ้าแก่แล้ว มองไม่เห็นทางขอพระองค์โปรดเมตตาขอพระเนตรข้างหนึ่งให้ข้าพเจ้าเถิด…” คำขอนั้น…เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจพระราชาเพราะมันคือสิ่งที่พระองค์อธิษฐานไว้พอดี

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%874.png

 

                พระราชาดีใจ…เหมือนได้รับของขวัญแทนที่จะตกใจ พระเจ้าสีวิราชกลับ ยิ้ม พระองค์คิดในใจว่า“นี่คือโอกาสของเราวันนี้ทานของเราจะไปถึงที่สุดแล้ว!” แล้วตรัสกับพราหมณ์ว่า“ท่านขอแค่ข้างเดียวแต่เราจะให้…ทั้งสองข้าง!” สิ้นคำ…คนทั้งเมืองเหมือนหยุดหายใจข่าวแพร่กระจายรวดเร็ว“พระราชาจะควักดวงตาให้ยาจก!” 

 

            เหล่าอำมาตย์ ข้าราชการ นางสนม ชาวเมืองต่างพากันวิ่งมาที่วัง บางคนร้องไห้ บางคนคุกเข่าขอร้อง “อย่าทรงทำเลยพระเจ้าค่ะ!”“ขอพระองค์ให้ทรัพย์แทนเถิด!”“ให้ทอง ให้ช้าง ให้เมืองก็ได้!”“แต่ขออย่าให้ดวงตาเลย!”

 

                 แต่พระเจ้าสีวิราชตอบด้วยเสียงนิ่งและหนักแน่นว่า“ถ้าพูดว่าจะให้ แล้วกลับคำไม่ให้นั่นแหละคือความอัปยศที่สุด”“ผู้ขอขอสิ่งใดผู้ให้ควรให้สิ่งนั้นเขาขอตา…เราก็ให้ตา”หมอสีวิกะต้องทำ…ทั้งน้ำตาพระองค์สั่งให้เรียกหมอประจำวังชื่อ สีวิกะหมอสีวิกะถึงกับหน้าซีดกราบทูลว่า“การให้ดวงตาเป็นทานเป็นกรรมหนักขอพระองค์ทรงคิดให้ดี”แต่พระราชาตรัสเพียงว่า "เราคิดดีแล้วทำเถิด…อย่าชักช้า”

 

           หมอจึงจำใจทำตามเขาใช้ยาและเครื่องมือค่อยๆ ทำให้ดวงตาหลุดออกความเจ็บปวดนั้น…รุนแรงเกินคำบรรยายเลือดไหลชุ่มพระภูษาเสียงร้องไห้ของผู้คนดังไปทั่วห้องแต่พระราชากลับกัดฟันทนไม่ร้อง ไม่ถอยไม่เปลี่ยนใจพระราชายื่นดวงตาให้…ด้วยใจสงบเมื่อหมอควักดวงตาข้างหนึ่งออกมาพระเจ้าสีวิราชทรงจับไว้ในมือ

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%875.png

 

                  แล้วเรียกพราหมณ์ว่า “มานี่เถิด…” พระองค์ตรัสด้วยเสียงอ่อนโยนว่า“สัพพัญญุตญาณคือความเป็นพระพุทธเจ้าสำคัญยิ่งกว่าดวงตานี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า” “ขอผลบุญจากทานนี้จงเป็นเหตุให้เราตรัสรู้ในอนาคต” แล้วพระองค์วางดวงตาลงในมือพราหมณ์…หลังจากนั้นพระองค์ยังให้ดวงตาอีกข้างหนึ่งด้วยใจปีติ

 

                  พราหมณ์รับไป…และทันทีนั้นเองดวงตาทั้งสองของพราหมณ์กลับมามองเห็นเหมือนดอกบัวเขียวเบ่งบานจากนั้นพราหมณ์ก็หายวับไป…เพราะแท้จริงแล้วเขาคือท้าวสักกะ พระราชากลายเป็นคนตาบอด…แต่ใจกลับสว่างหลังเหตุการณ์นั้นพระเจ้าสีวิราชกลายเป็นคนตาบอดพระองค์นั่งเงียบอยู่หลายวันแล้วตรัสกับตัวเองว่า“ราชสมบัติจะมีค่าอะไรถ้าเรามองไม่เห็นโลกแล้ว…” พระองค์ตั้งใจจะสละราชสมบัติออกบวชอยู่ป่า

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%8706.png

 

                   ท้าวสักกะกลับมา…พร้อมคำพูดหนึ่งประโยคไม่นานนักท้าวสักกะเสด็จกลับมาในร่างเดิมมายืนใกล้พระราชาพระราชาได้ยินเสียงฝีเท้า จึงถามว่า“ใคร?” ท้าวสักกะตอบว่า“เราคือท้าวสักกะเรามาให้พรแก่พระองค์เลือกเถิดว่าปรารถนาอะไร”

                   

                   แต่พระราชากลับตอบอย่างสงบว่า“ทรัพย์ ข้าพเจ้ามีแล้วอำนาจก็มีแล้วตอนนี้ข้าพเจ้าตาบอดข้าพเจ้าพอใจแค่ความตายเท่านั้น” ท้าวสักกะจึงกล่าวว่า“ทานไม่ได้ให้ผลแค่ชาติหน้าแต่ให้ผลในชาตินี้ได้ด้วยขอพระองค์จงกล่าวสัจจะเถิดแล้วดวงตาจะกลับมา” สัจจะที่ทำให้ดวงตากลับคืน

 

                   พระเจ้าสีวิราชจึงกล่าวว่า“ยาจกทุกคนที่มาขอเราไม่ว่าเขาจะเป็นใครเรารักเขาทุกคนด้วยใจจริง…” ทันใดนั้น… ดวงตาข้างแรกเกิดขึ้นพระองค์กล่าวต่อว่า“พราหมณ์ที่มาขอตาเมื่อเราให้ตาไปเราไม่ได้เสียใจเลยกลับมีปีติสุขเต็มหัวใจ…”ดวงตาข้างที่สองเกิดขึ้นแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ดวงตาธรรมดา…มันคือดวงตาที่เกิดจาก “สัจจะ”เป็นดวงตาพิเศษ เรียกว่า สัจจปารมิตาจักษุดวงตาทิพย์ที่มองทะลุได้ไกลท้าวสักกะประกาศต่อหน้ามหาชนว่า“ดวงตาของพระองค์จะเห็นทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไกลได้ถึงร้อยโยชน์!”

 

                 ผู้คนทั้งเมืองต่างตกตะลึงแล้วกราบไหว้พระราชาด้วยความศรัทธาเมื่อกลับเข้าวังประชาชนทั้งแคว้นพากันนำของมาถวายพระเจ้าสีวิราชจึงสั่งสร้างมณฑปใหญ่เรียกคนทั้งเมืองมารวมกันแล้วตรัสสอนด้วยเสียงหนักแน่นว่า“จำไว้…ตั้งแต่นี้ไปถ้ายังไม่ได้ให้ทานอย่าเพิ่งกิน!”พระองค์กล่าวต่อว่า“โลกนี้ไม่มีอะไรยิ่งกว่าการให้เราให้ดวงตาแบบมนุษย์แต่ได้ดวงตาทิพย์กลับคืนมา”“ผู้ให้แล้วกินตามกำลังไม่มีใครติเตียนและย่อมไปสู่สุคติ”หลังจากนั้นชาวเมืองสีวีทั้งแคว้นต่างพากันให้ทาน รักษาศีล ทำบุญบ้านเมืองเต็มไปด้วยความสงบและเมตตา

 

                 ครั้นพระเจ้าสีวิราชทรงแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ในวันกึ่งเดือนและวันปัณณรสีอุโบสถ ก็รับสั่งให้มหาชนประชุมกัน ทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้เป็นประจำ มหาชนสดับธรรมนั้นแล้วพากันทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ได้ไปสู่เทวโลกเต็มบริบูรณ์ทั่วกัน.



         พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ไม่ยินดีด้วยทานในภายนอก ได้ควักดวงตาทั้งสองของตนบริจาคทานแก่ยาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้าด้วยอาการอย่างนี้ แล้วทรงประกาศจตุราริยสัจ.
         ทรงประชุมชาดกว่า
               สีวิกแพทย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็น 
พระอานนท์
               ท้าวสักกเทวราชได้มาเป็น พระอนุรุทธะ
               ราชบริษัทที่เหลือได้มาเป็น พุทธบริษัท
               ส่วนพระเจ้าสีวิราชได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

* * ชาดก 500 ชาติ แนะนำ * *

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล