ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

ฐานะที่พึ่งไม่ได้

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน 

TD%200420_01.jpg

ฐานะที่พึ่งไม่ได้

               บุญบารมีเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตนักสร้างบารมี เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะนักสร้างบารมีเกิดมาก็เพื่อมาสร้างบารมีเท่านั้น ต้องทำบุญให้ครบหมดทุกบุญ ตั้งแต่ทานบารมี จนกระทั่งถึงอุเบกขาบารมี จนกว่าดวงบุญในตัวของเราจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ก็จะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิต คือทำพระนิพพานให้แจ้ง กิจที่แท้้จริงของขีวิตจึงจะสมบูรณ์ หากเราทำได้อย่างนี้ การเกิดมาของพวกเราก็ไม่ไร้ผล จะเป็นชีวิตของบัณฑิตนักปราชญ์ ที่เกิดมาสร้างบารมีอย่างแท้จริง 

 

                  มีวาระแห่งสุภาษิตที่ปรากฏอยู่ในนารทสูตรความว่า

         "ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ อันใครๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก เพราะการคร่ำครวญ พวกอมิตรทราบว่าเขาเศร้าโศกเป็นทุกข์ ย่อมดีใจ ก็คราวใดบัณฑิตพิจารณารู้เนื้อความ ไม่หวั่นไหวในอันตรายสิ่งทั้งหลาย คราวนั้นพวกอมิตรเห็นหน้าอันไม่ผิดปกติของบัณฑิตนั้น ยังยิ้มแย้มตามเดิมย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยน์ในที่ใดๆ ด้วยประการใด เพราะการสรรเสริญ เพราะความรู้ เพราะกล่าวคำสุภาษิต เพราะการบำเพ็ญทาน หรือเพราะประเพณีของตน ก็พึงบากบั้นในที่นั้นๆ ด้วยประการนั้น ถ้าพึงทราบว่าความต้องการอย่างนี้ อันเราหรือผู้อื่นไม่พึงได้ไซร้ ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรมีสติตั่งใจทำงาน โดยพิจารณาว่า บัตินี้เราทำอะไรอยู่"

 

                ถ้อยคำอันเป็นมงคลที่ให้ข้อคิดดีๆ ที่หลวงพ่อนำมากล่าวนี้ เป็นคาถาของพระอรหันตเถระองค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่ได้ภาษิตเอาไว้ ทำให้บัณฑิตในครั้งนั้น เกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ไม่ใช่วัดกันแค่ปริญญาหรือสำเร็จการศึกษาสูงสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ รู้จักประโยชน์ทัังในภพนี้และภพหน้า เมื่อรู้แล้วก็ยังเป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะยึดประโยชน์ทั้งสองนั้นเอาไว้ได้ คำว่าบัณฑิตนั้นก็หมายถึงว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา แต่ในบางครั้งในฐานะที่คนส่วนใหญ่ ยังเป็นผู้ที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ไม่รู้แจ้งหนทางของชีวิต ดังเช่นพระอริยเจ้าทั้งหลายก็อาจจะมีบ้างที่เกิดเผลอเลอ ปล่อยให้ความเศร้าโศกครอบงำ ทำให้ต้องสูญเสียประโยชน์ที่ตนเองจะพึงได้ ไปอย่างหน้าเสียดาย

 

               เหมือนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่พระนครปาตลีบุตร มีพระราชาพระองค์หนึ่งพระนามว่า มุณฑะ เป็นพระราชาที่ปกครองบ้านเมืองด้วยดีตลอดมา เป็นที่รักของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ ทั้งเหตุการณ์ในประนครที่ปกครองอยู่นั้น ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่มีผู้ก่อการณ์ร้าย เพราะสภาวะใจของคนในสมัยนั้นรักสงบ สันโดษ ไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้ง พื้นฐานจิตใจคนส่วนใหญ่ จะเคารพนับถือพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก

 

                พระราชามีพระมเหสีพระนามว่า ภัททาราชเทวี พระนางเป็นหญิงที่มีพระสิริโฉมงดงามมาก เป็นหญิงที่มีจิตใจงดงาม สมเป็นราชกัลยามเหสีเอก เนื่องจากพระนางเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมอย่างนี้ พระราชาจึงรักโปรดปรานมาก แม้พสกนิกรก็เคารพเลื่อมใสในพระจริยวัตร 

 

                  วันหนึ่ง พระนางภัททาราชเทวีได้ทิวงคตอย่างกะทันหัน พระราชาทรงเสียพระทัยมาก ไม่สามารถระงับความเศร้าโศกได้ ถูกความเศร้าโศกครอบงำ จนไม่สามารถที่จะประกอบพระราชกรณียกิจได้ ไม่ทรงสรงสนาน ไม่เสวย ไม่แต่งพระองค์ ทรงเศร้าโศกอยู่ที่พระศพนั้นทั้งวันทั้งคืน

 

                ครั้งนั้นพระราชาก็ได้ทรงรับสั่งกับมหาอำมาตย์นามว่า โสการักขะ ให้ยกพระสรีระของพระเทวีนี้ ลงในรางเหล็กที่เต็มด้วยน้ำมันแล้วปิดด้วยรางเหล็ก เพื่อให้พระศพอยู่ได้นานๆ โดยไม่เปื่อยเน่า จะได้เห็นพระนางนานๆ 


 
                  โสการักขะมหาอำมาตย์เป็นบัณฑิต เป็นสัมมาทิฐิ เห็นความเศร้าโศกของพระราชาอย่างนั้นก็ดำริในใจว่า "พระราชาของเรากำลังเศร้าโศกพระทัยอยู่ เราไม่ควรที่จะขัดพระทัย รอให้ความโศกของพระองค์เบาบางลงกว่านี้ ค่อยทูลให้ข้อคิดพระองค์ มหาอำมาตย์ผู้มีปัญญาก็ได้สนองพระบรมราชโองการ หลังจากที่มหาอำมาตย์ทำตามพระราชดำริของพระราชาแล้ว ก็ยังเห็นพระราชาเศร้าโศกอยู่อย่างนั้นอีก จึงคิดว่า เมื่อพระเทวีทิวงคตแล้ว พระของเราไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเลย วันๆ ก็เอาแต่คร่ำครวญเศร้าโศก พระราชาของเราควรที่เข้าไปหาสมณะรูปใดหนอ จึงจะระงับความโศกได้

 

                ลำดับนั้น มหาอำมาตย์ก็คิดว่า ในพระนครนี้มีพระอรหันต์อยู่องค์หนึ่ง ท่านเป็นบัณฑิตที่แท้จริง ท่านได้อาศัยอยู่ที่กุกกุฏารามใกล้พระนครปาตลีบุตร พระเถระเจ้านี้มีกิตติศัพท์อันงาม เป็นพหูสูต ฉลาด มีปัญญามาก เป็นผู้รู้ ผู้บริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ท่านคงสามารถระงับความโศกของพระราชาได้ ลำดับนั้นมหาอำมาตย์จึงเข้าไปหาพระราชา และกราบทูลว่า ขอเดชะฝ่าพระบาต ในพระนครของเรามีพระอรหันตสาวกอยู่องค์หนึ่ง เป็นผู้ทรงศีล มีถ้อยคำที่วิจิตร มีปฏิภาณดี หากพระองค์ได้เข้าไปหาพระคุณเจ้าแล้ว ฟังธรรมจากท่าน อาจจะสามารถระงับความเศร้าโศกได้

 

                พระเจ้ามุณฑะจึงรับสั่งให้มหาอำมาตย์ เดินทางไปนัดเวลากับพระเถระก่อน ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนโสรักขะท่านเดินทางล่วงหน้าเราไปก่อนเถิด ไปอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าก่อน เราเข้าใจว่า สมณกิจของท่านมาก เราเกรงว่าจะไปรบกวนท่าน มหาอำมาตย์ก็เดินทางไปหาพระเถระ พร้อมกับเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า หลังจากที่พระมเหสีทิวงคต พระราชาก็จมอยู่กับความเศร้าโศก ขอพระคุณเจ้าอาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรมโปรดพระราชาด้วยเถิด พระเถระก็รับคำ พร้อมกับนัดเวลาให้พระราชมากราบ จากนั้นโสการักขะมหาอำมาตย์ก็เดินทางกับไปกราบทูลพระราชา 

 

                พระราชาเสด็จไปยังกุกกุฏาราม ด้วยราชานุภาพที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไปถึงแล้วก็เข้าไปหา ทรงอภิวาทพระเถระ แล้วประทับนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระเถระปฏิสันฐานพอให้พระราชาเบาพระทัยและก็กล่าวว่า "ขอถวายพระพรมหาบพิตร มีฐานะอยู่ ๕ ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสมณ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือทุกๆ คนในโลกไม่พึงได้ ฐานะที่อาตมากล่าวถึงนั้นก็คือฐานะที่ว่า


          ๑.ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่
          ๒.ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้
          ๓.ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตาย
          ๔.ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา อย่าสิ้นไปเลย
          ๕.ขอสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา อย่าฉิบหายไป


                ขอถวายพระพรมหาบพิตร ฐานะทั้ง ๕ ประการนี้ ใครๆ ไม่สามารถที่จะฟืนได้ เป็นไปตามครรลองของโลก ปุถุชนทั้งหายผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมณ์จิตใจ ไม่ได้พิจารณาตามความเป็นจริง เมื่อประสพก็ยังไม่สามารถทำใจได้ แต่สำหรับพระสาวกทั้งหลายเมื่อได้พิจารณาให้ตรงตามความเป็นจริงแล้ว ก็ย่อมสามารถที่จะไถ่ถอนลูกศรคือความโศกได้ 

 

                เมื่อพระเถระกล่าวจบแล้ว ท่านก็สรุปว่า บัณฑิตที่แท้จริงไม่ควรจมอยู่กับความโศกควรตั้งใจทำกิจของตนให้เจริญ เมื่อพระราชาได้สดับธรรมะของพระเถระแล้ว พระองค์ก็ตรองตามถ้อยคำนั้น จนบังเกิดมหาปีติสามารถระงับความโศกลงได้ทันที ตั้งแต่วันนั้นมาพระราชาก็ได้ทรงพระองค์เช่นเดิม และก็เป็นผู้มีศรัทธายิ่งในพระพุทธศาสนา กลับไปถวายพระเพลิงพระสรีระของพระราชเทวีแล้ว ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามเดิม 

 

                ความเศร้าโศกนี้ไม่ได้ช่วยให้เราประสบสิ่งที่ดีงามเลย มีแต่จะทำให้สภาวะของใจเราศูนย์เสียคุณภาพไปเท่านั้น ดังนั้นเราควรที่จะพิจารณาให้ตรงตามความเป็นจริงของชีวิต พร้อมกับหมั่นฝึกฝนใจของเราให้ได้ตลอดเวลา อย่าทิ้งการปฏิบัติธรรมนะลูกนะ เพราสิ่งนี้เท่านั้นที่จะทำให้ดวงปัญญาของเราแจ่มแจ้ง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ถูกความโศกเศร้าเสียใจลำพิลัยลำพันมาเบียดเบียน จะมีแต่ความสุขสดชื่นเบิกบาน มีกำลังใจที่จะสร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้นให้ปฏิบัติธรรมกันให้ดี
 
พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 

*มก. นารทสูตร เล่ม ๓๖ หน้า ๑๑๕

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล